overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  RSS  


Page 1 of 5 12345 LastLast
Results 1 to 20 of 94

Thread: เสียงจาก SoundCard -> Amp สู้จากเครื่อง DVD ไม่ได้เลย เพราะอะไรหว่า?

  1. #1
    OverclockZone Member ragrave's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default เสียงจาก SoundCard -> Amp สู้จากเครื่อง DVD ไม่ได้เลย เพราะอะไรหว่า?

    ก็หลังจากที่หาข้อมูลที่นี่อยู่ ก็สามารถต่อเสียงจากคอม (F-Fi Fatal1ty) เข้าไป amp ได้แล้ว
    โดยผ่าน หัว RCA-> Minijack ราคา 10 บาทแล้ว ผ่านสาย Coax THX 400 เข้าสู่ amp onkyo โดยให้ Amp เป็นตัว Decode ทีนี้เกิดปัญหาที่ว่า เวลาดูคอนเสิรต์ เสียงคนร้องมันจมไปเยอะมากเลย เลยไปลองต่อจากเครื่อง DVD Pioneer ซึ่งใช้สาย Optical เข้า amp
    ทีนี้เสียงกลับมาดีเหมือนเดิมเลย แยกกันได้อย่างดี

    คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ ผมว่าแค่ซาวน์มันก็แพงกว่า DVD แล้ว มันน่าจะได้เสียงที่เท่ากันหรือดีกว่า เพราะตัว amp เป็นตัว decode ทั้งคู่ ท่านไหนมีคำแนะนำยังไงมั่งครับ

  2. #2
    OverclockZone Member sanitkku's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    Bangkok,hadyai,petchaburi,khonkean

    Default

    minijack ครับ รวมไปถึง แจ๊คเสียบสัญญาณต่างๆของ Sound Card เองด้วย ไอ้พวกนี้ล่ะที่ทำให้ สัญญาณมัน Drop ลงครับ
    ผมถึงขายตัว Extream ให้ท่านไปไงล่ะ หันมาใช้ USB Digital music + BA635 แจ่มไปเลย

  3. #3
    OverclockZone Member mrchosit's Avatar
    Join Date
    28 May 2007
    Location
    บางกอก เมืองหลวงประเทศไทย

    Default

    ปรับที่softwareได้นี่ท่าน ลองเอา K-lite จูนดู ถอดรหัสไม่เป็นไปอย่างถูกต้องก็ปัญหานึงล่ะ
    รูป รูป

  4. #4
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    Quote Originally Posted by sanitkku View Post
    minijack ครับ รวมไปถึง แจ๊คเสียบสัญญาณต่างๆของ Sound Card เองด้วย ไอ้พวกนี้ล่ะที่ทำให้ สัญญาณมัน Drop ลงครับ
    ผมถึงขายตัว Extream ให้ท่านไปไงล่ะ หันมาใช้ USB Digital music + BA635 แจ่มไปเลย
    คิดว่าคงต่อด้วย S/PDIF หัวต่อ MiniJack 3.5" Mono to RCA จิงๆการส่งสัญญาณในลักษณะของ Digital สัญญาณจะไม่ผิดเพี้ยนเพราะจะมี Parity Bit เปงตัวเช็ค(แต่จะจางลงในระยะไกล)ไม่ว่าจะใช้หัวต่อแบบไหน
    เพราะฉะนั้นคาดว่าคงเป็นที่ ADC ของ Sound มากกว่ามั่งอาจจะเพราะมีสัญญาณรบกวนใน Case ไม่ก็ software ที่ใช้(คงไม่ใช้ที่ DAC ของ AVR เพราะไปเสียบเครื่องเล่นอื่นแล้วปกติ)


  5. #5
    OverclockZone Member ragrave's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    เดี๋ยวผมลองต่อ coax ตรงกับ sound onboard ดูก่อนครับ
    แต่ว่าต้องไปส่งของที่พันทิพละ ><

  6. #6
    OverclockZone Member ragrave's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    ลองแล้วจากออนบอร์ดกับ X-Fi เสียงเหมือนกันเลย เสียงใสสู้ไม่ได้ รายละเอียดหายไป
    ขนาดออนบอร์ดต่อ Coax ตรงแล้วนะเนี่ย สงสัยเป็นที่สายหรือเปล่าหว่า
    แล้วถ้าเป็นที่ software (Power DVD) จะ ใช้อะไรแทนดีหว่า

  7. #7
    Spec manager wikorn's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    FB:wikorncom thailand www.wikorncom.com

    Default

    1 เครื่อง เกิดมาเพื่อทำทุกอย่าง กับ 1 เครื่อง เกิดมามีหน้าที่เดียวต้อง ทำ ท่านคิดว่า แบบใหนมันจะดีกว่ากันละครับ



    ต่อให้เป็น สายเทวดามาเสียบที่คอม ก็ยัง***งกันมากครับ ถึงจะเป็น X fi ตัวละหมื่น ถ้าเจอเครื่องเล่น DVD DENON ตัวละ หมื่น เท่าๆกัน ละก็ ทิ้งกันเป็นทุ่งครับ

  8. #8
    OverclockZone Member battlecruiser's Avatar
    Join Date
    16 Sep 2006
    Location
    ชมรมโคราชรักหมาแดกแมว

    Default

    แค่สายก็คนละแบบแล้ว ไม่ใช่ coaxial แท้ๆด้วย ผ่านหัวแปลง ตัวละ 10บาท

    บนบอร์ด ไม่มีชิพ Tranciever ด้วย

    ลองต่อกับ Frontpanel แท้ๆดู จะรู่ว่าต่าง เพราะมันมี cs8415 กับ Digital tranformer

  9. #9
    OverclockZone Member ragrave's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    โอ สงสัยต้องไปหา Front มาซะแร้ว ><

  10. #10
    OverclockZone Member พจน์'s Avatar
    Join Date
    28 Sep 2006

    Default

    เออ......
    เครื่องเล่นมันเป็นระบบที่ซับซ้อนและผ่านจุดต่างๆน้อยกว่าครับ
    ส่วนในคอมกว่าจะออกมาทางช่องจ่ายสัญญาณ มันผ่านอุปกรณ์มากมายรวมทั้ง
    จุดเชื่อมต่อหลายจุด อันทำให้เสียงมันดรอบคุณภาพลงครับ

    ------------------------------------------------------------
    เชื่อไหม เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อ Pioneer เครื่องละ 3 พันกว่าบาท เดิมๆ
    เสียงดีกว่าคอม+ซาว์นการ์ดรวมๆกันแล้วพื้นหมื่นไปมาก
    55555+

  11. #11
    OverclockZone Member ragrave's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    Quote Originally Posted by พจน์ View Post
    เออ......
    เครื่องเล่นมันเป็นระบบที่ซับซ้อนและผ่านจุดต่างๆน้อยกว่าครับ
    ส่วนในคอมกว่าจะออกมาทางช่องจ่ายสัญญาณ มันผ่านอุปกรณ์มากมายรวมทั้ง
    จุดเชื่อมต่อหลายจุด อันทำให้เสียงมันดรอบคุณภาพลงครับ

    ------------------------------------------------------------
    เชื่อไหม เครื่องเล่น DVD ยี่ห้อ Pioneer เครื่องละ 3 พันกว่าบาท เดิมๆ
    เสียงดีกว่าคอม+ซาว์นการ์ดรวมๆกันแล้วพื้นหมื่นไปมาก
    55555+
    เชื่อแล้วค้าบ >< สงสัยไม่ต้องหาสาเหตุแล้ว ไว้ใช้ดูหนังอย่างเดียวพอละกัน จากคอม -> amp

  12. #12
    OverclockZone Member Aeromancer's Avatar
    Join Date
    4 Dec 2007

    Default

    --------------------------------------------------------------------------------

    ก็หลังจากที่หาข้อมูลที่นี่อยู่ ก็สามารถต่อเสียงจากคอม (F-Fi Fatal1ty) เข้าไป amp ได้แล้ว
    โดยผ่าน หัว RCA-> Minijack ราคา 10 บาทแล้ว ผ่านสาย Coax THX 400 เข้าสู่ amp onkyo โดยให้ Amp เป็นตัว Decode ทีนี้เกิดปัญหาที่ว่า เวลาดูคอนเสิรต์ เสียงคนร้องมันจมไปเยอะมากเลย เลยไปลองต่อจากเครื่อง DVD Pioneer ซึ่งใช้สาย Optical เข้า amp
    ทีนี้เสียงกลับมาดีเหมือนเดิมเลย แยกกันได้อย่างดี

    คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ ผมว่าแค่ซาวน์มันก็แพงกว่า DVD แล้ว มันน่าจะได้เสียงที่เท่ากันหรือดีกว่า เพราะตัว amp เป็นตัว decode ทั้งคู่ ท่านไหนมีคำแนะนำยังไงมั่งครับ
    ที่จับใจความได้นะครับ

    1. คุณใช้สาย Coax ต่อจาก pc ไปที่ AVR > เสียงจม
    2. คุณใช้สาย Optic ต่อจาก DVD Player ไปที่ AVE > เสียงดีกว่า

    อย่างแรกเลย เสียงจากการเชื่อมต่อดีที่สุดสำหรับการฟังคอนเสริต คือ Optic ครับเพราะ เป็นการส่งสัญญาณ แบบ Pure Digital การส่ง ด้วยสาย Coax เป็นการส่งแบบ กึ่ง Analog สังเกตนะครับ สาย Coax เมื่อผ่าออกมา จะมีแค่ สายสัญญาณ 2 เส้น +- นั่นคือ Analog ครับ จึงเห็นสาเหตุให้ สายสัญญาณ Optic ที่นำสัญญาณ ด้วยระบบ แสงผ่าน เส้นใยสะท้อนแสง เข้าสู่ ช่อง S/Pdif จึงไม่มีการสูญเสียสัญญาณ

    แต่ทั้งนี้ ใช่ว่า Coax จะใช้การอะไรไม่ได้เลย มันเหมาะกับหนัง มากกว่าครับ โดยเฉพาะ หนัง Action ครับ

    อย่างที่สอง การ์ดเสียงคุณ ปรับการส่ง ข้อมูล ที่กี่ Samp ที่ ?? กี่ hz ครับ อย่างน้อย ควรปรับที่ 48khz

  13. #13
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    Quote Originally Posted by Aeromancer View Post
    ที่จับใจความได้นะครับ

    1. คุณใช้สาย Coax ต่อจาก pc ไปที่ AVR > เสียงจม
    2. คุณใช้สาย Optic ต่อจาก DVD Player ไปที่ AVE > เสียงดีกว่า

    อย่างแรกเลย เสียงจากการเชื่อมต่อดีที่สุดสำหรับการฟังคอนเสริต คือ Optic ครับเพราะ เป็นการส่งสัญญาณ แบบ Pure Digital การส่ง ด้วยสาย Coax เป็นการส่งแบบ กึ่ง Analog สังเกตนะครับ สาย Coax เมื่อผ่าออกมา จะมีแค่ สายสัญญาณ 2 เส้น +- นั่นคือ Analog ครับ จึงเห็นสาเหตุให้ สายสัญญาณ Optic ที่นำสัญญาณ ด้วยระบบ แสงผ่าน เส้นใยสะท้อนแสง เข้าสู่ ช่อง S/Pdif จึงไม่มีการสูญเสียสัญญาณ

    แต่ทั้งนี้ ใช่ว่า Coax จะใช้การอะไรไม่ได้เลย มันเหมาะกับหนัง มากกว่าครับ โดยเฉพาะ หนัง Action ครับ

    อย่างที่สอง การ์ดเสียงคุณ ปรับการส่ง ข้อมูล ที่กี่ Samp ที่ ?? กี่ hz ครับ อย่างน้อย ควรปรับที่ 48khz
    เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้มีการส่งสัญญาณแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วย

    แบบนี้เมื่อก่อนใช้สาย Coax เป็นสาย Lan ก็ส่งข้อมูลกันแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซินะ

    แล้วเดียวนี้ใช้สาย UTP CAT5, CAT5e ,CAT6 ก้ยังใช้ทองแดง ก้เป็นการส่งแบบ กึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซิ

    แล้วการส่งสัญญารมาตราฐาน SFDIF คุ้นๆว่ามันจะใช้ Minijack Mono to RCA นั้นก็แปลว่าส่งสัญญาณเพียงแค่1เส้นหรือปล่าวหว่าเหอๆ
    Last edited by JO; 31 Dec 2007 at 18:24:09.

  14. #14
    OverclockZone Member Aeromancer's Avatar
    Join Date
    4 Dec 2007

    Default

    Quote Originally Posted by JO View Post
    เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้มีการส่งสัญญาณแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วย

    แบบนี้เมื่อก่อนใช้สาย Coax เป็นสาย Lan ก็ส่งข้อมูลกันแบบกึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซินะ

    แล้วเดียวนี้ใช้สาย UTP CAT5, CAT5e ,CAT6 ก้ยังใช้ทองแดง ก้เป็นการส่งแบบ กึ่ง analog กึ่ง digital ด้วยซิ

    แล้วการส่งสัญญารมาตราฐาน SFDIF คุ้นๆว่ามันจะใช้ Minijack Mono to RCA นั้นก็แปลว่าส่งสัญญาณเพียงแค่1เส้นหรือปล่าวหว่าเหอๆ
    แบบเก่าครับ ส่วน Optic ถูกพัฒนาขึ้นทีหลัง และแทนที่ Coax เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตามอุปกรณ์ AV ช่องต่อ Optic จะเขียนกำกับว่า S/Pdif ครับ และถูกครับว่า Coax ถือเป็น S/Pdif แบบนึง แต่ในปัจจุบัน S/Pdif จะถือว่ามันเป็นช่องต่อ Optic ครับ ซึ่งถ้าคุณคุญกับชาวต่างชาติ พอเอ่ยถึง S/Pdif รับรองเค้าจะนึกถึง Optic ก่อนแน่นอนครับ ผมก็เข้าใจว่าหลายๆคนในบอร์ดนี้รู้กันหมดแล้ว

    คุณกำลังมองอีกแง่นึง มองในแง่ด้านกายภาพมากกว่า ด้านขั้นตอนกรรมวิธี

    Analog กับ Digital ไม่ได้มีแค่ ทองแดง หรือ สาย อะไร ต่อมิอะไรครับ SPDIF ผมอาจจะเรียกทางการไป จนคุณอาจเข้าใจผิด S/pdif มันคือการเชื่อมต่ออีกแบบนึง นอกจาก Coax ด้วยสาย Optic เนี่ยแหละครับ การเชื่อมต่อโดยการใช้ แสงนำสัญญาณครับ โดยการสะท้อนผ่านใยแก้ว (กรณีสายคุณภาพดีนะ ถ้าเป็นสายถูกๆ จะเป็น Nylon ครับ) ดังนั้น กรรมวิธีแบบนี้ลืม สัญญาณ + - ไปได้เลยครับไม่มีกราวน์ ไม่มี RCA ไม่มี Ster Jack มีแค่แสงสีแดงเท่านั้น

    ส่วนที่ผมว่า Coax เป็นกึ่ง Analog กึ่ง Digtal สัญญาณเหล่านี้ มันไม่ผ่าน DAC ก็จริง แต่มันก็ต้องการโลหะนำสัญญาณเช่นสาย 75 โอหม์ มีขั้วต่อ RCA ดังนั้น เมื่อมีแรงต้านทาน ก็ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ซึ่งไม่มี ตัวนำโลหะชนิดไหน ไม่สูญเสียสัญญาณ หรอกครับ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติที่ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ผมจึงถือว่า เป็นลูกครึ่ง Analog และ Digital ซึ่งในนิยามคำว่า Digital จะต้องไม่มีการสูญเสียสัญญาณใดๆ

    UTP CAT5, CAT5e ,CAT6
    ถูกต้องครับ ถ้ามันยังต้องสูญเสียสัญญาณ ไปกับโลหะนำสัญญาณ

    เดี๋ยวคุณต้องบอกว่า อ้าว แล้ว HDMI ล่ะ มันก็ใจ โลหะนำสัญญาณ ครับ มันใช้ โลหะนำสัญญาณจริง แต่ลองดูที่การสูญเสียสัญญาณสิครับ มันรับส่งข้อมูลได้เยอะมากด้วย

    คุณเคยใช้สาย Vga (D-Sub 15 Pin) ทุกคนถือว่าเป็น Analog ใช่ไหมครับและเกิดอะไรขึ้นกับการเขื่อมต่อกับสายที่ยาวมากๆ และกับสาย Lan ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับสายที่ยาวมากๆ นั่นคือการสูญเสียสัญญาณครับ
    Last edited by Aeromancer; 31 Dec 2007 at 22:29:54.

  15. #15
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    Quote Originally Posted by Aeromancer View Post
    แบบเก่าครับ ส่วน Optic ถูกพัฒนาขึ้นทีหลัง และแทนที่ Coax เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตามอุปกรณ์ AV ช่องต่อ Optic จะเขียนกำกับว่า S/Pdif ครับ และถูกครับว่า Coax ถือเป็น S/Pdif แบบนึง แต่ในปัจจุบัน S/Pdif จะถือว่ามันเป็นช่องต่อ Optic ครับ ซึ่งถ้าคุณคุญกับชาวต่างชาติ พอเอ่ยถึง S/Pdif รับรองเค้าจะนึกถึง Optic ก่อนแน่นอนครับ ผมก็เข้าใจว่าหลายๆคนในบอร์ดนี้รู้กันหมดแล้ว

    คุณกำลังมองอีกแง่นึง มองในแง่ด้านกายภาพมากกว่า ด้านขั้นตอนกรรมวิธี

    Analog กับ Digital ไม่ได้มีแค่ ทองแดง หรือ สาย อะไร ต่อมิอะไรครับ SPDIF ผมอาจจะเรียกทางการไป จนคุณอาจเข้าใจผิด S/pdif มันคือการเชื่อมต่ออีกแบบนึง นอกจาก Coax ด้วยสาย Optic เนี่ยแหละครับ การเชื่อมต่อโดยการใช้ แสงนำสัญญาณครับ โดยการสะท้อนผ่านใยแก้ว (กรณีสายคุณภาพดีนะ ถ้าเป็นสายถูกๆ จะเป็น Nylon ครับ) ดังนั้น กรรมวิธีแบบนี้ลืม สัญญาณ + - ไปได้เลยครับไม่มีกราวน์ ไม่มี RCA ไม่มี Ster Jack มีแค่แสงสีแดงเท่านั้น

    ส่วนที่ผมว่า Coax เป็นกึ่ง Analog กึ่ง Digtal สัญญาณเหล่านี้ มันไม่ผ่าน DAC ก็จริง แต่มันก็ต้องการโลหะนำสัญญาณเช่นสาย 75 โอหม์ มีขั้วต่อ RCA ดังนั้น เมื่อมีแรงต้านทาน ก็ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ซึ่งไม่มี ตัวนำโลหะชนิดไหน ไม่สูญเสียสัญญาณ หรอกครับ ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติที่ต้องมีการสูญเสียสัญญาณ ผมจึงถือว่า เป็นลูกครึ่ง Analog และ Digital ซึ่งในนิยามคำว่า Digital จะต้องไม่มีการสูญเสียสัญญาณใดๆ ตัวส่ง 100 ตัวรับก็ต้อง 100 ครับ



    ถูกต้องครับ ถ้ามันยังต้องสูญเสียสัญญาณ ไปกับโลหะนำสัญญาณ
    ผิดครับ(ไอ้ด้านบนอะผมพิมพ์ประชดมันมีที่ไหนการส่งข้อมูลแบบกึ่ง Digital กึ่ง Analog)

    --------------------------------------------

    Analog Signal

    สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์(sine wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้ผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ ตัวอย่างของการส่งข้อมูลที่มีสัญญาณแบบอะนาล็อก คือ การส่งผ่านระบบโทรศัพท์

    สัญญาณอะนาล็อก เป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นในธรรมชาติเป็นสัญญาณที่มีความต่อเนื่อง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สัญญาณแบบนี้ เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี เป็นต้น

    --------------------------------------------

    Digital Signal

    สัญญาณดิจิทัล มักเป็นสัญญาณที่ไม่มีในธรรมชาติ และถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการรับส่งข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องสัญญาณจะถูกแยกออกเป็นชิ้นๆ บางครั้งเรียกว่าดิสครีต(Discrete) ในระบบดิจิทัลเราจะพบลักษณะสัญญาณเป็นระบบเลขฐานสอง(Binary)ซึ่งจะแทนค่าแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้น เลขฐานสองแต่ละหลักที่ใช้ในระบบดิจิทัล เรียกว่า หลักหรือดิจิต(Digit)สัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงระดับอย่างรวดเร็ว จุดอ่อนที่สำคัญของสัญญาณดิจิทัล คือ เดินทางได้ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากมีการลดทอนสูง ดิจิทัลมีระบบที่สามารถตัดสัญญาณความถี่ต่างๆได้ที่เรียกว่า “วงจรกรองความถี่ดิจิทัล(digital filter)” ซึ่งสามารถทำงานำได้ดี ในปัจจุบันวงจรต่างที่ซับซ้อนจะเป็นวงจรประเภทดิจิทัลทั้งสิ้น มีผู้พัฒนาอุปกรณ์สำหรับผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณอะนาล็อก เพื่อใช้ส่งข้อมูลดิจิทัลไปในระยะที่ไกลขึ้น

    Modulation คือการแปลงสัญญาณจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณอะนาล็อก ส่วนคำว่าDemodulation คือ การแปลงสัญญาณจากอะนาล็อกไปเป็นสัญญาณดิจิทัล

    อุปกรณ์ที่เราใช้ผสมสัญญาณเสียงพูดเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ คือ โมเด็ม(MODEM)ย่อมาจากคำว่าModulate และ Demodulate อุปกรณ์นี้ช่วยผสมสัญญาณดิจิทัลเข้ากับสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้เราสามารถใช้ระบบโทรศัพท์ส่งข้อมูลไปได้ใกล้มากขึ้น
    --------------------------------------------

    สรุปสั้นง่ายๆ

    Digital Signal จะไม่มีความผิดเพี้ยนไม่ว่าจะใช้ Media Type ชนิดไหนในการส่ง
    แต่ Media Type จะมีผลต่อ BW และ Rang เท่านั้นเอง เช่น
    สาย CAT5 มีระยะส่งไม่เกิน 100เมตร BWสูงสุดที่ 100Mbps
    สาย Fiber Optic Single Mode ระยะส่งได้ที่ 10กม BWสูงสุดที่ 1Gbps
    โดยใช้ Parity Bit เป็นตัวเช็คและสามารถเอามาทำ ECC ได้

    ในการกรณีที่สัญญาณ Digital มีการผิดเพี้ยนแม้แต่ 1Bit ข้อมูลที่ส่งเป็น Digital ใน Packet นั้นจะอ่านไม่ได้ทั้งหมด
    Last edited by JO; 31 Dec 2007 at 23:14:25.

  16. #16
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    ส่วนการสูญเสียสัญญาณนั้นขึ้นอยู่กับกะ Media Type และ Media Type ทุกชนิดมีการสูญเสียมากน้อยต่างกัน เช่น
    พวก UTP CAT5 , CAT5e , CAT6 นี้ได้ที่ระยะ 100เมตร (แตกต่างกันตรงที่ความถี่100/250/350MHz)
    พวก Fiber Optic SM ได้ที่ระยะ 10กม และ MM ได้ที่ระยะ 2กม.

    ส่วน Digital Signal(Binary 0/1)และ Analog Signal(Sine wave) เป็นรูปแบบการส่งสัญญาณ ซึ่งใช้ Media Type แบบไหนก็ได้
    Last edited by JO; 31 Dec 2007 at 23:09:43.

  17. #17
    Spec manager wikorn's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    FB:wikorncom thailand www.wikorncom.com

    Default

    Quote Originally Posted by JO View Post
    ผิดครับ(ไอ้ด้านบนอะผมพิมพ์ประชดมันมีที่ไหนการส่งข้อมูลแบบกึ่ง Digital กึ่ง Analog)



    สรุปสั้นง่ายๆ

    Digital Signal จะไม่มีความผิดเพี้ยนไม่ว่าจะใช้ Media Type ชนิดไหนในการส่ง
    แต่ Media Type จะมีผลต่อ BW และ Rang เท่านั้นเอง เช่น
    สาย CAT5 มีระยะส่งไม่เกิน 100เมตร BWสูงสุดที่ 100Mbps
    สาย Fiber Optic Single Mode ระยะส่งได้ที่ 1-2กม BWสูงสุดที่ 1Gbps
    โดยใช้ Parity Bit เป็นตัวเช็คและสามารถเอามาทำ ECC ได้ (ในการกรณีที่สัญญาณมีการผิดเพี้ยนแม้แต่ 1Bit ข้อมูลที่ส่งเป็น Digital ใน Packet นั้นจะอ่านไม่ได้ทั้งหมด)
    ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป้น กับ เครื่องเสียงนะครับ มันมีมากกว่านั้นมากครับ และความเพี้นยเกินขึ้นได้ตลอตเวลาครับ แค่ สายสัยญาณ digital นั้น ว่างในแนว ขนาน และ ตั้งฉากกับ พื่น สัญสัญญาณที่ได้ ในความเป็นจริง ก็ทำให้เสียงเหมือนกันแล้วครับ ถ้าชุดเครื่อเสียง และหุเรา สามารถ รับรุ้ได้นะครับ เกิด มาเคย ได้ทดสอบแบบที่ผมบอกแต่ครั้งเดียวเหมือนกันครับ อาจารย์หูทองคนนึง ในวงการผม ลองให้ดู อิอิ

  18. #18
    OverclockZone Member
    Join Date
    19 Dec 2007

    Default

    โหๆ
    โปรๆ พูดคุยกัน ต้องมาลักจำคับ

    งั้นผมขอถามบ้างนะคับ
    source ส้วนใหย่ของเพลงที่พวกเราฟังกันก็น่าจะมาจาก CD เป็นส่วนใหย่ใช่ป่ะคับ
    CD เก็บข้อมูลเป็น digital (ในแผ่น CD จะมีร่องอยู่ไว้ตอนหัวอ่าน จะได้อ่านเป็น digital)
    ตอนอัดเสียงขั้นตอนแรก(ในห้องอัด)จะเป็น analog ก่อนใช่ป่ะครับ แล้วค่อยแปลงเป็น digital โดยตอนแปลงเป้น digital จะต้องเลือก sampling rate ทำให้สูญเสียความละเอียดของคลื่อน sine wave ไป( sine wave มันเป้น analog พอแปลงเป้น digital มันจะต้องเก็บ sample แล้วนำจุดต่างๆมาต่อกันทำให้เกิดรอยหยักบน sine wave) แล้วพอเข้าเครื่องอ่าน CD เครื่องก็จะอ่าน binary แล้วมาแปลงเป็นจุดต่อๆกัน แบบผมใช้ foobar เปิดเพลงที่ sampling rate at 96k ซึ่งส่วนใหญ่เพลงจะอัดที่ 44.1k ทำให้ CPU ทำงานหนักโดยใช่เหตุ แต่พี่เรือรบเค้าแนะนำมาอ่ะคับ เลยมาลองๆดู (ไหนๆ CPU usage ก็ไม่ค่อยได้ใช้อยู่แล้ว ^^")

    ไล่มายาว ยังไม่ได้ถามเลย = ="
    ความเข้าใจของผมนะ ผมว่าเพลงที่อัดมาเป็น analog อยู่แล้วก็ควรจะเก็บเป็น analog ด้วย (แผ่น LP เป็น analog ใช่ป่ะคับ) งั้นตอนนี้ยังมีคนอัดเพลงลงแผ่น LP อยู่ป่ะคับ แล้วเสียงมันดีกว่าพวก CD เยอะป่ะคับ?

  19. #19
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    Quote Originally Posted by wikorn View Post
    ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป้น กับ เครื่องเสียงนะครับ มันมีมากกว่านั้นมากครับ และความเพี้นยเกินขึ้นได้ตลอตเวลาครับ แค่ สายสัยญาณ digital นั้น ว่างในแนว ขนาน และ ตั้งฉากกับ พื่น สัญสัญญาณที่ได้ ในความเป็นจริง ก็ทำให้เสียงเหมือนกันแล้วครับ ถ้าชุดเครื่อเสียง และหุเรา สามารถ รับรุ้ได้นะครับ เกิด มาเคย ได้ทดสอบแบบที่ผมบอกแต่ครั้งเดียวเหมือนกันครับ อาจารย์หูทองคนนึง ในวงการผม ลองให้ดู อิอิ
    ถ้าการส่งสัญญาณแบบ Digital มีการผิดเพี้ยน ถ้าข้อมูลที่ส่งมาจากต้นทาง A เวลามาถึงปลายเป็น Z หรืออักขระตัวอื่นเลยก็ได้

    เช่น
    ต้นทางส่ง 00000001 = 1
    แล้วมีข้อผิดพลาดไป 1Bit
    ปลายทาง 10000001 = 129

    ข้อมูลจะต่างกันเยอะมากในการส่งแบบ Digital มีการผิดเพี้ยนเค้าจึงมี Parity อีก1Bit(Bitที่9) มาเป็นตัวเช็คถ้าผิดผลาดจะไม่อ่านตัวนั้นไปเลยและทำตามเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ECC แล้วเทียบกะ Parity ใหม่หรือ Req New Packet

    การส่งข้อมูลนี้เป็น Standard เดียวกันทั่วโลกรับรองโดย IEEE(สถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์)

    ต่างกับการแบบ Analog Sinwave ซึ่งถ้ามีการผิดเพี้ยนของสัญญาณก้จะยังอ่านได้อยู่แบบเดียวกับเวลาเราคุยโทรศัพย์หยอดเหรียญมีเสียงซ่า เสียงวี๊ด เสียงตะกุกตะกัก เสียงเพี้ยน แต่ยังฟังรู้เรื่อง

    ส่วนที่ทำให้เสียงแตกต่างคาดว่าจะเป็นเพราะตัว Convertor มากกว่ามั่ง
    Last edited by JO; 31 Dec 2007 at 23:40:10.

  20. #20
    OverclockZone Member JO's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006
    Location
    Laksi

    Default

    ยกตัวอย่างง่ายๆ

    1.Analog
    นาย A คุยกะนาย B ด้วยภาษาไทย
    นาย A พูดว่านอน ถ้าแถวนั้นก่อสร้างเสียงรบกวนเยอะ นาย B อาจจะได้ยินว่าหร และเข้าใจว่าหรไปเลย

    2.Digital
    นาย A คุยกะนาย B ด้วยการเคาะรหัส (1ครั้งแปลว่านอน)
    นาย A เคาะ1ครั้งแปลว่านอน ถึงแถวนั้นก่อสร้างเสียงรบกวนเยอะแต่เมื่อนาย B ได้ยินเสียงเคาะ 1ครั้ง ก็จะตีความหมายได้ว่านอน ไม่ว่าเสียงเคาะจะแหลมเบา หรือ ค่อย
    แต่ถ้าดันมีเสียงเคาะดังมา 3ครั้งซึ่งไม่อยู่ในเงื่อนไขนาย B จะตีความได้ว่าการส่งข้อมูลผิดพลาด ข้อมูลนี้เชื่อถือไม่ได้และให้นาย A เคาะใหม่

Page 1 of 5 12345 LastLast


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •