overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  
Results 1 to 15 of 15

Thread: [คำภีค์เทพ!!!] การเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์และหูฟัง และมารู้จักสายแบบต่างๆครอบจักรวาล

  1. #1
    OverclockZone Member
    Join Date
    25 Mar 2007
    Location
    Pantip Plaza ราม,บางกะปิ,ลาดพร้าว,สุขา 3

    Default [คำภีค์เทพ!!!] การเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์และหูฟัง และมารู้จักสายแบบต่างๆครอบจักรวาล

    การเลือกซื้อลำโพงมอนิเตอร์และหูฟัง

    คงไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าอุปกรณ์ในกลุ่มนี้้ มีความจำเป็นแค่ไหนในการทำงานดนตรี ในออดิโออินเตอร์เฟซบางรุ่นที่ทำงานแทนมิกเซอร์ได้ จะมีเอาท์พุทสำหรับเฮดโฟน พร้อมทั้งเอาท์พุทสำหรับเชื่อมต่อกับลำโพงมอนิเตอร์ หรือถ้าหากเราต้องการใช้มิกเซอร์ในการทำงานดนตรีด้วย เราก็ต้องต่อหูฟังและลำโพงมอนิเตอร์เข้ากับมันอยู่ดีครับ

    หูฟัง (Headphone)

    หากเรามีงบประมาณจำกัดแล้วล่ะก็ หูฟังแบบเฮดโฟนดี ๆ นั้นก็เพียงพอ (ในระดับหนึ่ง) ในการมอนิเตอร์งานเสียง เพราะมันทำหน้าที่เป็นเหมือนแว่นขยายสำหรับการฟังเสียงนั้่นเอง ซึ่งหากมีอะไรที่ผิดแปลกออกไป เราจะได้ยินอย่างชัดเจนกว่าลำโพง นอกจากนี้แล้วเรายังใช้มันในขั้นตอนบันทึกเสียง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเสียงกีตาร์หรือเสียงร้องก็ตาม

    และถ้าเราต้องการจะซื้อหูฟังไว้ใช้งานเพียงแค่อันเดียว ก็ขอแนะนำให้ซื้อแบบ “ปิด” หรือแบบ Circumaural Design ซึ่งหูฟังแบบนี้จะครอบหูของเราทั้งหู ข้อดีของมันอย่างแรกก็คือสวมใส่สบายกว่าแบบที่กดเฉพาะใบหู ซึ่งในการทำงานนาน ๆ จะไม่ทำให้เจ็บใบหู และเหตุผลอย่างที่สองก็คือการที่เสียงจะไม่รั่วออกมาข้างนอกมากนัก ซึ่งจำเป็นต้องใช้หูฟังประเภทนี้ในการมอนิเตอร์เสียงในระหว่างการบันทึกเสียงร้อง ซึ่งหากมีเสียงรั่วออกมา มันก็อาจจะเข้าไปผสมกับเสียงร้องของนักร้องที่ไมโครโฟน ทำให้แทรคนั้นเสียได้ครับ

    หูฟังที่ออกแบบมาเพื่องานระดับอาชีพก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการตรวจสอบงานเสียงของเราครับ เพราะจะให้ผลลัพธ์ที่ชัดมาก ในลักษณะที่บางครั้งไม่สามารถฟังได้บนลำโพง และหากเรามีงบจำกัดสำหรับซื้อแค่คู่เดียวแล้วล่ะก็ ควรซื้อแบบปิดจะใช้งานได้กว้างกว่าครับ



    ข้อสำคัญที่ควรพิจารณาอีกข้อคือเรื่องความเที่ยงตรงของย่านความถี่ เราจะพบว่าบางครั้งสเปคที่ทางผู้ผลิตให้มา มักจะช่วยอะไรไม่ได้มากเท่ากับการที่เราต้องลองฟังด้วยตัวเอง เพราะหูของแต่ละคนก็ฟังย่านความถี่ได้ไม่เหมือนกัน ก่อนตัดสินใจซื้ัอจึงควรต้องฟังให้แน่ใจก่อนครับ วิธีการยอดนิยมที่ทำกันคือการนำแผ่นซีดีหรือเพลงที่เราฟังจนจำเสียงได้ ไปทดสอบฟังจนกว่าจะได้หูฟังที่พอใจ หรือใกล้เคียงกับเสียงที่เราได้ยินผ่านลำโพงมอนิเตอร์ที่ใช้อยู่มากที่สุด

    นอกจากการฟังย่านความถี่แล้ว ถ้าหูของเราผ่านการทำงานดนตรีมาในระดับหนึ่ง เราจะสามารถฟังเสียงรีเวิร์บ รวมทั้งแยกความแตกต่างของความกว้าง (Panoramic) ของหูฟังรุ่นต่าง ๆ ได้ ความจริงอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับหูฟังก็คือ มันจะให้เสียงแตกต่างกันเล็กน้อย ในการทำงานบนออดิโออินเตอร์เฟซแต่ละตัว ถ้าเป็นไปได้ เราควรทดลองบนออดิโออินเตอร์เฟซรุ่นเดียวกับที่เราใช้ แต่หากไม่สามารถทำได้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายมากนักครับ เพียงแต่เราต้องยอมรับผลที่อาจแตกต่างกันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นเอง

    ผู้ผลิตหูฟังมักจะออกแบบหูฟังเพื่อการต่าง ๆ อย่างเช่นบางรุ่นที่มีการบูสต์เสียงย่านต่ำ สำหรับคนที่ต้องการฟังเสียงกระเดื่องหรือเบสอย่างชัด ๆ หรือบางรุ่นก็มีระบบป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก ซึ่งในแบบหลังนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทำงานเพลงภาคสนาม แต่ถ้าทำงานในสตูดิโอที่มีการป้องกันเสียงอย่างดี ก็ไม่มีความจำเป็นเท่าไร หรือในบางรุ่นเป็นแบบเปิดซึ่งจะช่วยให้เราทำงานได้สบายหูขึ้น ทั้งยังสามารถฟังเสียงอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างเสียงโทรศัพท์อีกด้วยครับ ของแบบนี้เลือกหามาใช้ตามความต้องการของเราได้เลย

    อุปกรณ์ที่อาจจะจำเป็นอีกอย่างหนึ่งในระบบทำงานก็คือแอมป์สำหรับหูฟัง (Headphone Distribution Amp) ซึ่งแม้ว่าออดิโออินเตอร์เฟซส่วนใหญ่จะมีเอาท์พุทสำหรับต่อเฮดโฟนอยู่แล้ว แต่แอมป์สำหรับหูฟังจะจำเป็นในกรณีที่เราต้องการต่อหูฟังมากกว่าหนึ่งชุดในการทำงาน เช่นการบันทึกเสียงวงที่มีนักดนตรีมากกว่าหนึ่งคน ข้อดีของมันอีกอย่างคือการที่มันมีปุ่มควบคุมระดับความดังแยกกันสำหรับหูฟังแต่ละชุด เราสามารถต่อแอมป์หูฟังจากทางเอาท์พุทของออดิโออินเตอร์เฟซตามปกติได้เลยครับ ไม่จำเป็นต้องต่อผ่านเอาท์พุทสำหรับเฮดโฟนเหมือนการต่อจากเฮดโฟนโดยตรง

    ลำโพงมอนิเตอร์ (Monitor Speaker)

    และถ้าเรามีงบประมาณเพียงพอ การหาลำโพงมอนิเตอร์แบบ Near-Field มาใช้ด้วยนั้น ย่อมดีกว่าการใช้เฮดโฟนทำงานแต่เพียงอย่างเดียวแน่นอน ลำโพงแบบ Near-Field ก็อย่างที่ชื่อของมันบอกนั่นล่ะครับ เราจะวางลำโพงแบบนี้ไว้ใกล้ ๆ กับหูของเราเลย ข้อดีก็คือการที่เราสามารถใช้มันทำงานภายในห้องที่ไม่ได้มีการออกแบบให้มีอคูสติกที่ดี ที่เหมาะแก่การบันทึกเสียง เพราะผู้ฟังจะอยู่ใกล้ลำโพงมากเกินกว่าที่เสียงรบกวนและอคูสติกมีผลไม่มากนัก ขณะที่ห้องคอนโทรลในสตูดิโอบันทึกเสียงมักจะมีการออกแบบอคูสติกไว้เป็นอย่างดี ซึ่งจะลดเสียงรบกวนและลดปัญหาทางเสียงอื่น ๆ อีกมากมายครับ

    ลำโพงมอนิเตอร์แบบ Active อย่างในรูป มักจะเป็น Biamplified ซึ่งจะสร้างย่านความถี่ของเสียงได้แม่นยำขึ้น



    และถ้าเราจะเลือกซื้อลำโพงแบบนี้มาใช้ซักคู่หนึ่ง ก็ขอแนะนำว่าวิธีที่ง่ายที่สุดคือให้ซื้อแบบที่มีระบบจ่ายไฟในตัว (Self-Powered หรือ Active) ซึ่งลำโพงแบบนี้นั้นจะมีแอมป์ขยายเสียงติดมาในลำโพงด้วย ซึ่งราคาของมันก็จะพอ ๆ กับลำโพงแบบ Passive (ไม่มีระบบจ่ายไฟ) รวมกับแอมป์ขยายเสียงดี ๆ อีกตัวหนึ่ง สำหรับใช้ในการขยายสัญญาณให้ลำโพงแบบ Passive ซึ่งข้อดีของลำโพงแบบ Active ที่มีเหนือกว่าแบบแยกชุดก็คือการที่มันมีช่วงต่อระหว่างแอมป์กับลำโพงสั้นมาก ๆ จะช่วยให้คุณภาพของสัญญาณสูญเสียน้อย แต่ในกรณีของลำโพงแบบ Passive คุณภาพของสัญญาณเสียงที่ลดลงจะขึ้นอยู่กับระยะและอิมพีแดนซ์ของสายลำโพงที่เชื่อมต่อกัน ข้อดีอย่างที่สองก็คือลำโพงแบบ Active มักจะเป็น Biamplified (หมายความว่าลำโพงนั้นจะมีแอมป์ขยายเสียงสองชุด) ด้วยเหตุผลก็คือการขยายเสียงย่านต่ำจะใช้กำลังงานมากกว่า จึงมีการแบ่งแอมป์ตัวหนึ่งสำหรับขับ Woofer (ลำโพงใหญ่สำหรับสร้างเสียงย่านต่ำของสเปคตรัม) และอีกตัวสำหรับขับ Driver (ขนาดเล็กกว่า Woofer ใช้สำหรับสร้างเสียงย่านสูง) ผลลัพธ์ของการแบ่งการขยายสัญญาณแบบนี้จะช่วยให้การสร้างเสียงของลำโพง (Reproduce) มีความแม่นยำกว่าครับ

    และอย่างที่หลายคนทราบแล้วว่า ลำโพงมอนิเตอร์แบบ Active ที่พูดถึงนั้น เป็นคนละอันกับลำโพงคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กราคาถูกที่นิยมใช้กันตามบ้านนะครับ ลำโพงมอนิเตอร์ที่ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่า ใช้ Woofer ขนาด 6.5” ขึ้นไป (ขนาด 8” จะดีกว่าในการขับเสียงเบส) และจะใช้ Driver แยกกันสำหรับขับเสียงย่านกลางหรือสูง และราคาของมันจะอยู่ที่ประมาณ $500 ขึ้นไปจนถึงประมาณ $1500 ต่อหนึ่งคู่ แต่ถึงแม้มันจะแพง ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก สำหรับคนที่ตั้งใจจะทำงานด้านเสียงเป็นอาชีพ แต่ก็เหมือนกับการเลือกซื้อหูฟังอีกนั่นแหละครับ เราควรต้องฟังจนแน่ใจว่าลำโพงคู่นั้นเหมาะสมกับหูของเรา และถ้าเป็นไปได้ หากสามารถทดสอบในห้องทำงานของเราได้ก็จะเป็นการดีมาก (แต่ร้านขายลำโพงจะยอมหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ!!)

    ******************************************************************************************************************

  2. #2
    OverclockZone Member
    Join Date
    25 Mar 2007
    Location
    Pantip Plaza ราม,บางกะปิ,ลาดพร้าว,สุขา 3

    Default

    การเชื่อมต่อเพื่อส่งสัญญาณเสียง-Audio Connector

    ระบบการเชื่อมต่อของออดิโออินเตอร์เฟซนั้น สำหรับมือใหม่อาจสร้างความสับสนได้เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเสียบไม่ถูกหรอกนะครับ เพราะตัวเชื่อมต่อแต่ละตัวจะออกแบบมาแตกต่างกันอยู่แล้ว เพียงแต่มันเป็นเรื่องรายละเอียดภายในอย่างเช่นอินพุทเป็น Hi-Z หรือไมโครโฟน หรือเรื่องของ Balance-Unbalance ฯลฯ แต่ไม่มีอะไรยากเกินกว่าทำความเข้าใจครับ แต่ก่อนที่เราจะมาทำความเข้าใจ Audio Connector กันทีละตัว ลองมาปรับความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ Jack-Plug-Jack Plug กันก่อนครับ

    Jack - Plug - Jack Plug



    Jack plug ขนาดต่าง ๆ จากซ้าย 2.5 mm, 3.5 mm แบบโมโนและสเตอริโอ และขวาสุด 6.3 mm (1.4”) แบบสเตอริโอ

    ในความหมายทั่ว ๆ ไป Jack หรือ Socket คือเต้าเสียบ ขณะที่ Plug คือตัวเสียบครับ ส่วน Jack Plug หรือที่มือกีตาร์เรียกแจ็ค ก็คือปลั๊ก (อย่าพึ่งสับสนนะ) หลายขนาดที่นิยมใช้กันในการเชื่อมต่อระหว่างกีตาร์กับแอมป์ (ขนาด 1/4”) หรือจากหูฟังเข้า iPod (ขนาด 1/8”) ที่อเมริกาจะเรียก “Phone Plug” เพราะถูกนำมาใช้ครั้งแรกบนสวิตซ์บอร์ดของระบบโทรศัพท์นั่นเองครับ (เกิดทันกันหรือเปล่าครับ?) เรามาเริ่มที่หัวเชื่อมต่อแบบอนาลอกกันก่อน

    RCA Connector



    มากันทีละ 3 หัวแบบนี้ พอจำกันได้ใช่ไหม ว่าใช้กับอะไร?

    น่าจะเป็นหัวต่อที่คุ้นเคยกันดีครับ เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปในหมวด Audio/Video ก็ใช้หัวต่อนี้กัน คำว่า RCA ย่อมาจาก Radio Corporation of America ครับ ใช้ครั้งแรกในยุค 1940 สำหรับต่อเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปเข้าวิทยุ หัวต่อหนึ่งชุดคือสัญญาณหนึ่งช่อง ดังนั้นหากเราต้องการใช้มันแบบสเตอริโอก็ต้องมีคู่หนึ่ง นอกจากส่งสัญญาณอนาลอกแล้ว สัญญาณเสียงดิจิตอลก็ยังใช้มันในการส่งด้วยครับ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ S/PDIF) แต่นิยมใช้หัวต่อสีส้ม เพื่อแยกความแตกต่างกับหัวต่อแบบอื่น

    TRS (Tip Rings Sleeve) Connector



    อันที่จริงแล้วมันก็คือ Jack Plug ที่มีแถบสีดำ 2 แถบตรงตัว Plug (ถ้ามีแถบเดียวจะเรียก "TS" เพราะมันไม่มีส่วนที่เรียกว่า Rings ที่อยู่ตรงกลาง) เราอาจเคยเห็นการใช้ TRS Connector ในการเชื่อมต่อระหว่างหูฟังกับเครื่องเสียงระบบสเตอริโอ แต่ในออดิโออินเตอร์เฟซแบบมืออาชีพ นิยมใช้ในการส่งสัญญาณแบบ Balanced ครับ ซึ่งตัวมันจะมีการรองรับการส่งแบบ Unbalanced ด้วยเช่นกัน เรารองมาทำความเข้าใจการใช้หัวต่อ TRS ในโหมดต่าง ๆ กันครับ


    1. Sleeve - ปกติจะใช้เป็น Ground
    2. Ring - ใช้ส่งสัญญาณช่องขวาในโหมดสเตอริโอ หรือเป็นเฟสลบในโหมด Balanced (สัญญาณจะเป็นโมโน) หรือใช้เป็นตัวส่งกำลังไฟในกรณีที่ปลายทางต้องการใช้
    3. Tip - ใช้ส่งสัญญาณช่องซ้ายในโหมดสเตอริโอ หรือใช้เป็นเฟสบวกในโหมด Balanced (สัญญาณจะเป็นโมโน) หรือใช้เป็นตัวส่งสัญญาณโมโนในโหมด Unbalanced
    4. Insulating Rings หรือแถบสีดำ จะใช้เป็นตัวกั้นระหว่าง T-R-S

    XLR Connector



    ออดิโอคอนเนกเตอร์แบบ XLR นิยมใช้กันมากในระดับอาชีพ ทั้งการเชื่อมต่อเพื่อส่งสัญญาณอนาลอกและสัญญาณดิจิตอล (AES/EBU)

    ออกแบบมาเพื่อใช้งานในระดับอาชีพอยู่แล้วครับ บริษัท Cannon เป็นผู้ริเริ่มเป็นรายแรก คำว่า XLR มีที่มาแปลกกว่าคำย่อตัวอื่นเสียหน่อย โดยเริ่มมาจากหัวต่อซีรีย์ “Cannon X” แล้วรุ่นต่อมาเป็นรุ่น Latch ต่อท้ายเป็น “Cannon XL” ส่วน R มาจาก Rubber คือยางที่อยู่รอบ ๆ หน้าสัมผัส ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ด้านเสียง นิยมใช้หัวต่อ XLR แบบ 3 Pin ครับ ซึ่งจะเป็น Balanced Audio Connector (อ่านรายละเอียดในหัวข้อถัดไป) เพื่อการใช้งานในระดับอาชีพจริง ๆ ออดิโออินเตอร์เฟซที่มีการเชื่อมต่อแบบ XLR จะเป็นแบบ Combo Jack ครับ คือสามารถเสียบปลั๊กแบบ TRS ขนาด 1/4” ได้ด้วย ซึ่งบริษัท Neutrik เป็นผู้พัฒนาขึ้นมา และนอกจากจะส่งสัญญาณอนาลอกทั่วไปแล้ว มาตรฐาน AES/BEU ที่ใช้สำหรับส่งสัญญาณเสียงแบบดิจิตอลในระดับโปร ก็จะใช้หัวต่อแบบ XLR อีกด้วย

    Balanced VS Unbalanced

    การเชื่อมต่อแบบ Balanced นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ในแวดวงการบันทึกเสียง นั้นก็เพราะว่าการเชื่อมต่อแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถใช้สายเคเบิ้ลยาว ๆ ได้ เพราะมันมีความสามารถในการลดสัญญาณรบกวนภายนอกที่เกิดได้ ในกรณีที่เราเราใช้การเชื่อมต่อแบบ Unbalanced สายเคเบิ้ลยิ่งยาว ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดนอยส์ได้ครับ แต่การเชื่อมต่อแบบ Balanced จะมีนอยส์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะโครงสร้างของมันออกแบบมาเพื่อให้เกิดการผิดเพี้ยนของสัญญาณน้อยที่สุด

    โดยทั่วไปแล้วจะใช้หัวต่อแบบ XLR เพราะว่ามันมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งนั่นเองครับ หรือหัวต่อแบบ TRS ก็สามารถใช้ในการเชื่อมต่อแบบ Balanced ได้เช่นเดียวกัน

    การเชื่อมต่อแบบ Balanced จะใช้สายสองเส้น ซึ่งอีกเส้นหนึ่งจะสลับขั้วตรงข้ามกับอีกเส้นหนึ่ง (บนหัวต่อแบบ XLR จะใช้ขา (Pin) 2 ในการส่งขั้วปกติ ส่วนขาที่ 3 จะใช้ส่งขั่วตรงกันข้าม แต่ XLR ก็ยังมีอีกขาหนึ่งสำหรับใช้เป็น Ground หรือสายดินสำหรับสัญญาณทั้งสองขา) อย่างที่นิยมใช้กับไมโครโฟนก็เพราะว่าไมโครโฟนมีอิมพีแดนซ์ต่ำ (Low-Z) ทำให้การใช้สายไมโครโฟนยาว ๆ มีโอกาสที่จะรับสัญญาณรับกวนจากภายนอกได้ ซึ่งการใช้การเชื่อมต่อแบบ Balanced นั้นเหมาะสมที่สุด เพราะมันสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนส่วนใหญ่ที่เกิดจากภายนอกได้ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ เราควรเลือกใช้การเชื่อมต่อแบบนี้ จะดีที่สุดครับ

    ทีนี้...เรามาดูการเชื่อมต่อของดิจิตอลออดิโอกันบ้าง...

    AES/EBU

    เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นโดยสององค์กรครับ คือ AES หรือ Audio Engineering Society กับ EBU หรือ European Broadcasting Union (EBU) เราจะเห็นการเชื่อมต่อ AES/EBU บนออดิโออินเตอร์เฟซระดับโปรจริง ๆ เท่านั้น และใช้หัวต่อแบบ XLR เป็นตัวเชื่อมต่อโดยใช้สายเคเบิ้ลแบบเกลียวคู่ 110 ohm ครับ แต่ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นหัวต่อแบบ RCA ใช้สายโคแอ็กเชี่ยล (Coaxial Cable) 75 ohm มันคืออินเตอร์เฟซแบบ S/PDIF ซึ่งเลียนแบบมาสำหรับใช้ในคอนซูมเมอร์โปรดักท์ ครับ ออดิโออินเตอร์เฟซระดับกลางหลายรุ่นก็มักจะให้การเชื่อมต่อแบบ S/PDIF มากกว่า AES/EBU ครับ

    S/PDIF



    สายโคแอ๊กเชี่ยล 75 ohm หัวต่อแบบ RCA ใช้ในการรับส่งโปรโตคอล S/PDIF

    เป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อดิจิตอลออดิโอที่จะว่าไป มันก็คือ AES/EBU เวอร์ชันสำหรับคอนซูมเมอร์โปรดักท์ครับ S/PDIF มาจากคำว่า Sony/Phillips Digital Interface Format ที่บอกว่ามันคือ AES/EBU ก็เพราะว่ามันใช้โปรโตคอล* (Protocol) เดียวกันเลย หากแต่ต่างการที่ระบบการเชื่อมต่อ เช่นเปลี่ยนจากหัวต่อแบบ XLR มาเป็นสายโคแอ๊กเชี่ยลและหัวต่อแบบ RCA หรือหัวต่อแบบ TOSLINK ด้วยสายออพติกไฟเบอร์ (แต่ชาว Mac นิยมเรียกว่าออพติกคอลกันมากกว่า)

    โปรโตคอล* (โปรโตคอล) คือ… กฎของการสื่อสาร อย่างเช่นกฎของการโทรศัพท์หากัน เราต้องยกหูก่อน เพื่อฟังว่ามีสัญญาณที่เราสามารถโทรออกได้หรือไม่ จากนั้นจึงกดเบอร์โทรศัพท์ปลายทาง แล้วรอฟังสัญญาณว่าง เพื่อรอปลายทางรับสาย การสื่อสารของระบบดิจิตอลออดิโอ หรือ MIDI ก็จัดว่าเป็นโปรโตคอลเช่นกันครับ มีความซับซ้อนมาก เพราะมันเป็นเรื่องของตัวเลขล้วน ๆ เรื่องแบบนี้ถ้าเราเป็นนักดนตรีก็ทำความเข้าใจวิธีใช้กันอย่างเดียวก็พอ ปล่อยให้นักวิทย์ วิศวกรเค้าเป็นคนปวดหัวแทนดีกว่า...

    ADAT



    เครื่องบันทึกเสียงระบบดิจิตอล 8 แทรคของ Alesis ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว

    หรือเรียกกันเต็ม ๆ ว่า Alesis Digital Audio Tape นอกจากจะเป็นชื่อเครื่องเล่น-บันทึกเทป 8 แทรคในระบบดิจิตอลแล้ว มันยังย่อมาจากโปรโตคอลสำหรับรับส่งดิจิตอลออดิโอ “ADAT Lightpipe” หรือ “ADAT Optical” มีความสามารถในการส่งสัญญาณเสียง 8 ช่องสัญญาณด้วยสายไฟเบอร์ออพติกเส้นเดียว ปัจจุบันนี้มาตรฐานเดียวกันนี้ยังถูกนำไปใช้กับ Analog-to-Digital Converters หรือบนออดิโออินเตอร์เฟซก็มีให้ใช้กัน ซึ่งข้อดีของมันที่เหนือกว่า S/PDIF หรือ AES/EBU ก็คือการที่มันส่งสัญญาณเสียงได้ทีละ 8 ช่องสัญญาณนี่ล่ะครับ แต่มาตรฐานนี้ก็จะถูก MADI มาแทนที่ในไม่ช้า เพราะสามารถส่งสัญญาณเสียงได้ถึง 64 ช่องสัญญาณด้วยสายไฟเบอร์ออพติกเพียงเส้นเดียวครับ

    TOSLINK



    เครื่อง Macintosh ในปัจจุบันจะมีการเชื่อมแบบ Optical มาให้อยู่แล้ว เรายังสามารถใช้มันในการส่งข้อมูลเสียงให้กับออดิโออินเตอร์เฟซหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ในระบบของเราได้

    หรือชื่อเต็มคือ “Toshiba Link” เพราะ Toshiba เป็นผู้กำหนดมาตรฐานนี้ขึ้นมาครับ ใช้ส่งสัญญาณเสียงดิจิตอลได้ทีละ 2 ช่องสัญญาณ โดยใช้โปรโตคอล S/PDIF ส่งผ่านสายไฟเบอร์ออพติก เรายังสามารถต่อเอาท์พุทของ TOSLINK เข้ากับ ADAT ได้ด้วย โดยสัญญาณจะแสดงแค่ 2 ช่องแรกของอินพุทที่ ADAT สามารถรับได้ทั้งหมด 8 ช่องครับ

    TDIF



    หัวเชื่อมต่อแบบ TDIF จากภาพจะเห็นว่ามี 2 ชุด เราจึงสื่อสารแบบไปกลับได้ทีละ 16 ช่องสัญญาณ

    TDIF (TASCAM Digital Interface) พัฒนาโดย TASCAM ใช้สำหรับส่งสัญญาณเสียงดิจิตอลทีละ 8 ช่อง แต่จะต่างจากแบบอื่น ๆ หน่อย ก็ตรงที่ว่าสายเส้นหนึ่งจะสามารถสื่อสารได้แบบไป-กลับสองทางเลยครับ (Bi-Directional) กล่าวคืออินพุทและเอาท์พุททั้งหมด 8 x 2 ช่อง จะอยู่บนสายและหัวต่อเดียวกันเลยเพื่อความง่ายในการเชื่อมต่อ สนับสนุนความละเอียดได้สูงสุด 16 บิต 48 kHz แต่ก็มีผู้ผลิตบางเจ้าหัวหมอครับ พัฒนาให้ TDIF สามารถส่งเสียงที่ความละเอียด 24 บิต 96 kHz แต่ส่งได้ทีละ 4 ช่องสัญญาณเท่านั้น ลดลงมาครึ่งหนึ่ง

    MADI



    การ์ดที่มีหัวเชื่อมต่อแบบ MADI

    เป็นมาตรฐานใหม่ที่กำลังอุ่นอยู่เลยครับ ชื่อเรียกเต็ม ๆ คือ Multichannel Audio Digital Interface มาตรฐานนี้กำลังทำการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ โดย AES/EBU เจ้าเก่า นอกจากจะสนับสนุนการส่งสัญญาณเสียง 2 ช่องสเตอริโอทั่ว ๆ ไปแล้ว มันยังสนับสนุนได้สูงสุดถึง 64 ช่อง โดยมี Sample Rate สูงสุดถึง 96 kHz และ Bit Depth สูงสุดถึง 24 บิตต่อหนึ่งช่องสัญญาณโดยใช้สายไฟเบอร์ออพติกหรือสายโคแอ๊กเชี่ยลเพียงเส้นเดียว (สามารถเพิ่มความละเอียดได้อีก) เริ่มมีการนำมาใช้บนงาน Live แล้ว เพราะลดต้นทุนได้อย่างมากโดยเฉพาะในส่วนของสายสัญญาณครับ

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อส่งสัญญาณเสียงโดยเฉพาะ แต่ก็ถูกนำมาใช้ในการส่งสัญญาณเสียงได้ครับ เช่น...

    Ethernet



    เหตุผลสำคัญที่เราจะส่งเสียงผ่าน Ethernet ก็ตรงที่อินเตอร์เฟซราคาไม่แพง และหาได้ง่าย เครื่อง Mac ทุกเครื่องจะมีมาให้อยู่แล้ว

    เป็นโปรโตคอลที่ใช้กับ LAN หรือ Local Area Network ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์เป็นโครงข่ายภายในพื้นที่หนึ่ง หรือบ้านหลังหนึ่ง เราสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์หลาย ๆ เครื่องหรือทั้งพรินเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันภายใต้โปรโตคอลนี้ และแน่นอนครับ หลาย ๆ บริษัทได้พัฒนาระบบการส่งสัญญาณเสียงบนโปรโตคอลนี้ด้วย การเชื่อมต่อจะใช้สายแบบ Category 3 หรือ 5 และหัวต่อ RJ-45 ถ้าเราวางแผนจะใช้มันในการส่งเสียงก็ควรจะใช้แบบ 100base-T (100 Mbps) ขึ้นไป หรือจะให้ดีที่สุดก็ใช้แบบ 1000base-F (1 Gbps) ครับ

    FireWire



    FireWire ที่ชาว Mac แทบทุกคนหลงรักมัน ใช้ส่งสัญญาณเสียงได้ดีเช่นกัน

    การที่มันมีความเร็วในการส่งข้อมูลถึง 400 Mbps ทำให้มันเหมาะสมมากในการส่งสัญญาณเสียงระหว่างซอฟต์แวร์ DAW (Digital Audio Workstation) อย่าง Logic Pro ไปยังฮาร์ดไดร์วหรือออดิโออินเตอร์เฟซครับ เรายังใช้มันส่งข้อมูลในระยะ 4.5 เมตร และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ถึง 63 ชิ้นภายในบัสเดียวกัน คอมพิวเตอร์ยังส่งไฟไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่าน FireWire ได้ถึง 45 W อีกด้วยครับ อุปกรณ์ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการไฟจากภายนอก

    ในตอนนี้มาตรฐานใหม่ของ FireWire คือ FireWire 800 (IEEE 1394b) ซึ่งสนับสนุนการส่งข้อมูลได้เร็วถึง 800 Mbps ได้ไกลถึง 100 เมตร และยังทำงานร่วมกับ FireWire รุ่นก่อนได้อีกด้วย แม้ว่ามันจะใช้พอร์ทคนละแบบ แต่เราก็ยังสามารถใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เป็น FireWire 400 ร่วมกับ FireWire 800 ได้ผ่านสายแปลงครับ แต่ความเร็วก็อาจตกไปบ้าง

    USB

    http://tk1.storage.msn.com/x1pGHpas_...sTWZ1xXug3QilA

    แม้ USB 2.0 จะมีโหมด Hi-Speed ที่ให้ความเร็วถึง 480 Mbps แต่มืออาชีพก็ไม่นิยมใช้มันส่งสัญญาณเสียงเท่าไรนัก

    ชื่อเต็มของมันคือ Universal Serial Bus ซึ่งความครอบจักรวาลตามชื่อก็คือการที่มันสามารถต่ออุปกรณ์ได้หลากหลายครับ ไม่ว่าจะเป็นพรินเตอร์ เมาส์ MIDI ไปจนถึงออดิโออินเตอร์เฟซกันเลย USB ยังเป็น Hot Plug หรือส่งไฟผ่านตัวมันได้ สาย USB ทุกเส้นจะมีหัวเชื่อมต่อที่จุดปลายทั้งสองฝั่งแตกต่างกัน อีกฝั่งหนึ่งสำหรับคอมพิวเตอร์ และอีกฝั่งสำหรับต่อเข้ากับอุปกรณ์นั้น เครื่อง Mac ทุกเครื่องในปัจจุบันต่างก็มีพอร์ท USB หมดแล้ว เช่นเดียวกับพอร์ท FireWire และ Ethernet ครับ ข้อดีอีกอย่างของ USB คือการที่เราต่ออุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 127 ตัวโดยการเพิ่ม USB Hub เข้าไปในระบบ ความเร็วของ USB 2.0 อยู่ที่ประมาณ 480 Mbps ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนว่าจะเร็วกว่า FireWire แต่ด้วยโครงสร้างในการส่งสัญญาณของมัน ทำได้ไม่เสถียรเท่ากับ FireWire ออดิโออินเตอร์เฟซระดับมืออาชีพส่วนใหญ่จะยังใช้ FireWire เป็นตัวเลือกแรกอยู่ แม้ว่า USB ก็ทำหน้าที่ได้ดีเช่นกันครับ

    mLAN



    เป็นการเชื่อมต่อที่ค่อนข้างจะเอนกประสงค์เช่นเดียวกันครับ พัฒนาโดยยามาฮ่า จุดมุ่งหมายแรกคือเพื่อการส่งข้อมูลเสียงดิจิตอลระหว่างเครื่องดนตรี-เครื่องบันทึกเสียง-คอมพิวเตอร์โดยใช้สาย FireWire ซึ่งภายในเนตเวิร์กเดียวกันจะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 127 ชิ้นด้วยกัน โดยได้ความเร็วในการส่งข้อมูลสูงสุด 200 Mbps เราสามารถเปิดหรือปิดการทำงานของอุปกรณ์ภายใน mLAN จากคอมพิวเตอร์ได้เลย โดยไม่ต้องดึงสายออกจากตัวอุปกรณ์ นอกจากดิจิตอลออดิโอแล้ว mLAN ยังใช้ส่งข้อมูล MIDI, Serial Data หรือแม้แต่วิดีโอระหว่างอุปกรณ์ได้อีกด้วยครับ

    การส่งข้อมูลเสียงในระบบดิจิตอล VS MIDI

    ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจกันก่อนเลยครับว่าข้อมูลเสียงในรูปแบบตัวเลขที่มีการส่งกันระหว่างอุปกรณ์นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยกับ MIDI เพราะ MIDI หรือชื่อเต็ม ๆ ของมันก็คือ Musical Instrument Digital Interface นั้น เป็นโปรโตคอลที่นิยมมาก โดยใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ดนตรีในระบบดิจิตอล เราสามารถใช้งานเครื่องบันทึกเสียงในระบบดิจิตอลกับ MIDI Sequencer ในการบันทึกและส่งสัญญาณออกทีละหลาย ๆ แทรคพร้อมกันได้ แต่ตัวข้อมูลที่ทั้งสองต้องจัดเก็บและส่งต่อนั้น “แตกต่าง” กันโดยสิ้นเชิงครับ

    MIDI Sequencer ทำงานโดยการบันทึกสิ่งที่มือคีย์บอร์ดกำลังเล่น ซึ่งข้อมูลที่บันทึก เป็นข้อมูลสำหรับใช้ควบคุม (Control Information) ซึ่งส่งตรงมาจากคีย์บอร์ด MIDI ไม่ได้ส่งตัวแซมเปิ้ลที่แปลงมาจากเวฟฟอร์มของเสียงที่มือคีย์บอร์ดคนนั้นเล่นครับ MIDI Sequencer จะคอยบันทึกโน้ตแต่ละตัว โดยบันทึกตำแหน่งที่โน้ตแต่ละตัวเริ่มเล่น และหยุดเล่น ระดับ Pitch รวมไปถึงแอมพริจูดที่จุดเริ่มต้นของโน้ต ซึ่งถ้าข้อมูลเดียวกันนี้ ส่งกลับไปยังคีย์บอร์ดตัวเดิม คีย์บอร์ดก็จะเล่นเสียงในแบบเดียวกับที่มันถูกมือคีย์บอร์ดคนนั้นเล่น ซึ่งหากมือคีย์บอร์ดคนนั้นเล่นโน้ตตัวดำ (Quarter Note) 4 ตัวด้วยเทมโป้ 60 บีตต่อนาที เครื่องซีเควนเซอร์ก็จะทำการบันทึกข้อมูล 16 ชิ้น สำหรับเก็บข้อมูลเสียงใน 4 วินาที (เริ่ม, ปล่อย, Pitch และแอมพริจูดอย่างละ 4 ครั้ง)

    และในกรณีเดียวกันแต่บันทึกเสียงด้วยไมโครโฟน ซึ่งต่อกับเครื่องบันทึกเทปในระบบดิจิตอล (DAT) โดยตั้งค่า Sample Rate ไว้ที่ 44.1 kHz เราจะได้ข้อมูลถึง 352,800 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นคือตัวแทนของแซมเปิ้ลเสียง (ตัวเลขข้างต้นมาจาก 44,100 x 2 ช่องสัญญาณ x 4 วินาที) การเก็บข้อมูลของดิจิตอลออดิโอจึงมีขนาดใหญ่กว่าข้อมูล MIDI มาก ถ้าเราตั้งความละเอียดไว้ที่ 16 บิต ก็ต้องใช้ถึง 700,000 ไบต์ ในการเก็บข้อมูลเสียงเพียง 4 วินาที ซึ่งมากกว่าข้อมูลแบบ MIDI ถึง 44,100 เท่าเชียวล่ะครับ!!

    การส่งข้อมูล MIDI ระหว่างอุปกรณ์ ไม่ได้เป็นการส่งข้อมูลเสียงโดยตรง หากแต่เป็นการส่งข้อมูลไปควบคุมเท่านั้น

  3. #3
    OverclockZone Member
    Join Date
    25 Mar 2007
    Location
    Pantip Plaza ราม,บางกะปิ,ลาดพร้าว,สุขา 3

    Default

    เอามาฝากครับ

  4. #4
    OverclockZone Member Benz_36's Avatar
    Join Date
    5 Jan 2007
    Location
    Chonburi, R.S.107

    Default

    ขอบคุณครับ จดๆๆๆ

  5. #5
    OverclockZone Member pattrick's Avatar
    Join Date
    16 May 2007

    Default

    สุดยอดความรู้ครับ ขอบคุณครับ ^^

  6. #6
    OverclockZone Member mydoc's Avatar
    Join Date
    20 Mar 2007

    Default

    ตั้งแต่ SPDIF ลงมา นอกจาก Ethernet ผมไม่ค่อยมีวาสนาได้ใช้เลย

  7. #7
    OverclockZone Member meekung123's Avatar
    Join Date
    7 May 2007
    Location
    แถวๆสะพานปิ่นเกล้า

    Default

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลน่ะท่าน

  8. #8
    OverclockZone Member Aeromancer's Avatar
    Join Date
    4 Dec 2007

    Default

    มีข้อสงสัยครับ ตอนผมฝึกงานอยู่ที่บริษัท Cine sound ทำพวกอัดเสียงโฆษณา และภาพยนตร์ Studio ทุกห้องเค้าทำไมไม่ใช้ ลำโพงแบบ Active ขนาดห้องหลัก (ค่าตัวแพงสุด ลองลงมาก็ avid ) เค้าก็ไม่ได้ใช้แบบ active เลยครับ เห็นต่อ จาก digital mixer เข้า power แล้วออกลำโพง อีกทางไปออก MD ครับ สรุป ลำโพง monitor นี่ควรเป็น active อย่างที่ จขกท ว่ามาหรือ มันควรเป็น passive อย่างที่บริษัท ที่ผมฝึกงานด้านบันทึกเสียงครับ?

  9. #9
    OverclockZone Member Purity's Avatar
    Join Date
    5 May 2007
    Location
    บางแสน

    Default

    อยากให้ปักหมุดกระทู้นี้จัง

  10. #10
    OverclockZone Member
    Join Date
    13 Jun 2007

    Default

    Quote Originally Posted by Aeromancer View Post
    มีข้อสงสัยครับ ตอนผมฝึกงานอยู่ที่บริษัท Cine sound ทำพวกอัดเสียงโฆษณา และภาพยนตร์ Studio ทุกห้องเค้าทำไมไม่ใช้ ลำโพงแบบ Active ขนาดห้องหลัก (ค่าตัวแพงสุด ลองลงมาก็ avid ) เค้าก็ไม่ได้ใช้แบบ active เลยครับ เห็นต่อ จาก digital mixer เข้า power แล้วออกลำโพง อีกทางไปออก MD ครับ สรุป ลำโพง monitor นี่ควรเป็น active อย่างที่ จขกท ว่ามาหรือ มันควรเป็น passive อย่างที่บริษัท ที่ผมฝึกงานด้านบันทึกเสียงครับ?

    สมัยก่อนลำโพง active ยังไม่แพร่หลาย เหมือนตอนนี้ครับ ซึ่งเมื่อก่อน monitor จะเป็นแบบ passive หมด ซึ่งก็อยู่ทางผู้ผลิตด้วย ยี่ห้อ อะไรแบบนี้

  11. #11
    OverclockZone Member Aeromancer's Avatar
    Join Date
    4 Dec 2007

    Default

    ลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าเคยโพสต์ อิอิ มีคนตอบจนได้

    เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมไปเยี่ยมพี่ๆ ที่บริษัท แต่เค้าย้ายไปรัชดาแล้วสมัยฝึกงานยังอยู่ แถวเมโทร เห็นชุดใหญ่เค้ายังอยู่เลย ได้ข่าวแว่วๆ ชุดนี้ลงไปเป็นหลายล้านแต่ชุดนี้ยังเป็น passive คงไม่เอา active มาต่อแน่ๆ เพราะพิจารณาจากที่ amp คิดแล้วยังนึกถึงเมื่อก่อน เคยไปเป็น โฆษกจำเป็นอัด Spot อิอิ ดีใจ ไม่ใช่แค่เด็กวิ่งหยิบแผ่น FX

  12. #12
    OverclockZone Member Night_Angel's Avatar
    Join Date
    6 Feb 2007

    Default

    แล้วแต่ห้องอัดครับ อย่าง Studio ของเพื่อนๆผม มีทั้ง Active และ passive ขึ้นอยุ่กับขนาดของห้องด้วย พื้นที่จำกัด งานไม่ซีเรียจจัดก็ Active

    ถ้างานต้องการ แบบถูกต้องสุดๆ มักจะเป็น Amp + ลำโพง pasive

    pre mic ส่วนมากถ้าจะเอาเสียงร้องอิ่มๆหวานๆ จะให้ หลอดหมด

  13. #13
    OverclockZone Member
    Join Date
    25 Mar 2007
    Location
    Pantip Plaza ราม,บางกะปิ,ลาดพร้าว,สุขา 3

    Default

    แวะมาดู

  14. #14
    OverclockZone Member Jumpba's Avatar
    Join Date
    27 Mar 2007

    Default

    ขอบคุณครับ
    ข้อมูล ดี ๆ อิอิ

  15. #15
    OverclockZone Member bipola's Avatar
    Join Date
    7 Oct 2007
    Location
    AOAลาดพร้าว101

    Default

    จะจดแล้วน่ะคับ
    ขอบคุณคับ สำหรับข้อมูลดีดี


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •