Soundblaster ZXR + Supreme Sound Opamp V6 จาก Burson audio ท้าชน Sound BlasterX AE-9


Soundblaster ZXR + Supreme Sound Opamp V6 จาก Burson audio ท้าชน Sound BlasterX AE-9

รีวิวโดย : นายทองดี

Font Size A A A

          กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องที่เคารพกระผมนายทองดีมารายการตัวท่ามกลางฝุ่นละอองปกคลุมทั่วฟ้าในกทม. มาพร้อมกับ soundcard ตัวที่กำลังจะตกรุ่น และจะโดนน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมากำลังจะมาสยบรุ่นพี่(หรือเปล่า) อย่าง Sound BlasterX AE-9 ที่แฟนคลับกำลังถามหาแทบไม่เว้นในแต่ละวันว่า เมื่อไหร่จะมาเสียที อยากจะลองแล้ว พาลทำให้คนที่มีรุ่นพี่อย่าง Soundblaster ZXR เกิดอาการลังเลใจ ใหม่กำลังจะมาแล้วเก่าละ จะเป็นยังไง อย่ากระนั้นเลย มีข่าวข้ามประเทศมาจากออสเตรเลียว่า มี opamps ที่เข้ากั๊นเข้ากันอยู่กับเจ้า ZXR อยู่ยี่ห้อนึง คือ Burson audio ที่ไม่ใช่แค่ทำ opamps เท่านั้น ยังมีไลน์เครื่องเสียงทั้ง pre ,power ,headphone amp ผลิตวางจำหน่ายอยู่ในตลาดอีกด้วย แสดงว่าต้องมีประสบการณ์ในเรื่องเสียงเป็นอย่างดี กระผมนายทองดีเลยขอลองของสักครั้ง order ชุด opamps  รุ่นใหม่อย่าง V6 มาลองเล่นเพื่อดูว่า จะแน่จริงอย่างที่มีข่าวหรือไม่ order ตรงจากแดนจิงโจ้มาเลย

Supreme Sound Opamp V6 เป็น opamps ที่ผู้นิยมเล่นเครื่องเสียงเรียกกันว่า Discrete opamp เป็น opamps ที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มนักโมดิฟาย นักเล่นเครื่องเสียง โดยนำอุปกรณ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมาผลิตในจำนวนไม่มาก วางจำหน่ายให้กับนักเล่นเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้จำหน่ายอย่างแพร่หลายจึงไม่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่า Discrete opamp จะเป็นแผงวงจรขนาดเล็ก มีการผลิตทั้งในแนวตั้งและแนวนอน โดยมี 8 ขาและมี Circuit diagram ในแนวเดียวกันกับ opamps ทั่วๆไป เพียงแต่มีขนาดที่ไม่ได้มีขนาดเล็กเท่าตัวไอซี opamps ตามปกติ (ภาพประกอบจาก www.bursonaudio.com) 

อีกหนึ่ง Discrete opamp จาก SparkoS Labs แบรนด์ดังจากฝั่งอเมริกา (ภาพประกอบจาก https://sparkoslabs.com) 

opamps ชุดที่บอกไปคือ Supreme Sound Opamp V6 ซึ่งแยกออกเป็น 2 รุ่น คือรุ่น Vivid และ Classic ซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งว่าในรุ่น Vivid นั้น เสียงจะ มีชีวิตชีวาโปร่งใสและน่าตื่นเต้นกว่า ซึ่งเป็นแนวที่กระผมชอบ เลยขอจัดมาเป็นรุ่น Vivid มาลองดีกว่า

จัดมาในรุ่น Vivid ซึ่งประกอบไปด้วย V6 Vivid ในแบบ Dual 2 ตัว โลโก้จิงโจ้มาเลยเดี๋ยวจะไม่รู้ว่ามาจากออสเตรเลีย

และ V6 Vivid ใบแบบ Single อีก 2 ตัว ซึ่งถูกออกแบบมาให้เข้ากัน น่าจะให้เสียงที่ไปในแนวทางเดียวกันได้ดีกว่าคู่อื่นๆ

ในวันนี้เราจะมาทำการปรับปรุงคุณภาพเสียงของ Soundblaster ZXR ให้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งจะไปแนวทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมมั้ยนั้น อย่างที่กระผมเคยกล่าวมาตลอดว่า มันเป็นรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่ง Soundblaster ZXR เดิมๆก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความสงัด เพราะมีค่า SNR สูงถึง 124 dB และ bit rate  24-bit 192 kHz. ซึ่งก็เรียกได้ว่า ไม่ธรรมดาแล้ว แต่การเปลี่ยน opamps นั้นไม่ได้ทำให้สเปคดังกล่าวนั้นดีกว่าเดิมนะครับท่าน เข้าใจตามนี้ด้วย มันแค่จะเปลี่ยนบุคคลิกของเสียงเท่านั้นเอง Soundblaster ZXR opamps ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเป็น JRC 2114D เป็น Dual opamps และ LME49710 เป็น Single opamps น่าจะเป็น opamps ชุดที่ทาง Creative นิยมใช้ติดตั้งลงบน product อื่นๆ อาทิเช่น X7 ซึ่งเราก็ได้ทำการลองเปลี่ยน opamps ใน X7 กันไปแล้ว ซึ่งในคราวนั้นก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง  

เริ่มแรกก็จับเจ้า ZXR ถอดเสื้อก่อนเลย กรอบสวยๆในวันนี้จะถูกเราเอาออกไป แต่น๊อตยึดด้านบนตัวนี้เราไม่ต้องถอดออกครับ

ผลิกหงายด้านล่าง ขันน็อตที่ใช้ยึดกรอบทั้ง 4 ตัวตรงมุมการ์ดออกให้หมด

จัดแจงขันน็อตตัวที่ยึดกรอบสีดำแดงออก เผยให้เห็นเครื่องในทั้งหมด โดยเฉพาะตัว C nichicon ระดับ Audio grade ตัวสีทองเต็มไปหมด นักเล่นเครื่องเสียงเห็นแล้วยังต้องร้องซี๊ด เรียกว่า hi-end มากๆ

ถอดเสื้อออกแล้วก็จะเห็น opamps ทั้งหมด 4 ตัวที่ติดตั้งอยู่บน socket เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ง่ายต่อการเปลี่ยน จากในภาพจะเห็น JRC 2114D และ LME49710 ได้อย่างชัดเจน เราก็ค่อยๆนำคีมที่ใช้สำหรับดึงไอซีค่อยๆดึงออกมา ระวังขาตัว ไอซีจะงอด้วยนะครับ ค่อยๆดึงไม่ต้องรีบร้อน

เมื่อดึงไอซี opamps ออกมาได้ทั้งหมดแล้ว จากในภาพจะเห็นว่ารอบๆ Socket จะมีตัว capacitor อยู่ค่อนข้างแน่นเลย

เราก็นำ Opamp V6 จาก Burson audio ใส่ลงให้ตรงกับตำแหน่งของ opamps ตัวเดิม Dual ก็ใส่ลงใน Socket ของ Dual อย่าลืมดูขาให้ดีนะครับ อย่างที่เคยกล่าวมาใแล้วใน บทความ เปิดตูดเปลี่ยนของ X7 ตัว Opamp V6 จาก Burson audio มีมาร์คเว้าแบบเดียวกับ opamps ทั่วๆไปแค่มีส่วนสูงที่สูงกว่าแค่นั้น

แต่!!!!! พอกระผมจะใส่ก็ต้องพบปัญหาคือ ใส่ลงไปใน socket โดยตรงไม่ได้ เพราะติดตัว capacitor ที่อยู่รอบๆของ Socket ทำให้ไม่สามารถที่จะกดตัว V6 ลงไปได้ งานเข้าละทีนี้ ทำไงดี

วิธีแก้ปัญหาที่ดีและไม่ต้องไปดัดแปลงอุปกรณ์อย่างอื่นบนตัวการ์ด ง่ายๆก็คือเอา Socket ใส่เสริมเพิ่มเข้าไป

เพื่อทำให้ตัว opamps ลอยสูงขึ้น ทำให้ไม่ไปติดอุปกรณ์ด้านข้างรอบๆตัว Socket เพิ่มเข้าไปจุดละ 1 ตัว ก็ทำให้ลอยสูงพ้นจากตัว Capacitor ได้แล้ว

พอติดตั้งตัว V6 opamps เข้าไปจนครบทั้ง 4 ตัว ทั้งในแบบ Dual และ Single ก็พร้อมที่จะใส่ลงบนเมนบอร์ดแล้วมาทดลองเสียงกัน

ด้วยความสูงของ V6 opamps ทำให้พื้นที่ด้านล่างของตัวการ์ดจะต้องมีพอที่จะไม่ไปขวางเจ้าตัวโย่งสีแดงทั้ง 4

แล้วเพื่อความปลอดภัยควรจะใช้ cable type รัดตัว V6 ให้ติดกับ Socket เพื่อไม่ให้หลุดร่วงลงมาในขณะใช้งาน  แต่กระผมยังไม่ได้รัดนะครับ เพราะยังจะต้องถอดเข้าถอดออกเพื่อทดลองอย่างอื่นอีก

ส่วนการ์ด i/o ตัวนี้ งานนี้เราไม่ได้ใช้งานเลยไม่ได้ถูกติดตั้งเข้าไปในคอมพิวเตอร์ด้วย

 

ติดตั้งเสร็จ ลง driver แล้วก็มาลองฟังกันเลย กระผมได้ตัดสิ่งแต่งเติมต่างๆที่ software ของ Creative ให้มาออกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น SBX Pro Studio ,Crystalvoice ,Scout Mode ,Equalizer ถูกปิดไม่ใช้งานเพราะงานนี้เราจะมาลองฟังเพลง ไม่ใช่เล่นเกมส์ครับ ไฟล์เพลงหลักที่นำมาลองในวันนี้กระผมใช้ Dave Grusin ‎– Discovered Again จาก Sheffield Lab ‎– LAB-5 และ The Weavers ‎– Reunion At Carnegie Hall ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ Dynamic ของเสียงมีความรุนแรง ดุดัน ต่างจากเดิมอย่างมาก รายละเอียดชัดเจนขึ้นเห็นๆ ชัดเหมือนฟ้าในยามไร้ฝุ่น pm 2.5 เลยละ เวทีเสียงก็ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก เหมาะสำหรับคนที่ชอบแนวเพลงที่สนุกสนานและกระแทกกระทั้น ถ้าคนที่ชอบการฟังเพลงสไตล์นุ่มนวลชวนฝัน คงจะไม่เหมาะกับ opamps ชุดนี้ แต่ในรุ่น V6 Classic เท่าที่ผู้ผลิตได้แจ้งไว้น่าจะให้เสียงที่นุ่มนวลมากว่าในรุ่น Vivid มีโอกาสจะลอง order มาลองให้รู้กันไปเลย แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ฟังเพลงเสียงยังมันสุดติ่งขนาดนี้ แล้วถ้าเอาไปเล่นเกม มันจะขนาดไหนกันเนี่ย เอาไว้มีโอกาสจะพยายามลองดูว่าจะสมจริงขนาดไหนตอนเล่นเกม

แล้วเวลาฟังเพลงที่สไตล์นุ่มนวลลงมาหน่อย ฟิลลิ่งมันจะเป็นยังไงเหรอ?? มันจะออกแนวชัดเจนใส รายละเอียดเยอะจะติดเสียงที่พุ่งหน่อย เลยจะเสียความนุ่มนวลไปบ้าง แต่จะได้ความชัดเจนคืนมา ซึ่งเป็นสไตล์ที่กระผมชอบพอดี เลยรู้สึกถูกใจ๊ถูกใจ พอได้ลอง opamps ชุดนี้แล้วก็เลยรู้สึกว่าอยากจะลองในรุ่น V6 Classic ดูบ้าง คงต้องเสียเงินอีกแล้วครับท่าน 5555

การเปลี่ยน opamps กับอุปกรณ์อื่นๆก็ใช่ว่าจะให้เสียงที่น่าประทับใจขึ้นมาได้ มันขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ซึ่งก็ค่อนข้างที่จะลำบากในการทดลองพอสมควร เพราะคงไม่มีใครจะมาให้เราได้ลอง มีแต่ต้องเสี่ยงดวงซื้อมาลองเอง ลำบากเนอะกว่าจะได้ของดีๆ ไอ้ครั้นจะไปเชื่อคนขายที่รีวิวเอง ก็คงไม่มีใครจะบอกว่าของที่ตัวเองขายไม่ดี จริงมั้ยครับ

 

Conclusion!!

บทสรุปของการท้าประลองกับ  soundcard รุ่นใหม่อย่าง Sound BlasterX AE-9 ที่ยังไม่ได้ออกมาให้ยลโฉมเลยยังฟันธงไม่ได้ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป แต่ที่แน่ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับตัวเดิมๆของ Soundblaster ZXR นั้น ตามความเห็นส่วนตัวของกระผมนั้นเหนือกว่าเดิมค่อนข้างมาก แต่ก็ต้องแลกมากับค่า opamps ที่มีราคาค่าตัวเกือบเท่ากับ Soundblaster ZXR ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวว่าจะลงทุนกับตัว opamps นี้มั้ย แต่ก็ยังมีข้อที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เจ้า Sound BlasterX AE-9 ที่กำลังจะมานั้นก็ถูกออกแบบมาให้เปลี่ยน opamps ได้ โดยได้เว้นกรอบที่ปิดตัวการ์ดไว้ให้เลย ยิ่งทำให้น่าสนใจที่อยากจะยลโฉมและทดลองฟังว่า คุณภาพที่ได้นั้นจะสมกับการรอคอยหรือไม่ ก็ได้แต่รอคอยให้วันนั้นมาถึง (เหมือนรอสาวเลย) ส่วนวันนี้นายทองดีขอไปเสพเสียงที่ได้จาก Soundblaster ZXR + Supreme Sound Opamp V6 ก่อนดีกว่า อย่างน้อยในเวลานี้ก็หาตัวที่จะมาเทียบไม่ใช่ง่ายๆเลย ครบถ้วนกระบวนความ วันนี้นายทองดีขอลาไปก่อน พบกันใหม่คราวหน้า สวัสดี......

ลองกับ X7 

 

 Sound BlasterX AE-9  ภาพจาก www.techpowerup.com

ร่วมแสดงความคิดเห็น