Home | Help
Home
Mail to Ocz
Help

User Error & Show Off Part II

          สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายวันนี้กระผมก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้กลับมาพร้อมกับกล้องสุดที่รัก และกล้องของสุดที่รักที่ไปเดินเลือกซื้อเลือกหามาจากงาน @HOME ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็คงต้องบอกกล่าวถึงงานนี้กันเสียนิดหน่อยนะครับ เพราะไปเดินมาในงานค่อนข้างที่จะกร่อยๆ อยู่สักหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นความคิดผมคนเดียว หรือเปล่านะครับ แต่ผมคุยกับใครๆ ที่ออกบู๊ตเค้าก็บอกว่างานค่อนข้างเล็กและเงียบไปหน่อย ก็มีข้อยกเว้นกับบางร้านนะครับ ที่คนมุงดู และพลุกพล่านมากพอสมควร แหมก็ตอนเวลาที่ไม่มีอะไรคนก็เดินผ่านไปมาแบบไม่สนใจไยดี แต่เพียงน้องๆ Pretty ที่น่ารักทั้งหลายประกาศออกไมค์เท่าแหละครับ เหล่าผู้คนที่สนใจในสินค้า และผู้ที่สนใจในของ Premium ที่ทางบริษัทนำมาแจกให้กับผู้เล่นเกมก็มามุงกันให้ตรึม แบบว่าเบียดเสียดกันจนทางเดินแคบแบบว่าเดินไม่ได้เลย ในงานนี้ผมก็มีเรื่องแบบว่าเป็นความประทับใจส่วนตัวอยู่ถึง 2 - 3 เรื่องด้วยกันเลยนะครับ เอาเป็นว่าเป็นเรื่องที่ผมว่าเรียกกันว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากพอสมควร แต่สำหรับผมคนเดียว หรือไม่ก็ไม่ทราบนะครับ

          เรื่องแรกเลยก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาติของเราน่ะครับ (ไม่เกี่ยวกับผู้รับส่วย หรือผู้ที่เป็นเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์นะครับ) ก็เป็นเรื่องของชาวบ้านอย่างเราๆ น่ะครับ ก็เป็นเรื่องตอนที่ผมเนี่ยกำลังเดินดูกล้องดิจิตอลกับศรีภรรแฟนสุดที่รักน่ะครับ บังเอิญว่าเดินไปซื้อแล้วเกิดความคิดว่า "ทำไม ทำไม ทำไม...... คนถึงซื้อกันเยอะจังเลย" ก็เอาเป็นว่าคนที่เดินเข้าไปที่ร้านนี้ 80% เลยนะครับ ที่ซื้อกล้องออกมา แหม! ใครดันออกปากว่าคนไทยจนอ่ะครับ เล่นซื้อกันตัวเป็นหมื่นๆ อย่างนี้ ไม่จนหรอกครับ นอกจากร้านที่ผมเดินแล้ว ก็ยังมีร้านอื่นๆ ที่ขายคอมพิวเตอร์วางหน้าขา อย่าง Laptop หรือ Notebook น่ะครับที่คนเดินไปเดินมาซื้อกันออกไป คนไทยเราไม่จนหรอกครับ แต่เก็บเงินไว้ใช้ในเรื่องส่วนตัวกันมากกว่า (หรือว่าเค้าผ่อนกันอยู่หว่า เอิ้ก--)

          เรื่องที่สองก็เป็นเรื่องตอนเดินที่ร้านขายกล้องอีกนั่นแหละครับ มีพ่อลูกคู่หนึ่งกำลังดูกล้องอยู่ข้างๆ ผมอยู่และบังเอิญว่าหูผมมันก็ดันไปได้ยินที่พ่อลูกเค้าคุยกันน่ะครับ ตัวลูกพูดก่อนเลยครับว่า "พ่อๆ รุ่นนี้ไงที่อยากได้" พ่อเลยเงยหน้าและหันไปมองราคา พ่อทำหน้าแบบเหยๆ และพูดขึ้นมาว่า "14,500 เหรอ เดี๋ยวปีหน้านี้ 7ล้าน Pixel ออกมาแล้วค่อยซื้อนะ" ผมเองได้ยินดังนั้น นึกว่าเอาแล้ว สงสัยจะรวยเว้ยเฮ้ย เพราะตรงนั้น เป็นตู้ที่วางกล้องราคาหลายตังอยู่ สงสัยจะมองรุ่นใหญ่เว้ย แต่ผมดันได้ยินพ่อของเด็กน้อยพูดต่อว่า "เดี๋ยวไอ้พวก 3ล้านที่เราอยากได้มันก็คงเหลือ ไม่กี่พันแล้ว แล้วค่อยซื้อแล้วกัน" เด็กน้อยก็หันไปมองหน้าพ่อแล้วก็จูงมือกันออกไปอย่างสุดซึ้ง (ไม่ใช่ซึ้งนึ่งข้าวเหนียวนะ) ผมเลยคิดไปว่าจริงๆ แล้วเค้าก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรรออีกหน่อยจะเป็นไรไปไม่ได้เอามาทำเป็นอาชีพอย่างพวกผม คิดได้อย่างพ่อลูกคู่นี้แล้วก็ดีเหมือนกัน คนเราฐานะไม่เท่ากันก็ต้องทำใจกันไป อย่าให้รวยเหมือนน้าชู อ.... อ.... น.... มั่งแล้วกันเอิ้ก...........

          เรื่องที่สามนี้เป็นเรื่องอันน่าโมโหมากที่สุดตั้งแต่เดินมาตั้งแต่ 11 โมงเช้า ตอนที่พิมพ์อบยู่เนี่ยก็ยังเคืองๆ อยู่เลยนะเนี่ย ทำไมน่ะหรือครับ ก็ตอนที่เดินกันอยู่นั้น ผมก็เดินดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีความรู้สึกว่ามีคนดันๆ ด้านหลังเหมือนกับว่าเป็นเกย์ต้องการถั่วอะไรบางอย่างอยู่ทางด้านหลัง แต่พอกำลังจะหันไปก็โดนมันเบียดออกทางด้านข้างๆ หันไปบังเอิญมากเลยครับ ไอ้ที่ดันอยู่มันเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวตัวอ้วนๆ หน้าตากวนบาทามากเลย หันมายักคิ้วให้น้องหนูที่เดินตามใต้ต้นขนุนประมาณนั้น ผมเลยเริ่มมีอารมณ์เล็กๆ (ไม่ใช่ตอนที่มันดันด้านหลังนะ) เพราะคนที่เดินอยู่หน้าผมเนี่ยเค้าเป็นผู้หญิงที่ท้องอยู่ด้วย มันก็ไปดันเค้าผมเลยเดินไปสะกิดไอ้ฝรั่งหน้าตากวนประสาทแล้วด่ามันทั้งภาษาท้องถิ่นบ้านเรา และบ้านมัน มันก็ทำหน้าตากวนทีนมากๆ แถมไอ้น้องหนูขนุนที่เดินมากับมันก็ยังมาโวยวายใส่ผมอีกหาว่าไม่หลบ ไอ้ผมโดนมันไม่เท่าไหร่ ที่ผู้หญิงที่เดินหน้าผมเนี่ยเค้าท้องนะครับ ผมก็เกือบอดรนทนไม่ไหวจะอัด (หมายถึงชกต่อยนะครับ อย่าเข้าใจผิดล่ะ เดี๋ยวนึกว่าผมจะหันเอา Ass Hole อันสุดหวงไปให้ไอ้ฝรั่ง มังแกว มันอีก) มันอยู่แล้ว แต่เพื่อนๆ และแฟนผมเค้าห้ามไว้ พอสงบๆ ลงไปได้บ้างเพื่อผมเลยบอกว่า (เฮ้ย มึงไปต่อยมันน่ะ มันไม่ดีหรอก เราทำร้ายมันเราผิด แต่มันทำร้ายเรามันไม่มีใครไปเอาเรื่องมันหรอก" แหม พี่ไทยอย่างเราเนี่ยยกยอปอปั้นไอ้พวกตาน้ำข้าวกันมากเหมือนกันนะครับ ลองเราไปเดินบ้านมันแล้วโดนมันทำร้าย บ้านเราจะช่วยเราไม่ ก็คงไม่หรอกครับ เพราะคนใหญ่ๆ โตๆ บ้านเราก็ยังเป็นลูกน้อง หรือเพื่อนมันอยู่ดี เรื่องระกำๆ แบบนี้ ใครก็คงรู้แหละนะครับ เฮ้อ............อนิจจัง

          พอแล้วจริงๆ มีอีกหลายเรื่องเลยล่ะครับ แต่เอาเท่านี้ก่อนดีกว่านะครับ เพราะเกิดเขียนอะไรมากไปกว่านี้อาจจะต้องทำหนังสือขายที่เซ็นเตอร์พ้อยท์แบบคนอื่นด้วยล่ะมั้ง 555555 เอ๋ หรือว่าจะโดนข้าวผัดจากละ 5000 บาทอย่างหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ก็ไม่รู้ซิเนอะ เฮ้อ ไอ้เรื่องที่ไปเดินงานคอมก็ให้มันเป็นเรื่องเล่าต่อไปดีกว่าเนอะ ไม่อยากเอามาจำแล้วล่ะครับ เบื่อจริงๆ โลกเราไม่ยุติธรรมเป็นเรื่องธรรมดาจริงมั้ยล่ะครับ

          มาเข้าเรื่องเกี่ยวกับที่เป็นหัวข้อวันนี้ดีกว่า ไอ้คราวที่แล้วนั้นผมได้สะบัดนิ้วถึงเรื่องของ User Error ไปแล้วรอบหนึ่ง วันนี้ก็จะกลับมาอีกครั้ง ทำไมน่ะเหรอครับ ผมคิดว่าคราวที่แล้วที่เขียนไปมันไม่มันส์พอน่ะซินาย คราวนี้มีเด็ดดวงมากกว่านั้นอีกนะครับท่าน ก็เรื่องเกี่ยวกับ User Error อีกจริงๆ แหละครับ แต่คราวนี้เป็นเรื่องของ Crazy AMD Error แหละครับ เรื่องก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งผมได้ไปคุยกับพี่คนหนึ่งที่มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากที่สุดคนหนึ่งของวงการ เขาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับผู้ใช้คนหนึ่งที่ได้มีความชอบ CPU ของ AMD เป็นชีวิตจิตใจ อาจจะถึงจิตวิญญาณเลยก็ได้ เขาเห็นว่าในช่วงนี้กระแสของ CPU Intel กำลังมาแรงก็เลยได้นำเอามาใช้งาน แต่แล้วเขาผู้นั้นก็ได้สบถออกมาอย่างรุนแรงว่า "ใครบอกว่า Intel ดีว่ะเนี่ย ไม่ได้เรื่อง ไม่เห็นจะเร็วเลย สู้ AMD ก็ไม่ได้" พี่ผู้นั้นเขาเลยได้ถามไปว่า "ทำไมล่ะ ก็พี่ใช้อยู่ก็เร็วดีนี่นา ผิดปกติหรือเปล่า" น้อง AMD ก็ได้แต่บ่นพร่ำอยู่นั่นแหละครับ จนกระทั่ง......... พี่เขาได้ไปดูที่เครื่องๆ นั้น ปรากฏว่า ไม่น่าเชื่อครับ เขายังไม่ได้ลงโปรแกรม Intel(R) Application Accelerator และ Intel(R) Chipset Software Installation Utility เลยซักกระจึ๋งเดียว แล้วอย่างนี้ซีพียูจะไปทำงานได้เต็มที่ได้อย่างไรล่ะครับพี่ท่าน แหม แถมยังบ่นอีกนะครับว่าเรื่องมาก ชิพ VIA ลงแค่ 4in1 ตัวเดียวเอง แหม มันเหมือนกันที่ไหนล่ะครับ ไอ้พวกวิดวะที่ออกแบบซีพียูมันคนเดียวกันที่ไหนล่ะท่าน เหมือนกันหมดก็คงไม่มี Intel หรือ AMD ให้กัดกันเหมือนทุกวันนี้ซิครับ จริงมั้ยล่ะครับ แต่จริงๆ แล้วกระผมว่านะครับ ท่านคนนั้นน่าจะมองหรือสังเกตุอะไรให้มากกว่านี้หน่อยก็ดีนะครับ ดีกว่าที่จะมาว่าอะไร หรือตีโพยตีพายไปมากกว่านี้ ก็นับว่าเป็น User Error อีกหนึ่งรายที่ผมว่าเหมือนกับว่าไม่ได้เป็นคนช่างสังเกตุเลย แต่เอ๋สงสัยว่าไม่รู้เรื่องหรือเปล่าว่ะเนี่ยว่า Intel เขาทำงานกันอย่างไร แต่ดันบอกว่าตัวเองเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ซะเนี่ย 55555555555555 อย่างน้อยก็ยังดีที่ยังลง VIA 4in1 เป็นนะครับ

          ต่อมาอีกครับ อันนี้เกิดกับตัวผมเองได้ไปซ่อมคอมพิวเตอร์ให้ผมเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่เรียกได้ว่าพวกไม่รู้แล้วดัน(เจือก) อวดเก่งน่ะครับ เครื่องของน้องคนนี้ต้องบอกว่าเป็นเครื่องที่พ่อเขาซื้อมาให้แล้วก็ทำยังไงไม่ทราบข้อมูลหายไปหมดเลยไม่เหลือแม้แต่นิดเดียวเขาจึงโทรมาให้ผมไปดูให้หน่อย แหมๆ ผมก็ว่างตายชักเลยนั่นน่ะ แต่ด้วยความที่ว่าเรารู้จักกับพ่อแม่เค้าก็เลย เอาว่ะยังไงก็ซ่อมให้มันหน่อยน่าผมก็เลยไปดูแล้วบอกว่า Windows มันพังไปหมดแล้ว เอาเป้นว่า Format ลง Windows ใหม่หมดเลยก็แล้วกัน เด็กคนนั้นบอกว่า "พี่ๆ เดี๋ยวผมทำเองครับ" อ่ะ แหม มานั่งดูเฉยๆ อย่างนี้ก็สบายซิครับ ก็เลยปล่อยเลย แต่ก่อนทำผมก็ถามว่าทำเป็นมั้ย น้องมันมั่นอกมั่นใจมากว่าได้ๆๆๆๆๆๆๆๆ และ ได้ๆๆๆๆๆๆ ผมก็เลยนั่งอ่านหนังสือกล้องดิจิตอลไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงอุทานว่า "เฮ้ย เป็นอะไรว่ะเนี่ย" ผมเลยหันไปดูแล้วถามว่าเป็นอะไรเหรอ น้องมันเลยบอกว่า ก็เครื่องมันมองไม่เห็นฮาร์ดดิสก์น่ะพี่ ผมก็งง เลยลองเดินไปทำดู ผลปรากฏว่าไอ้น้องที่น่ารักคนนี้มันดันทำอะไรไม่ทราบได้ และผมถามไปว่าทำอะไรไปน้องบอกเพียงอย่างเดียวว่า "ไม่รู้ซิก็แค่พิมพ์ Format C: อย่างเดียวเองนะ ไม่ได้ทำอะไรเลย" ผมเลยเศร้าเลยเพราะผมเองก็ไม่ทราบว่าจะแก้ตรงไหน แต่ทำไงได้ล่ะครับ ก็ต้องแก้แล้วล่ะครับ เพราะเครื่องที่ผมทำอยู่ก็ได้เก็บข้อมูลของพ่อเด็กคนนี้ไว้ด้วย แถมเป็นข้อมูลที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว ผมเลยต้องมานั่งแก้กันยาวเลย ผมเลยเศร้าเลยครับ อดไปนั่งเกะกับเพื่อนๆเลย เพราะเด็กคนเดียวเลย เพราะไอ้เด็กที่มันชอบ Show Off แล้วดันเป็น User Error อีกต่างหาก ฮือ....... เศร้า

          ยังไม่หมดครับ ยังมีอีกอันนี้เกิดกับตัวของเพื่อนว่าที่แม่ยายผม ก็พอดีว่าว่าที่แม่ยายผมเขาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดผมก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนที่โรงเรียนนี้ เขาให้ผมก็เลยเดินไปที่ห้องคอมพิวเตอร์เพื่อดูให้หน่อยว่าทำไมข้อมูลต่างๆ เก็บไว้ไม่ได้เลย เก็บๆ แล้วชอบหาย แรกๆ บอกตรงๆ เลยว่าผมนึกว่าเป็นที่ฮาร์ดิสก์ หรือว่าอาจจะเป็นที่เมนบอร์ด ผมก็เลยเดินไปดู พอถึงห้องก็ได้ไปเปิดเครื่องดูจนเพื่อนว่าที่แม่ยายผมเดินมา (เขาเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กที่นั่นแหละครับ) ผมเลยยกมือไหว้อย่างวัฒนธรรมไทย เขาก็รับไหว้กันอย่างดี จนกระทั่งผมได้เอ่ยถามถึงเรื่องราวของอาการคอมพิวเตอร์เพื่อว่าที่แม่ยายผมเลยบอกกล่าว และแสดงให้ดูว่าทำไม อะไร เป็นอย่างไรนั่นเอง ผมเห็นเท่านั้นแหละ ผมงงเลยล่ะครับ ว่าน้าคนนี้เป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร อย่างนี้เด็กที่เรียนไม่โง่ตามไปด้วยหรือว่ะเนี่ย ก็ไอ้ที่ข้อมูลหายไปนั้น เพราะว่า น้าแกเก็บข้อมูลไว้ที่ Recycle Bin น่ะซิครับ แถมปตั้งไว้ที่ 1% เองต่างหาก เมื่อเวลาที่มันเต็มมันก็จะค่อยๆ ลบส่วนที่เกินออกไปใช่มั้ยล่ะครับ ผมงงเป็นไก่ตาแตกเลย เฮ้อ เป้นไปได้ไงเนี่ยว่าแกเก็บไว้ที่นั่น ผมเลยบอกว่า "น้าครับ เก็บข้อมูลไว้ที่นี่ไม่ได้นะครับ" ผมยังเอ่ยไม่ทันจบ หน้าของเพื่อนว่าที่แม่ยายผมงี้หน้าหงิกเป็นหมาพันธุ์บลูด็อกเลยล่ะครับ แถมต่อว่าผมอีก ว่าผมเนี่ยไม่รู้เรื่องเลย ที่นี่เขาไว้เก็บข้อมูลกันต่างหาก เวลาอยากจะเก็บข้อมูลก็ให้กดปุ่ม Del หรือ Delete แล้วตอบ OK เดี๋ยวมันก็ไปเก็บไว้ให้เอง เท่านี้ล่ะครับ ผมเดินออกจากห้องไปเลย แล้วขอตัวไปเดินเล่นในสนามฟุตบอลของโรงเรียนแทน แล้วก็ตั้งคำถามว่า "กูโง่หรือมันโง่แน่ว่ะเนี่ย หรือว่าที่เล่นคอมมาเป็น 10 ปีเนี่ย กูรู้แบบผิดๆ มาตลอดหรือเปล่าว่ะเนี่ย" ถึงขั้นสลด เพราะสงสารเด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาวบริสุทธิ์ที่โดนครูอย่างนี้ทาสีผิดๆ ลงไปที่สมองน่ะครับ เฮ้อ ...........................................

          วันนี้คงเท่านี้ก่อนล่ะครับ ไม่ไหวแล้วตอนนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยผมบังเอิญกระหม่อมน้อยๆ ช่างบอบบางเสียด้วยโดนน้องฝนคุกคามหน่อยก็เอาแต่จะเพลียอยู่เรื่อย สงสัยต้องหาความอบอุ่นที่อื่นมาช่วยแล้ว เอาเป็นว่าให้ระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ ช่วงนี้อากาศยิ่งบ้าๆ บอๆ เหมือนคนเขียนบทความ X ZONE อยู่ด้วย ขอตัวไปก่อนล่ะครับ ไปนั่งเล่นกล้องใหม่ให้เป็นก่อนดีกว่า บายล่ะครับ................................

ปล. ผมน่ะ Jaeng MAD (ที่แปลว่าบ้า) นะ ไม่ใช่ Jaeng AMD อย่าเข้าใจผิด และ หนังสือนิตยสารซื้อขายคอมพิวเตอร์เล่มที่จะปิดตัวลงเร็วๆ นี้ ไม่ต้องเมล์มาถามผมแล้วนะครับ ผมเคยเป็น บอกอ ให้เค้าอยู่ก็เลยไม่อยากบอกเท่าไหร่หรอกครับ เดี๋ยวหาว่าโจมตีเค้า

Jaeng MAD