overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  RSS  


Page 1 of 2 12 LastLast
Results 1 to 20 of 39

Thread: SB0220 ตั้งตามนี้ครับ แล้วเสียงจะหวานเห่อๆๆ

  1. #1
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default SB0220 ตั้งตามนี้ครับ แล้วเสียงจะหวานเห่อๆๆ

    แล้ว ท่านจะรู้ว่าความหอมหวานเสียงเป็นอย่างไร ทั้งดูหนังฟังเพลงได้อารมณ์จริงๆ
    ตามรูปเลยครับ
    Last edited by fist007; 27 Aug 2008 at 17:13:38.

  2. #2
    OverclockZone Member battlecruiser's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ชมรมโคราชรักหมาแดกแมว

    Default

    จะสื่ออะไร

    SW synth ห่วย รู้ใหม

  3. #3
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    เสียงจะฟังลอยๆมีมิติ ไอ้นี่แหละที่ผมว่าฟังดีกว่า x-fi music

  4. #4
    OverclockZone Member battlecruiser's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ชมรมโคราชรักหมาแดกแมว

    Default

    รู้ใหมน่ะ ไอ้ที่วงไว้คืออะไร

  5. #5
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    ไม่รู้ว่ามันคืออะไร(ผมโง่จริงๆ)รู้แต่ว่าตั้งแล้วมันทำให้เบสฟังดูแล้วไม่เเข็ง และฟังดูมิติกว่าแบบอื่น

  6. #6
    OverclockZone Member jarzabrike's Avatar
    Join Date
    23 Sep 2006
    Location
    อาร์ดา (Arda)

    Default

    -*-

  7. #7
    OverclockZone Member
    Join Date
    30 May 2007

    Default

    ผมก็ไม่ค่อยรู้นะ

    แต่ midi นี่มันใช้ตอนไหน ของเพลง กับ หนังอ่ะ

    ยังมีอีกเหรอ mp3 ใช้ midi กับ ac3, dts แล้ว ต้องใช้ midi

    งง จริงๆ นะครับ ไม่ได้ แกล้งถาม เพราะไม่เคยปรับเลยอ่ะคับ

  8. #8
    OverclockZone Member amed's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Rayong

    Default

    แล้วจะตั้งยังไงดีหล่ะ

  9. #9
    OverclockZone Member sawimat's Avatar
    Join Date
    11 Jul 2007

    Default

    มันคืออะไรครับ แล้วไม่ดีตรงไหน

  10. #10
    OverclockZone Member sicklab's Avatar
    Join Date
    8 May 2007
    Location
    Bangkok,Thailand

    Default

    ดันๆ อยากรุ

  11. #11
    OverclockZone Member evolution5's Avatar
    Join Date
    29 Sep 2007
    Location
    Sukhumwit , Silom, Bangrak

    Default

    คุณเน็ตสร้างความกระจ่างให้ทีครับ

  12. #12
    OverclockZone Member battlecruiser's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ชมรมโคราชรักหมาแดกแมว

    Default

    มันไม่เกี่ยวอะไรเลย ใดๆทั้งสิ้น

  13. #13
    OverclockZone Member
    Join Date
    30 May 2007

    Default

    หรือว่า เดี่ยวนี้ เค้า ยัด midi ไปใน mp3 กับ หนังแล้วอ่ะ

    High def :P

  14. #14
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    เกี่ยวไม่เกี่ยว ก็ลองดูดิครับว่าเสียงมันเปลี่ยนมะ มันมีความต่างของเสียง งั้นไม่เอามาพูดหลอกครับ
    ไอ้ผมอ่ะไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยีอะไรหลอก อะไรลองปรับได้ก็ปรับ ลองแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไร อันไหนฟังดีก็ตั้งอันนั้นแหละ ไอ้เราก็ไม่ใช่กูรูทางนี้อะไร เคยแต่เล่นเครื่องเสียงแบบบ้านนอก -*- คลาสเอ
    คลาสบีไม่รู้จักหลอกรู้จักแต่ทรานซิสเตอร์
    Last edited by fist007; 3 Dec 2007 at 23:08:00.

  15. #15
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    หลังจาก งงอยู่ว่ามันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ก็ลองไปหาบทความมาได้ดังนี้ครับ
    เรื่อง: MDI คืออะไร? เมื่อฟังเพลงจากคอมพิวเตอร์
    มาตราฐานระบบเสียงของคอมพิวเตอร์ เคยได้ยินคำถามแบบนี้บ้างใหม ?
    - ซาวด์การ์ดเสียหรือเปล่า ทำไมเสียงดนตรีท่อนนี้หายไป ตอนลองแผ่นที่ร้านก็ยังได้ยินอยู่เลย…
    - โปรแกรมคาราโอเกะที่ลงให้มาเป็นโปรแกรมเดียวกันหรือเปล่า ทำไมเสียงดนตรีไม่ค่อยเพราะ…
    - เพลง MIDI แผ่นนี้เสียหรือเปล่า ทำไมเวลาเปิดกับเครื่องดนตรีของ Roland แล้วฟังดี แต่พอไปเปิดกับเครื่องดนตรีของ Yamaha แล้วฟังไม่รู้เรื่อง…
    ปัญหาข้างต้นเกี่ยวข้องกับไฟล์ MIDI โดยตรง ซึ่งระบบ MIDI เองนั้นได้ถือกำเนิดขึ้นมานานมากแล้วจึงได้มีการพัฒนาและเปลี่ยน แปลงบางสิ่งบางอย่างที่เกี่ยวข้องไปมากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดูเหมือนจะอยู่ในวงการดนตรีเท่านั้น แต่ปัจจุบันดนตรีกับ คอมพิวเตอร์ก็แทบจะแยกกันไม่ออกอยู่แล้ว จึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าไปพัวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    ว่ากันตามที่จริงแล้ว ไฟล์ MIDI ก็ไม่ได้มีใช้เฉพาะกับวงการดนตรีอย่างเดียว เรายังคงต้องพบเจอกับไฟล์ประเภทนี้ได้จากเพลง แบ็คกราวด์ ของโปรแกรมใช้งานทั่วๆไป รวมทั้งเพลงประกอบเกมส์คอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ซึ่งเราคงปฏิเสธกันไม่ได้ว่าเสียงเพลงและ เสียงดนตรีนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งของโปรแกรมกันเลยทีเดียว เราลองมาค้นดูเบื้องหน้าเบื้องหลังของเรื่อง MIDI กันดู สักหน่อยเป็นไร...
    MIDI คืออะไร ?
    MIDI มาจากคำว่า Musical Instrument Digital Interface ถ้าแปลกันตามตัวอักษรก็พอจะได้ความหมายว่าเป็นตัวกลางของการ ติดต่อสื่อสารกันระหว่างเครื่องดนตรีต่างๆ ซึ่งมีแนวคิดมาจากนักดนตรีที่ต้องการจะต่อพ่วงเครื่องดนตรีหลายๆตัวเข้าด้วยกัน เมื่อเล่น หรือสั่งงานที่ตัวใดตัวหนึ่งแล้วให้ตัวอื่นๆสามารถรับรู้และส่งเสียงไปพร้อมๆกันได้ด้วย ทำให้ประหยัดทรัพยากรบุคคลไปได้มาก และสิ่ง ที่ได้กลับมาก็คือความพร้อมเพรียงหรือความ"แน่น"ของเสียงดนตรีนั่นเอง…
    มีอะไรอยู่ในไฟล์ MIDI ?
    ไฟล์ MIDI ไม่ได้มีการเก็บเสียงดนตรีใดๆไว้เหมือนอย่างเทปเพลงหรือซีดีเพลง ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูปของคำสั่งที่จะไปสั่งเครื่อง ดนตรีว่า ให้เปล่งเสียงโน้ตตัวใด(Note ON), ด้วยระดับความดังแค่ใหน(Velocity) และคำสั่งอื่นๆ ตามคุณสมบัติเฉพาะของเครื่องดน ตรีแต่ละชนิด ด้วยเหตุที่เป็นไฟล์คำสั่งนี่เองทำให้มันมีขนาดที่เล็กมากๆ แผ่นดิสก์ 3.5 นิ้วเพียงแผ่นเดียวก็สามารถเก็บไฟล์ MIDI ได้หลายสิบเพลง และจากความที่มันเป็นไฟล์คำสั่งแบบดิจิตอลนี่เอง นักคอมพิวเตอร์จึงสามารถนำข้อมูลดิจิตอลนี้มาพัฒนาด้วย จนในที่สุดทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องดนตรีก็สื่อสารกันได้อย่างสมบูรณ์โดยผ่านระบบ MIDI นี่เอง
    GM คืออะไร ?
    ราวๆปี 1983 ระบบ MIDI ได้เปิดประตูแห่งการสื่อสารระหว่างเครื่องดนตรีต่างๆรวมไปถึงกับคอมพิวเตอร์ด้วยแต่ในเวลานั้นหลายๆ บริษัทที่ผลิตเครื่องดนตรีต่างก็มุ่งหน้าพัฒนาแต่ระบบของตัวเองให้มีความสามารถก้าวล้ำนำหน้าบริษัทคู่แข่งให้มากที่สุดเท่าที่
    เทคโนโลยีขณะนั้นจะอำนวย กลายเป็นผลเสียต่อวงการดนตรีเป็นอย่างมากเพราะถ้าลองได้เลือกใช้เครื่องดนตรีของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะนำเครื่องดนตรีของบริษัทอื่นๆมาร่วมใช้งานผ่านระบบ MIDI นี้ได้อีก เพราะต่างคนต่างก็มีรูปแบบในการคิดค้น และใช้งานคำสั่งต่างๆที่ไม่เหมือนกัน พูดง่ายๆก็คือหากใช้งานระบบ MIDI จะไปใช้เครื่องดนตรีผสมกันระหว่างหลายๆ บริษัทไม่ได้เพราะ ว่ามาตรฐานคำสั่งต่างๆยังไม่มีก็เลยสร้างความอึดอัดใจให้กับนักดนตรีทั่วๆไปมากพอสมควร
    จนกระทั่งในปี 1991 ได้มีการประกาศใช้มาตรฐาน เกี่ยวกับ MIDI อันแรกออกมาโดยมีชื่อเรียกว่า The General MIDI System Level 1 หรือเรียกกันทั่วไปว่า GM Format อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทางประเทศญี่ปุ่นที่เรียกตัวเองว่า Japanese MIDI Standards Committee (JMSC) กับกลุ่มทางประเทศอเมริกาที่ชื่อว่า American MIDI Manufacturers Association (MMA)
    มาตรฐาน GM ประกอบด้วยสาระสำคัญคือ มีจำนวนเสียงเครื่องดนตรีที่เก็บเอาไว้ทั้งหมด 128 ชนิด ซึ่งจะรวมทั้งเสียงของเครื่อง ดนตรีจริงๆกับเสียงของเอฟเฟคต์ต่างๆเช่นเสียงปรบมือ เสียงฝนตก ฯลฯเอาไว้ด้วย หมายเลขของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะ เรียกว่า PATCH โดยจะมีการแบ่ง PATCH ออกเป็นกลุ่มๆดังต่อไปนี้
    1. PIANO
    2. CHROMATIC PERCUSSION
    3. ORGAN
    4. GUITAR
    5. BASS
    6. STRINGS
    7. ENSEMBLE
    8. BRASS
    9. REED
    10. PIPE
    11. SYNTH LEAD
    12. SYNTH PAD
    13. SYNTH EFFECTS
    14. ETHNIC
    15. PERCUSSIVE
    16. SOUND EFFECTS
    และในแต่ละกลุ่มยังแบ่งย่อยๆไปอีกกลุ่มละ 8 ชนิด เช่น ในกลุ่มของเปียโน ก็จะมีเสียงของเปียโนชนิดต่างๆอีก 8 ชนิด หรือในกลุ่มของ BRASS ก็ประกอบด้วย ทรัมเป็ต , ทรัมโบน และเครื่องเป่าอื่นๆอีกรวม 8 ชนิด เป็นต้น
    ในที่สุดเครื่องดนตรีต่างๆทั่วโลกของทุกๆบริษัทผู้ผลิตก็สามารถนำมาผสมผสานกันเพื่อใช้งานในระบบ MIDI โดยใช้มาตรฐาน GM นี้เป็นหลัก นอกจากมาตรฐาน GM นี้จะถูกใช้กับเครื่องดนตรีของบริษัทต่างๆแล้ว ในวงการคอมพิวเตอร์ก็มาร่วมใช้มาตรฐานนี้ด้วย เหมือนกันซึ่งก็คือในส่วนของซาวด์การ์ดที่จะต้องระบุมาด้วยว่ารองรับมาตรฐาน GM นี้ด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะสร้างเพลงจาก เครื่องดนตรีแล้วนำมาเล่นในคอมพิวเตอร์ หรือสร้างเพลงจากคอมพิวเตอร์แล้วนำไปเล่นกับเครื่องดนตรี ถ้าอยู่ในมาตรฐาน GM เหมือนกัน เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดก็จะตรงกันอย่างไม่มีปัญหาใดๆ
    GS คืออะไร ?
    มาตรฐาน GM ถูกใช้งานกันมานานด้วยความเรียบร้อยดี อยู่ต่อมาเมื่อบทเพลงต่างๆเริ่มต้องการเสียงที่วิจิตรพิศดารมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตเครื่องดนตรีชั้นนำของโลกบริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า ROLAND CORPERATION เริ่มรู้สึกว่าเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ ในมาตรฐานเดิมนั้นไม่พอใช้เสียแล้ว จึงได้ทำการเพิ่มเติมเสียงของเครื่องดนตรีบางชนิดเข้าไปกับมาตรฐาน GM อีก โดยใช้ชื่อมาตรฐาน อันใหม่นี้ว่า มาตรฐาน GS ซึ่งยังคงมีกลุ่มเสียงทั้งหมด 16 กลุ่มเท่าเดิม แต่ในแต่ละกลุ่มจะมีเสียงเพิ่มเข้ามาอีก จากเดิม 128 เสียง เพิ่มมาเป็น 189 เสียง
    จากความแตกต่างของ GM และ GS นี่เองทำให้เกิดปัญหาเล็กๆตามมา นั่นก็คือหากใครมีเพลงรุ่นใหม่ๆที่สร้างขึ้นภายใต้มาตรฐาน GS แล้ว เมื่อนำไปเล่นกับเครื่องดนตรีหรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้มาตรฐาน GM อยู่อาจจะให้เสียงไม่ครบหรือไม่ถูกต้องตาม ต้นฉบับก็ได้ แต่ถ้าหากเพลงนั้นถูกสร้างขึ้นภายใต้มาตรฐาน GM เมื่อนำไปเล่นบนเครื่องที่เป็นมาตรฐาน GS ก็ยังคงให้เสียงได้ครบถ้วนอยู่เหมือนเดิม เพราะว่าในมาตรฐาน GS ยังคงมีเสียงจากมาตรฐาน GM อยู่ครบนั่นเอง
    หันมาดูทางด้านคอมพิวเตอร์ของเรากันบ้าง ดูเหมือนว่าบริษัทผู้ผลิตซาวด์การ์ดที่ใช้กับคอมพิวเตอร์จะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราว ในวงการดนตรีสักเท่าไรนัก หรืออาจเป็นเพราะว่าไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนว่าจะมีใครเอาซาวด์การ์ดมาใช้เล่นเพลง เล่นดนตรีกันทั่วบ้านทั่วเมืองแบบนี้ก็ได้ เลยเป็นผลทำให้ซาวด์การ์ดจำนวนมากยังคงใช้ชิพกำเนิดเสียงเครื่องดนตรีตาม มาตรฐาน GM กันอยู่ สังเกตได้จากราคาที่ค่อนข้างถูกและมักจะชอบแถมมากับคอมพิวเตอร์ที่สั่งประกอบสำเร็จจากร้านค้า
    แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลยเสียทีเดียว เพราะว่าถ้าเป็นซาวด์การ์ดที่มีมาตรฐานหน่อยราคาก็มักจะสูงขึ้นตาม แต่ก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่า มันจะสามารถให้เสียงเครื่องดนตรีที่ถูกต้องและครบถ้วนแน่นอน ตรงนี้เราต้องพิจารณากันให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ
    บริษัทที่ผลิตเครื่องดนตรียักษ์ใหญ่อย่าง ROLAND CORPERATION ที่นอกจากจะมีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีแล้ว ก็ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมกับวงการคอมพิวเตอร์ด้วย โดยการผลิตซาวด์การ์ดคุณภาพสูงภายใต้มาตรฐาน GS เพื่อมาใช้ กับคอมพิวเตอร์ดนตรีโดยตรง มีทั้งแบบที่เป็นเหมือนซาวด์การ์ดทั่วไปที่ต้องเสียบเข้ากับสล้อตว่างๆของคอมพิวเตอร์ , แบบที่เรียกว่า Daughterboard ที่ต้องเสียบไปบนซาวด์การ์ดตัวเดิม และแบบติดตั้งภายนอกหรือที่เรียกกันว่า"ซาวด์โมดูล"นั่นเอง
    ถึงบรรทัดนี้คงจะต้องยกความดีความชอบให้กับบริษัท MICROSOFT เจ้าของระบบ WINDOWS นี้กันบ้างซึ่งก็คงจะเล็งเห็นว่าถ้าเจ้า ของคอมพิวเตอร์เครื่องใดอยากจะเล่นเพลงให้ได้เสียงเครื่องดนตรีตรงตามมาตรฐาน GS แล้วจะต้องไปหาซื้อซาวด์การ์ดที่ใช้เฉพาะกับ งานดนตรีมาเพิ่มเติม ซึ่งโดยมากมักจะมีราคาแพงพอๆกับราคาของคอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องเลยทีเดียว ก็เลยได้แถมความสามารถในส่วน นี้มาพร้อมกับ WINDOWS 98 และ WINDOWS 2000 ภายใต้ชื่อว่า Microsoft GS Wavetable SW Synth โดยจะทำการคำนวณเพื่อ สร้างตารางเสียงของเครื่องดนตรีตามมาตรฐาน GS ภายในระบบวินโดวส์เอง โดยที่ไม่ต้องไปเกี่ยงซาวด์การ์ดว่าจะเป็น GM หรือ GS อีกต่อไป…
    XG คืออะไร ?
    XG มาจากคำว่า EXTENDED GENERAL MIDI เป็นมาตรฐานที่ประกาศออกมาในปี 1994 โดยบริษัท YAMAHA ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิต เครื่องดนตรีชั้นนำอีกบริษัทหนึ่งนั่นเอง ในขณะที่มาตรฐาน GM ก็เป็นที่ที่ยอมรับกันทั่วโลก และมาตรฐาน GS ที่บริษัท ROLAND ประกาศขึ้นมาใหม่ก็กำลังรองรับงานต่างๆได้ดี แต่กระนั้น YAMAHA ก็ยังมี
    ความต้องการที่จะบรรจุเสียงใหม่ๆลงไปในตารางเสียงนี้อีกเพื่อรองรับกับงานดนตรีของตนเอง มาตรฐาน XG จึงถือกำเนิดมาด้วย เหตุนี้ มาตรฐาน XG ยังคงใช้ได้กับมาตรฐาน GM ตัวเดิมอยู่ แต่ได้เพิ่มเติมการทำงานอีกเป็น 2 โหมด คือ
    1.) โหมด XG มีเครื่องดนตรี 16 กลุ่ม เสียงทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 480 เสียง มีเสียงกลอง 9 ชุด และชุดเอฟเฟคต์อีก 2 ชุด
    2.) โหมด TG3000B เป็นโหมดการใช้งานที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า GS Emulation โดยจะครอบคลุมถึงมาตรฐานเสียงใน GS FORMAT ของ ROLAND ด้วย และได้เพิ่มเติมเสียงขึ้นมาอีกเพื่อใช้กับซาวด์การ์ดและซาวด์โมดูลของ YAMAHA เองโดยเฉพาะ ยังคงมีเครื่องดนตรี 16 กลุ่ม แต่เพิ่มเสียงเป็น 579 เสียง เป็นเสียงกลอง 8 ชุด และเอฟเฟคต์ 2 ชุด
    จะเห็นว่า ถ้านับรวมจำนวนเสียงเครื่องดนตรีทั้ง 2 โหมดที่สามารถทำได้แล้วก็จะมากถึง 676 เสียงเลยทีเดียว โดยรวมๆแล้ว ในมาตรฐาน XG นี้ สามารถรองรับไฟล์เพลงที่สร้างขึ้นจากมาตรฐาน GM และ GS ได้เลย ทันทีเพราะมีจำนวนเสียงเครื่อง ดนตรี ที่มากกว่า แต่แนวทางหรือสไตล์ในการสร้างเสียงของ YAMAHA ก็จะมีความเป็นของตัวเองมากอยู่สักหน่อย เมื่อนำไฟล์เพลงที่สร้าง จากเครื่องดนตรีของ ROLAND มาเล่นกับซาวด์โมดูลของ YAMAHA หรือการนำไฟล์เพลงจาก YAMAHA ไปเล่นกับซาวด์โมดูลของ ROLAND จึงอาจจะให้อารมณ์เพลงที่แตกต่างกันอยู่บ้างถึงแม้ว่าจะเป็นเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นเดียวกันก็ตาม…
    XF คืออะไร ?
    ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าจะปิดต้นฉบับลงแค่มาตรฐาน XG แต่แล้วหลังจากที่ได้เข้าออกเว็บไซต์ดนตรีตามที่ต่างๆ ก็เลยไปพบกับ มาตรฐานตัวใหม่ของ YAMAHA เข้าโดยบังเอิญ เลยขอถือโอกาสถอดความมาให้รู้จักกันไว้พอคร่าวๆก่อน
    XF เป็นมาตรฐานทาง MIDI ที่บริษัท YAMAHA ประกาศออกมาใหม่ในปี 1998 นี่เอง ด้วยเพราะ YAMAHA เล็งเห็นว่าตลาด คอมพิวเตอร์ขณะนี้กำลังบูมสุดขีด ไฟล์ MIDI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกับนักดนตรีอีกต่อไป มันได้รวมตัวอยู่กับโปรแกรมคาราโอเกะต่างๆ อีกทั้งซอฟท์แวร์เกี่ยวกับการสร้างเพลงต่างก็พัฒนาให้มีขีดความสามารถมาก ขึ้นพร้อมๆกับพัฒนาการใช้งานให้ง่ายดายกว่าเดิมมาก และผู้คนทั่วโลกยังนิยมดาวน์โหลดไฟล์ MIDI จากอินเทอร์เน็ตเพื่อไปเปิดฟังส่วนตัวกันอีกด้วย
    สิ่งที่ YAMAHA ผนวกรวมเข้าไปในไฟล์ MIDI อันดับแรกก็คือความสามารถที่จะแสดงชื่ออัลบั้ม ชื่อศิลปิน ชื่อผู้แต่ง ชื่อผู้เรียบเรียง ฯลฯ เรียกว่ารู้กันถึงต้นตอกันเลยทีเดียว อันดับต่อมาก็คงจะเอาใจบรรดานักดนตรีสมัครเล่นตามบ้านที่มีคอมพิวเตอร์เป็นแน่ ใครที่ชอบ ร้องเพลงพร้อมๆกับเกากีต้าร์โปร่งตัวโปรดไปด้วยก็คงจะถูกใจกันละทีนี้ เพราะว่าไฟล์ MIDI มาตรฐาน XF นี้สามารถแสดงคอร์ดไปได้ใน ตัวทันที และเมื่อเอาใจวัยรุ่นแล้วก็ต้องหันมาเอาใจวัยกลางคนกันหน่อย ไฟล์ MIDI มาตรฐาน XF ก็เลยพกพาความสามารถในการ แสดงเนื้อเพลงในรูปแบบของคาราโอเกะพร้อมสรรพไปในไฟล์เดียวด้วยเช่นกัน
    สิ่งต่างๆที่กล่าวถึงนี้ ถ้าเป็นไฟล์ MIDI ที่สร้างมาจากมาตรฐาน XF โดยตรงก็จะมีพร้อมมากับไฟล์ MIDI เพียงไฟล์เดียวเลยแต่ถ้าเจ้า ของคอมพิวเตอร์ที่มีไฟล์ในมาตรฐาน GM หรือ XG อยู่ในเครื่องอยู่แล้ว หากว่าอยากจะเพิ่มเติมคุณสมบัติต่างๆเพื่อให้เข้ากับ มาตรฐาน XF ก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยซอฟท์แวร์ของ YAMAHA เอง อย่างไรก็ตามผู้เขียนต้องขอออกตัวเกี่ยวกับมาตรฐานใหม่นี้สักเล็กน้อย หากเกิดความผิดพลาดทางข้อมูลประการใดก็ต้องขออภัยไว้ก่อน…
    ระบบ MIDI นั้นคงพอจะเรียกได้ว่าเป็นระบบที่อมตะนิรันดร์กาลก็ได้ เพราะว่าจากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีอะไรมาแทนที่ได้เช่นเดียวกับ มาตรฐานทางฮาร์ดแวร์อย่าง MPU-401 ที่รองรับระบบ MIDI นี้มาโดยตลอด แม้ว่าตัวการ์ด MPU-401เองจะไม่ค่อยพบเห็นกันบ่อยนัก แต่ซาวด์การ์ดทุกตัวก็ยังคงต้องอ้างอิงมาตรฐานของ MPU-401 นี้ต่อไป แต่ก็เคยมีบางบริษัทที่พยายามจะออกมาตรฐานใหม่เพื่อแทนที่ MIDI อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถูกคัดค้านอย่างหนักจนต้องล้มเลิกความคิดไป ส่วนมาตรฐาน GM , GS , XG และ XF ที่ใช้งานอยู่บนระบบ MIDI นั้นยังคงมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ กันอีก ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องติดตาม

  16. #16
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    และอีกข้อความหนึ่ง ผมจะได้หายโง่สักที
    MIDI เหมือนดาบสองคม ที่มีหนามแถวๆด้ามจับอีกต่างหาก
    ผมเชื่อแน่ว่าหลายๆคนคงค่อนข้างงุนงงปนๆสับสน กับไอ้เจ้า MIDI เนี่ย ผมก็คนหนึ่งล่ะครับ ที่บอกตัวเองอยู่เสมอว่า
    "รู้ไว้เท่าที่รู้ พอใช้งานได้ ก็พอแล้วกันนะ" ที่จริงก็อาจไม่ใช่วิธีคิดที่เหมาะเท่าไหร่นัก แต่มันค่อน ข้างซับซ้อนอย่างที่ว่า อาจต้องมานั่งอ่านอะไรประเภท data structure ถึงจะ รู้เรื่องพื้นฐานจริงๆ สำหรับคนที่มี เวลาและมีความตั้งใจจริงๆก็ สามารถ หาอ่านได้ครับ มีข้อมูลให้ศึกษาได้มากพอควรจาก web site ต่างๆ หรือ จากหนังสือที่เขียนถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ นี่เป็นตัวอย่างพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับ MIDI ครับ

    1 Summary of MIDI Status & Data Bytes
    1 Status Bytes; Control and Mode Changes
    1 Specification Message Summary

    แต่สำหรับคนที่เห็นด้วยกับผม ("รู้ไว้เท่าที่รู้ พอใช้งานก็พอแล้วกันนะ") ก็ลองอ่านดูกันต่อไปครับ ว่าผมมีวิธี การเกี่ยวกับ MIDI ในการทำงาน ยังงัยครับ พูดง่ายๆเลย MIDI (Musical Instruments Digital Interface) ก็คือ กลุ่มชุดข้อมูลที่ทำหน้าที่ ติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องมือ 2 ชิ้นขึ้นไป เพื่อควบคุมการทำงานใน 3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ Control,Timing และ Data Transmission ครับ สำหรับคนที่เริ่มทำงานเกี่ยวกับการทำเพลงใหม่ๆ หรือคนที่ สนใจในการแต่งเพลงด้วยคอมพิวเตอร์ คงคุ้นๆกับคำเหล่านี้ คือ Bank,Program,Channel,MIDI In,MIDI Out,MIDI Thru,....... แล้วก็คง จะรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย กับผมเท่าไหร่ เพราะก็แค่ set MIDI Channel ให้ถูก ต้อง ต่อสาย MIDI In-Out ให้ถูก เลือก Program เสียงที่ต้องการ ทุกอย่างก็ OK จบ เริ่มต้นลงมือทำงานกันได้ มันก็จริงครับ ตรงนั้นน่ะมัน ไม่มีอะไรยุ่งยากเท่าไหร่ครับ เอาเป็นว่าลองดูวงจรอุบาทว์ ของ MIDI กันหน่อย ดีกว่าเผื่อจะเห็นภาพมากขึ้นครับ

    Step 1
    MIDI คืออะไรหว่า....อ๋อ โด่เอ้ย ไม่เห็นมีไรเลย... ง่ายจะตาย......
    จากที่ไม่เคยรู้อะไรเลย เราก็จะเริ่มเข้าใจว่า ในแหล่งผลิตเสียง ไม่ว่าจะ เป็น Sound Card,Sound Modual หรือ Synthesizer มันจะมี Program เสียงต่างๆอยู่มากมาย แบ่งออกเป็นชุดๆ เรียกว่า Bankอาจจะเป็น Bank 1,2 หรือ Bank A,B ก็แล้วแต่ ในแต่ละ Bank ก็จะมีเสียงต่างๆ 127 เสียง (Program)
    แล้วก็มี Channel มาตรา ฐานอยู่ 16 Channel ให้เราเลือก Program เสียงดนตรีได้พร้อมๆกันมากที่สุด 16 Programs เราก็เลือก เครื่องดนตรีต่างๆลงไปใน Channel ที่ต้องการ กำหนด MIDI In put,MIDI Out put ให้ถูกต้อง ก็เป็นอันเรียบร้อย จากนั้นก็ลงมือแต่งกันเลย ง่าย จริงๆครับ ตรงนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ

    Step 2
    เอ๊ะทำไมเสียงมันแปลกๆ ไม่เหมือนเดิมแฮะ..เป็นไรวะเนี่ย.เอ.อ๋อ..เอ
    พอเริ่มทำงานเยอะขึ้น มีเพลงที่ทำเก็บไว้หลายเพลง บางทีก็ทำแล้วยังไม่ เสร็จ เลย save ไว้ก่อน กะว่าไว้มี เวลาก็ค่อย กลับมาทำใหม่ แต่พอเปิด เพลงเดิมขึ้นมา ก็... เอ ทำไมเสียงมันแปลกๆไป ไม่เหมือนเดิม เอาน่ะ ปิดไปก่อน ไม่ save ด้วย ลองเปิดขึ้นมาใหม่ อ๊ะ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกน่ะ บางทีเปิดขึ้นมา 3-4 ครั้ง เครื่องดนตรี ชิ้นเดียวกัน program เดียวกัน ทำไมเสียงมันไม่เหมือนกันวะ (ปัญหาเริ่มมาแล้วครับ)หลังจากงมอยู่พัก นึง ก็พอจะจับได้เลาๆว่า มันมีคำสั่งเกี่ยวกับ MIDI บางอย่าง (MIDI Parameter) ค้างอยู่ในเพลงของเรา หรือบางที ก็ในเพลงก่อนหน้าที่เรา เพิ่งปิดมันไป คำสั่งเหล่านี้มักจะ ค้างอยู่ที่ program เสียงต่างๆ หรือใน MIDI channel หรือบางทีก็ในตัว effect ซึ่งเป็นทางผ่านของเสียง (Out put) ก็เลยทำให้เสียงมันเปลี่ยนไปนั่นเอง

    เมื่อลบคำสั่งที่ไม่ต้องการเหล่านั้นออกจนหมด เสียงต่างๆก็จะกลับมา เหมือนเดิม นี่ก็เป็นประตูบานแรกๆที่ ทำให้เรารู้ว่า MIDI มีอะไรซับซ้อน กว่าที่เราคิดไว้ และอย่างน้อยที่สุด เราก็รู้ว่าต้องทำยังงัย ให้เพลงที่ยังไม่ เสร็จของเรา เป็นเพลงๆ เดิมที่มีเสียงเหมือนเดิม......(จะได้ทำต่อได้)

    Step 3
    อ๋อ...อย่างงี้นี่เอง.........
    ในแหล่งกำเนิดเสียง ไม่ว่าจะเป็น Sound modual, Sound Card หรือ Synthesizer ก็แล้วแต่ แต่ละตัวมีแผงวงจรไฟฟ้า (curcit) เพื่อที่จะสร้าง เสียงต่างๆขึ้นมา ตัวแผงวงจรไฟฟ้านี้ เรียกว่า Oscillator ซึ่งก็จะมี parameter ต่างๆมากมาย เพื่อ กำหนดลักษณะของเสียงให้แตกต่างกัน ออกไป กลายเป็นเสียงสังเคราะห์ต่างๆ อย่างเสียง กลอง เสียงกีต้าร์ ฯลฯ นั่นเอง และค่า parameter เหล่านี้ เราสามารถจะกำหนดและเปลี่ยน แปลงมันได้ ง่าย และงงน้อยที่สุดก็โดยผ่านทาง sofeware ที่เราใช้แต่ง เพลง นั่นเองตัว Control ที่ใช้กันบ่อยๆก็อย่าง control number 7 : Volume, Number 10 : Pan หรีอ ,number 1 : Modulation

    ในกรณีที่ใช้ Sound modual ตัวเดียว เราก็จะเริ่มคุ้นเคยกัน controls number ต่างๆ ว่ามันสามารถจะเปลี่ยน แปลง ลักษณะเสียงไปได้อย่างไร บ้าง ช่วงนี้จะสนุกครับ เราสามารถปรับแต่งเสียงต่างๆได้อย่างใจ บางทีก็ ได้ เสียงแปลกๆ อย่าง ที่คิดไม่ถึงจะมีปัญหาบ้างก็ตรงที่บางทีได้เสียงอย่าง ที่อยากได้แล้ว บังเอิญไปทำอะไรเข้า แล้วเสียงมันเปลี่ยนไป ทำยังงัยจะ เอามันกลับมา.... ก็ว่ากันไป หรืออาจเจอปัญหาประเภทเสียงกระโดดไม่ เรียบเสมอกันช่วงเริ่มต้นเพลง นั่น ก็แก้ได้ด้วย การ set parameter ต่างๆ ที่เราสั่งไว้ให้เป็นค่ากลาง (default) ก่อนตอนต้นเพลงก่อนจะมีตัว note ใดๆ ก็ช่วยได้

    Step 4
    อ้าว....มันไม่เหมือนกันเหรอเนี่ย....
    หลังจากที่สนุกสนานกับการบรรจงใส่ค่า MIDI control ต่างๆลงในเพลง อย่างเมามันแล้ว ก็เริ่มจะใช้วิธีนี้กับแหล่งกำเนิด เสียงตัวอื่นๆบ้าง อย่าง sound modual ตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมา ซึ่งก็จะพบว่า MIDI Control parameter บางตัว (ที่จริงหลายตัว) มันไม่เหมือนกัน คือมันไม่ work พอสั่งให้มันทำ มันก็ไม่ทำ มันนิ่ง นิ่งเลย ก็เป็นอันว่า มันไม่ได้ใช้ตัว control number เดียวกันนั่นเอง ทีนี้ก็ต้องหาสิครับ หากันใหม่ โดยทั่วไปใน manual ของ เครื่องมือต่างๆที่ เกียวข้องกับ midi เนี่ย ก็จะมี ตารางที่เรียกว่า MIDI Implementation ซึ่งก็จะ บอกว่าเครื่องนั้น ใช้ number อะไร ในการ control Parameter อะไร ก็ต้อง จำเอาหรือจำไม่ไหวก็ต้องจดไว้น่ะนะ

    ทีนี้พอมีเครื่องมือทำงานหลายชิ้นเข้า ถ้ามันคนละยี่ห้อกัน (ซึ่งมันก็มักจะ เป็นอย่างนั้น เพราะเราควรจะเลือกซื้อยี่ห้อที่ต่างกัน มันจะได้ให้เสียงที่ แตกต่างกันด้วยนั่นเอง) มันก็จะมีอะไรที่แตกต่างกันไปอย่างที่ว่า ปัญหา เก่าๆก็จะเริ่มกลับมากวนใจอีก (ปัญหาใน step ที่ 2 และ 3) แต่คราวนี้มัน มาแบบเป็นทวีคูณ คือตามจำนวนที่เรามีเครื่องมือต่างๆนั่นเอง นอกจาก นั้นอาจจะยังมีปัญหาที่เกิดจากความสามารถของเครื่อง Computer ของเรา เองอีกด้วย อาจจะ เป็นเรื่อง Hardware อย่าง ความเร็วของเครื่องไม่พอ หรือ Port ต่างๆนั้นถูกเปิดไว้โดยไม่ได้ใช้งาน ทำให้ประสิทธิภาพของ เครื่องลดลง เกิดความสับสนของเครื่อง หรืออาจเป็นเพราะปัญหาด้าน Software อย่างการปรับแต่งระบบปฏิบัติการ (Os) ให้เหมาะสม หรือตัว Software ที่เราใช้แต่งเพลงนั้น ไม่เปิดโอกาสให้เราจัดการกับ MIDI Parameter ต่างๆได้อย่างเต็มที่ ทีนี้ก็ต้องมา นั่ง set ค่าต่างๆกันมากมาย กลายเป็นงานแก้ปัญหามากกว่างานสร้างสรรค์ นึกออกมั้ยครับ ที่จริงเรา กำลังทำงานแต่ง เพลง มันเป็นงาน สร้างสรรค์ ไม่ใช่มานั่งปรับแต่งค่า MIDI Control parameter อะไรต่างๆ นั่นน่าจะเป็นเรื่องของช่างเทคนิด ต่างๆ มากกว่า

    Step 5
    "รู้ไว้เท่าที่รู้ พอใช้งานได้ก็พอแล้วกันนะ"
    กลับมาสู่ประเด็นที่เป็น keyword ของเรา MIDI นั้นมีอะไรมากมายที่ช่วย ให้งานเราง่ายขึ้น น่าสนใจขึ้น ใน ขณะเดียวกัน ก็เป็นอะไรที่ซับซ้อน มาก จับไม่ค่อยอยู่ คอยจะหนีอยู่เรื่อย อะไรประมาณนั้น ยิ่งโดยเฉพาะ เวลาที่รีบๆน่ะ แย่เลย ก็ด้วย ความซับซ้อนและความละเอียดอ่อนของ parameter ต่างๆนี่ล่ะครับ
    ทำให้ผู้ผลิต เครื่องมือเกี่ยวกับ MIDI ต่างๆ ตกลงกัน และตั้งค่า General MIDI (GM) ขึ้นมาเพื่อลดปัญหาเรื่องความ แตกต่างของตัวแปรต่างๆ ระหว่างผลิตภัณฑ์ของตนกับของรายอื่นๆ และ เพื่อให้เป็นมาตราฐานกลางเดียวกันใน การกำหนดโปรแกรมเสียง และ ค่าการปรับแต่งต่างๆ หมายความ ว่าหากเรามีเพลงที่ทำไว้เป็น MIDI file เราสามารถกำหนดโปรแกรมเสียง และปรับแต่งเสียงต่างๆในมาตราฐาน กลาง ของ GM ได้ และไม่ว่าจะไปเปิดแหล่งกำเนิดเสียงใดๆ (Sound Modual,Sound Card etc.) ที่ support GM เพลงนั้นก็จะมี โครงสร้างและ ลักษณะเสียงเหมือนกันทั้งหมดครับ

    สำหรับตารางเสียงและค่าการปรับแต่งเสียงมาตราฐานของ GM ดูได้ที่นี่ ครับ ถึงแม้ว่าจะมีโปรแกรมเสียงและ ค่า parameter ไม่มากนัก แต่ก็ถือ ว่าเพียงพอเพื่อการฟังในเชิงโดยรวมครับ General MIDI

    คำแนะนำท้ายสุดเกี่ยวกับ MIDI
    โดยสรุปแล้ว MIDI เป็นเรื่องที่นักแต่งเพลงยุดใหม่ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ครับ ยังงัยก็ต้องเข้าใจพื้นฐานของมันตามสมควร ไม่งั้นก็ไม่สามารถจัดการ แก้ปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าต้องการเข้าใจและสามารถ ใช้งานมัน ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ก็คงต้องใช้เวลาและความตั้งใจสูงมากๆ ด้วยสาเหตุ ต่างๆอย่างที่ว่ามาใน step ต่างๆ ข้างบนน่ะนะครับ ดังนั้น คำแนะนำท้ายสุด เกี่ยวกับ MIDI ของผมก็คือ คุณจะต้องรู้เป้าหมายที่แท้ จริงในการทำงาน ของคุณเองก่อนว่าคุณ กำลังทำงานในลักษณะไหน เช่น

    1
    2
    3

    ถ้าคุณเป็น Composerแต่งเพลง เพียงคร่าวๆแล้วนำไปให้คนอื่นๆ เรียบเรียงต่อ ก็ไม่จำเป็นต้องไป เรียนรู้อะไรให้เสียเวลาการ สร้างสรรค์เปล่าๆ เพียงแค่กำ หนดโปรแกรมเสียง ต่างๆก็น่าจะ เพียงพอแล้ว เพราะเวลาทำงาน จริงๆ คนเรียบเรียงเขา ก็คงจะ ต้องไปจัดการ กับอะไรต่ออะไรอีก มากมายหลายตลบครับ หรือถ้าคุณเป็น นักทำเพลงแบบ MIDI เพื่อนำไปใช้ในงานทั่วๆไป เช่น ใน web หรือในการเล่นร่วม กับวงดนตรีตามร้านอาหารหรือ แหล่งบันเทิงอื่นๆ ก็ควรจะเน้น เรื่องGM ให้แม่นๆและเรียนรู้ การใช้ประโยชน์ จาก GM ให้ เกิดประสิทธิ ภาพมากที่สุดครับ เรื่องอื่นๆก็ไม่จำเป็นต้องไปเสีย เวลากับมันครับ และในกรณีสุดท้าย ถ้าคุณคิดว่า หรือหวังว่าอยากจะเป็น นักทำ เพลงอาชีพ ก็คงเหนื่อยหน่อย ครับ คง ต้องทำความเข้าใจ เครื่องมือในการทำงานของ คุณทุกๆ ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับ MIDI ถึงแม้ว่าจะ งงๆ ยังงัยก็จำเป็นครับ เพราะถ้า สามารถเข้าใจมัน ได้อย่างถ่องแท้ เราก็สามารถ จะใช้งานมันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งท้ายที่สุดงานของเรา ก็จะออกมามีคุณภาพที่ดีนั่นเองครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยครับ

    จากตรงที่ผมลองเปลี่ยน ความต่างของเสียงน่าจะเกิดจากการเปลี่ยนbankของเสียงนี่เอง (ตรงข้อความแดงๆ)
    Last edited by fist007; 3 Dec 2007 at 23:45:11.

  17. #17
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    http://www.geocities.com/wisanustudi...idi.html#step2
    อ้างอิงจากเว็ปด้านบนนี้นะครับ ใครจะไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมก็ได้นะครับ

  18. #18
    OverclockZone Member battlecruiser's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ชมรมโคราชรักหมาแดกแมว

    Default

    มันไม่เกี่ยวกับดูหนังฟังเพลง หรอก ไม่ทำให้เสียงดีขึ้นใดๆทั้งสิ้น


    แต่มันเกี่ยวกับ Midi Karaoke



    และ... ไม่มีใครเขาใช้ SW synth หรอก เสียงมันบรมห่วย

    แต่เขาใช้ sound front Synth กัน

  19. #19
    OverclockZone Member fist007's Avatar
    Join Date
    22 Nov 2006

    Default

    ก็บอกแล้วไง ว่าความชอบในเสียงก็เหมือนกับศาสนา ใครจะนับถืออย่างไรก็แล้วแต่ความชอบ sound front Synth ท่านว่ามันดี มันก็อาจจะบรมห่วยสำหรับผมก็ได้

  20. #20
    OverclockZone Member หัวโบราณ's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ขั้วโลกเหนือ

    Default

    เกี่ยวกันด้วยหรอว่า ทำไมลองแล้วเสียงไม่ต่าง

Page 1 of 2 12 LastLast


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •