overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  
Results 1 to 7 of 7

Thread: ขอโชว์ราววหน่อยครับ 55+

  1. #1
    OverclockZone Member
    Join Date
    4 Jun 2007

    Default ขอโชว์ราววหน่อยครับ 55+

    ที่เค้าพูดกังเรื่อง hard disk อ่าครับบบ raid 0 ฟมายความว่าอารายอ่าาครับบ

    ขอคำเเนะนำจากผูรู้หน่อยนะคร๊าบบบบบ

  2. #2
    OverclockZone Member kgb99's Avatar
    Join Date
    17 Jul 2007
    Location
    พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ

    Default

    เรื่อง: Raid คืออะไร ดียังไง ควรทำไหม (เฉพาะ Raid ที่นิยมใช้กันนะ)

    RAID อ่านออกเสียงภาษาไทยยังไงนั้น ผมไม่ไม่ทราบแน่ชัดครับ อ่านว่า ไรด์ หรือ เรด เอาเป็นว่า มันก็คือ RAID แหละ
    RAID ย่อมาจากคำว่า Radundant Array of Independent Disks

    RAID มีหลายแบบนะครับ เยอะมากเลย (บทความ RAID ภาษาไทย ผมเคยเห็นที่ http://www.overclockzone.com ) แต่แบบที่นิยมๆ กัน และมีโอกาสที่เราจะได้ใช้ก็มีไม่กี่ตัวเองครับ
    การทำงานของ RAID นั้น ก็คือการเอา HDD หลายๆ ตัวมาต่อแล้วให้มันทำงานด้วยกัน อาจจะเป็นการรวมพื้นที่เข้าด้วยกัน หรือให้อีกตัวสำรองข้อมูลของอีกตัวก็ได้ แต่สิ่งที่ทำคัญที่สุดของ RAID คือ ควรใช้ HDD ขนาดเท่ากัน และยี่ห้อเดียวกัน ยิ่งถ้าเป็นรุ่นเดียวกันด้วยยิ่งดี จะได้ไม่มีปัญหาไงครับ (ตรงนี้ การ์ด RAID ก็สำคัญนะ)

    RAID ที่นิยมกันก็มี 0 , 1 , 5 , 0+1 , 1+0 เท่านั้นเอง บางคนอาจสงสัยว่า มีด้วยเหรอ RAID 1+0 อ่านต่อกันนะครับ

    คำอธิบาย Logic Drive หมายถึง Drive ที่สร้างขึ้นมาจาก RAID นะครับ

    RAID 0
    RAID 0 เป็นแบบที่ง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดเลย คือ ทำการรวม HDD 2 ตัว (หรือมากกว่า) ให้กลายเป็น HDD ตัวเดียวกัน (เรียกว่า Logic Drive) เช่น ถ้ามี HDD 40G 2 ตัว ตัวแรกจะเป็น C อีกตัวก็จะเป็น D เมื่อเราแปลงเป็น RAID 0 เนื้อที่ของทั้ง 2 ตัวก็จะรวมกันเป็น Drive เดียวกัน ชื่อ C มีขนาด 80G โดยเมื่อแปลงเป็น RAID 0 แล้ว OS และโปรแกรมต่างๆ ก็จะมอง Drive ใหม่นี่ เสมือนเป็น Drive เดีวยวกันที่สามารถอ่านเขียนข้อมูลต่างๆ ได้ตามปกติ
    ข้อดี คือ ทำให้การอ่านหรือเขียนข้อมูลเร็วขึ้นมาก เพราะมีหัวอ่าน/เขียนข้อมูลเพิ่มมากขึ้น (ในระบบ SCSI นะครับ ถ้า IDE หัวอ่านเพิ่มขึ้น ก็ไม่เร็วขึ้นหรอก ไปอ่านที่ อันแรกก็ได้ครับ) และมันยังขยายเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย
    ข้อเสีย เนื่องจากมันไม่ได้ทำการสำรองข้อมูลเลย หรือแม้แต่ Parity Bit มันก็ไม่ได้ทำ (แม้แต่นิดเดียว) ถ้า HDD ตัวไหนเสีย มันจะทำให้ Logic Drive ที่เราสร้างขึ้น เสียไปทั้งหมด ข้อมูลของเราก็จะหมดไปด้วย (เศร้า)

    RAID 1
    RAID 1 ต่างจาก RAID 0 แบบว่า หน้ามือเป็นหลังมือเลย เนื่องจาก RAID 1 จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลง HDD ตัวแรก เหมือนการใช้งานทั่วๆ ไป แต่จะมี HDD ตัวที่สองเพิ่มเข้ามา เราเรียก HDD ตัวนี้ว่า MIRRORING หรือ DUPLEXED โดยที่ HDD ตัวทั่สองนี้ จะทำการสำรองข้อมูลจากตัวแรก เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล โดยมีข้อกำหนดว่า HDD ทั้ง 2 ตัว ต้องขนาดเท่ากันพอดี ถ้าเป็นไปได้ ควรจะเป็นยี่ห้อ และรุ่นเดียวกันด้วย
    ข้อดี อย่างที่เห็นล่ะครับ ข้อมูลจะถูกสำรองไว้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าจะหายเลย ถ้า HDD ตัวไหนเสีย อีกตัวก็จะขึ้นมาทำงานแทนทันที ถ้าเป็น Server ที่มีระบบ Hot Swap เราสามารถถอด HDD ตัวที่เสีย ไปเปลี่ยน แล้วเอาตัวใหม่มาใส่ได้ทันที โดยไม่ต้องปิดเครื่องเลย เมื่อเราเอา HDD ตัวใหม่มาใส่ ระบบก็จะทำการสำรองข้อมูลไปที่ HDD ตัวใหม่เอง โดยอัตโนมัติ และข้อดีอีกอย่างคือ มันสามารถเลือกที่จะอ่านข้อมูลจาก HDD ตัวไหนก็ได้ ทำให้มันอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น
    ข้อเสีย เนื่องจากมันต้องเขียนข้อมูลลง HDD ถึง 2 ตัวต่อข้อมูล 1 ชุด ทำให้ภาระในการเรียนข้อมูลมีมากขึ้นเป็น 2 เท่าเลย ทำให้เวลาในการเขียนข้อมูลมากกว่าปกติ และระบบนี้ใช้เงินเยอะพอสมควร เพราะต้องใช้ HDD 2 ชุด ต่อข้อมูล 1 ชุด

    RAID 0 + 1
    RAID 0+1 คือการนำข้อดีของ RAID 0 และ RAID 1 มารวมกัน ทำให้มีการรวมเนื้อที่จาก HDD หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน ละมีการทำสำเนาไปพร้อมกันด้วย โดยต้องนำ HDD มาแปลงเป็น RAID 0 จำนวน 2 ชุดก่อน ทำให้ได้ Logic Drive ที่มีเนื้อที่ของ HDD มารวมกัน แล้วจึงสร้าง RAID 1 ขึ้นมาอีกทีจาก Logic Drive ทั้ง 2 ชุด
    ข้อเสีย เปลือง HDD อย่างมาก และถ้า HDD ตัวไหนเสียไป อาจทำให้ Logic Drive เสีย และเจ้งทั้งระบบ

    RAID 1 + 0
    RAID 1+0 มีการทำงานเหมือนกับ RAID 0+1 เพียงแต่จะเริ่มสร้าง RAID 1 มาก่อน 2 ชุด เพื่อทำการสำรองข้อมูลกันก่อน แล้วค่อยสร้าง RAID 0 ขึ้นมาอีกที เพื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่า RAID 0+1 อีกนะ (ผมก็ใช้ตัวนี้)
    ข้อดี ถ้า HDD ตัวไหนเสีย จะไม่ทำให้ Logic Drive เสียไปด้วย
    ข้อเสีย เปลือง HDD มากกว่า RAID 0+1 อีก ;-(

    RAID 5
    RAID 5 ได้นำข้อดีของ RAID แบบต่างๆ มารวมไว้ในตัวเอง คือ ราคา ประสิทธิภาพ และความสามารถในการป้องกันข้อมูลสูญหาย เพราะ RAID แบบต่างๆ จะมีข้อดีไม่ครบทั้งหมด คืออย่างมากก็ได้แค่ 2 ใน 3 อย่าง RAID 1+0 ประสิทธิภาพดี ป้องกันข้อมูลได้ แต่แพงโคตร RAID 5 ต้องการ HDD 3 ตัวในการทำงาน โดยนำเนื้อที่ของ HDD แต่ละตัวมาเก็บรวมกันเป็น 1 Logic Drive เหมือนการทำงานของ RAID 0 แล้วสร้าง Parity Bit เพื่อใช้กู้ข้อมูลของแต่ละ Drive ขึ้นมาโดยแยกออกไปเขียนใน Drive อื่นๆ เช่น Parity Bit ของ HddA จะนำไปไว้ที่ HddC ของ HddC ก็จะนำไปไว้ที่ HddB ส่วนของ HddB ก็จะนำไปไว้ที่ HddA วนกันไป 555
    ข้อดี ข้อมูลไม่หายแน่นอน เพราะมีการเก็บ Parity ไว้ใน HDD แต่ละตัว แล้วความเร็วในการอ่านข้อมูล ก็เยอะมากๆ ด้วย เนื่องจากมี HDD ถึง 3 ตัวนี่
    ข้อเสีย เขียนข้อมูลได้ช้ามากๆ เนื่องจากต้องเขียนข้อมูลแล้ว ยังต้องไปเขีนยน Parity อีก แล้วยังต้องใช้ HDD ถึง 3 ตัว ซึ่งเปลืองมาก (แต่ก็น้อยกว่า RAID 1+0) และอัตราความเร็วในการเขียนข้อมูลก็ช้ามากๆ

    การทำ RAID นั้น จะทำได้ทั้งแบบ HardWare คือใช้การ์ดทำ และใช้ SoftWare ทำเป็น RAID อ่ะ บางคนอาจสงสัยว่า มีด้วยเหรอ SoftWare RAID มีครับ แต่มันไม่ดีเท่าไหร่ แนะนำลองไปดูที่ WEB ของ Adaptech ดีกว่าครับ (ตอนนี้เครื่องผมก็ใช้ SoftWare Raid อยู่ครับ เป็น Raid0 นะ)

    อ่ะ แต่นิดๆ ก็ได้ การทำ SoftWare RAID จะทำได้โดยใช้โปรแกรม DiskManager หรืออาจจะใช้ OS ที่สนับสนุน SoftWare RAID ก็ได้ เช่น Windows2000 Server ครับ ไปล่ะ


    ตามไปดู http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=1032

  3. #3
    OverclockZone Member olecom's Avatar
    Join Date
    26 Apr 2007
    Location
    วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์๋ เทคโนหนองใหญ่ ขอนแก่น

    Default

    Quote Originally Posted by kgb99 View Post
    เรื่อง: Raid คืออะไร ดียังไง ควรทำไหม (เฉพาะ Raid ที่นิยมใช้กันนะ)

    RAID อ่านออกเสียงภาษาไทยยังไงนั้น ผมไม่ไม่ทราบแน่ชัดครับ อ่านว่า ไรด์ หรือ เรด เอาเป็นว่า มันก็คือ RAID แหละ
    RAID ย่อมาจากคำว่า Radundant Array of Independent Disks

    RAID มีหลายแบบนะครับ เยอะมากเลย (บทความ RAID ภาษาไทย ผมเคยเห็นที่ http://www.overclockzone.com ) แต่แบบที่นิยมๆ กัน และมีโอกาสที่เราจะได้ใช้ก็มีไม่กี่ตัวเองครับ
    การทำงานของ RAID นั้น ก็คือการเอา HDD หลายๆ ตัวมาต่อแล้วให้มันทำงานด้วยกัน อาจจะเป็นการรวมพื้นที่เข้าด้วยกัน หรือให้อีกตัวสำรองข้อมูลของอีกตัวก็ได้ แต่สิ่งที่ทำคัญที่สุดของ RAID คือ ควรใช้ HDD ขนาดเท่ากัน และยี่ห้อเดียวกัน ยิ่งถ้าเป็นรุ่นเดียวกันด้วยยิ่งดี จะได้ไม่มีปัญหาไงครับ (ตรงนี้ การ์ด RAID ก็สำคัญนะ)

    RAID ที่นิยมกันก็มี 0 , 1 , 5 , 0+1 , 1+0 เท่านั้นเอง บางคนอาจสงสัยว่า มีด้วยเหรอ RAID 1+0 อ่านต่อกันนะครับ

    คำอธิบาย Logic Drive หมายถึง Drive ที่สร้างขึ้นมาจาก RAID นะครับ

    RAID 0
    RAID 0 เป็นแบบที่ง่ายและเป็นพื้นฐานที่สุดเลย คือ ทำการรวม HDD 2 ตัว (หรือมากกว่า) ให้กลายเป็น HDD ตัวเดียวกัน (เรียกว่า Logic Drive) เช่น ถ้ามี HDD 40G 2 ตัว ตัวแรกจะเป็น C อีกตัวก็จะเป็น D เมื่อเราแปลงเป็น RAID 0 เนื้อที่ของทั้ง 2 ตัวก็จะรวมกันเป็น Drive เดียวกัน ชื่อ C มีขนาด 80G โดยเมื่อแปลงเป็น RAID 0 แล้ว OS และโปรแกรมต่างๆ ก็จะมอง Drive ใหม่นี่ เสมือนเป็น Drive เดีวยวกันที่สามารถอ่านเขียนข้อมูลต่างๆ ได้ตามปกติ
    ข้อดี คือ ทำให้การอ่านหรือเขียนข้อมูลเร็วขึ้นมาก เพราะมีหัวอ่าน/เขียนข้อมูลเพิ่มมากขึ้น (ในระบบ SCSI นะครับ ถ้า IDE หัวอ่านเพิ่มขึ้น ก็ไม่เร็วขึ้นหรอก ไปอ่านที่ อันแรกก็ได้ครับ) และมันยังขยายเนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้นด้วย
    ข้อเสีย เนื่องจากมันไม่ได้ทำการสำรองข้อมูลเลย หรือแม้แต่ Parity Bit มันก็ไม่ได้ทำ (แม้แต่นิดเดียว) ถ้า HDD ตัวไหนเสีย มันจะทำให้ Logic Drive ที่เราสร้างขึ้น เสียไปทั้งหมด ข้อมูลของเราก็จะหมดไปด้วย (เศร้า)

    RAID 1
    RAID 1 ต่างจาก RAID 0 แบบว่า หน้ามือเป็นหลังมือเลย เนื่องจาก RAID 1 จะเก็บข้อมูลทั้งหมดลง HDD ตัวแรก เหมือนการใช้งานทั่วๆ ไป แต่จะมี HDD ตัวที่สองเพิ่มเข้ามา เราเรียก HDD ตัวนี้ว่า MIRRORING หรือ DUPLEXED โดยที่ HDD ตัวทั่สองนี้ จะทำการสำรองข้อมูลจากตัวแรก เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล โดยมีข้อกำหนดว่า HDD ทั้ง 2 ตัว ต้องขนาดเท่ากันพอดี ถ้าเป็นไปได้ ควรจะเป็นยี่ห้อ และรุ่นเดียวกันด้วย
    ข้อดี อย่างที่เห็นล่ะครับ ข้อมูลจะถูกสำรองไว้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าจะหายเลย ถ้า HDD ตัวไหนเสีย อีกตัวก็จะขึ้นมาทำงานแทนทันที ถ้าเป็น Server ที่มีระบบ Hot Swap เราสามารถถอด HDD ตัวที่เสีย ไปเปลี่ยน แล้วเอาตัวใหม่มาใส่ได้ทันที โดยไม่ต้องปิดเครื่องเลย เมื่อเราเอา HDD ตัวใหม่มาใส่ ระบบก็จะทำการสำรองข้อมูลไปที่ HDD ตัวใหม่เอง โดยอัตโนมัติ และข้อดีอีกอย่างคือ มันสามารถเลือกที่จะอ่านข้อมูลจาก HDD ตัวไหนก็ได้ ทำให้มันอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น
    ข้อเสีย เนื่องจากมันต้องเขียนข้อมูลลง HDD ถึง 2 ตัวต่อข้อมูล 1 ชุด ทำให้ภาระในการเรียนข้อมูลมีมากขึ้นเป็น 2 เท่าเลย ทำให้เวลาในการเขียนข้อมูลมากกว่าปกติ และระบบนี้ใช้เงินเยอะพอสมควร เพราะต้องใช้ HDD 2 ชุด ต่อข้อมูล 1 ชุด

    RAID 0 + 1
    RAID 0+1 คือการนำข้อดีของ RAID 0 และ RAID 1 มารวมกัน ทำให้มีการรวมเนื้อที่จาก HDD หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน ละมีการทำสำเนาไปพร้อมกันด้วย โดยต้องนำ HDD มาแปลงเป็น RAID 0 จำนวน 2 ชุดก่อน ทำให้ได้ Logic Drive ที่มีเนื้อที่ของ HDD มารวมกัน แล้วจึงสร้าง RAID 1 ขึ้นมาอีกทีจาก Logic Drive ทั้ง 2 ชุด
    ข้อเสีย เปลือง HDD อย่างมาก และถ้า HDD ตัวไหนเสียไป อาจทำให้ Logic Drive เสีย และเจ้งทั้งระบบ

    RAID 1 + 0
    RAID 1+0 มีการทำงานเหมือนกับ RAID 0+1 เพียงแต่จะเริ่มสร้าง RAID 1 มาก่อน 2 ชุด เพื่อทำการสำรองข้อมูลกันก่อน แล้วค่อยสร้าง RAID 0 ขึ้นมาอีกที เพื่อรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่า RAID 0+1 อีกนะ (ผมก็ใช้ตัวนี้)
    ข้อดี ถ้า HDD ตัวไหนเสีย จะไม่ทำให้ Logic Drive เสียไปด้วย
    ข้อเสีย เปลือง HDD มากกว่า RAID 0+1 อีก ;-(

    RAID 5
    RAID 5 ได้นำข้อดีของ RAID แบบต่างๆ มารวมไว้ในตัวเอง คือ ราคา ประสิทธิภาพ และความสามารถในการป้องกันข้อมูลสูญหาย เพราะ RAID แบบต่างๆ จะมีข้อดีไม่ครบทั้งหมด คืออย่างมากก็ได้แค่ 2 ใน 3 อย่าง RAID 1+0 ประสิทธิภาพดี ป้องกันข้อมูลได้ แต่แพงโคตร RAID 5 ต้องการ HDD 3 ตัวในการทำงาน โดยนำเนื้อที่ของ HDD แต่ละตัวมาเก็บรวมกันเป็น 1 Logic Drive เหมือนการทำงานของ RAID 0 แล้วสร้าง Parity Bit เพื่อใช้กู้ข้อมูลของแต่ละ Drive ขึ้นมาโดยแยกออกไปเขียนใน Drive อื่นๆ เช่น Parity Bit ของ HddA จะนำไปไว้ที่ HddC ของ HddC ก็จะนำไปไว้ที่ HddB ส่วนของ HddB ก็จะนำไปไว้ที่ HddA วนกันไป 555
    ข้อดี ข้อมูลไม่หายแน่นอน เพราะมีการเก็บ Parity ไว้ใน HDD แต่ละตัว แล้วความเร็วในการอ่านข้อมูล ก็เยอะมากๆ ด้วย เนื่องจากมี HDD ถึง 3 ตัวนี่
    ข้อเสีย เขียนข้อมูลได้ช้ามากๆ เนื่องจากต้องเขียนข้อมูลแล้ว ยังต้องไปเขีนยน Parity อีก แล้วยังต้องใช้ HDD ถึง 3 ตัว ซึ่งเปลืองมาก (แต่ก็น้อยกว่า RAID 1+0) และอัตราความเร็วในการเขียนข้อมูลก็ช้ามากๆ

    การทำ RAID นั้น จะทำได้ทั้งแบบ HardWare คือใช้การ์ดทำ และใช้ SoftWare ทำเป็น RAID อ่ะ บางคนอาจสงสัยว่า มีด้วยเหรอ SoftWare RAID มีครับ แต่มันไม่ดีเท่าไหร่ แนะนำลองไปดูที่ WEB ของ Adaptech ดีกว่าครับ (ตอนนี้เครื่องผมก็ใช้ SoftWare Raid อยู่ครับ เป็น Raid0 นะ)

    อ่ะ แต่นิดๆ ก็ได้ การทำ SoftWare RAID จะทำได้โดยใช้โปรแกรม DiskManager หรืออาจจะใช้ OS ที่สนับสนุน SoftWare RAID ก็ได้ เช่น Windows2000 Server ครับ ไปล่ะ


    ตามไปดู http://www.expert2you.com/view_article.php?art_id=1032
    ตามนั้นครับ ละเอียดยิบเลย เอิ้กๆๆ

  4. #4
    OverclockZone Member Wizardmans's Avatar
    Join Date
    6 Feb 2007

    Default

    น่าจะปักหมุดเลยเนอะ เรื่อง Raid

  5. #5
    OverclockZone Member kirk's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    http://www.vmodtech.com/modules.php?...howpage&pid=17

    RAID เทคโนโลยีสูงสุดของการป้องกันความเสียหายของข้อมูลและความเร็วในฮาร์ดดิสก์


    บทความโดย : winit
    เขียนเมื่อ : 2004-12-08
    คนอ่าน : 7596
    หน้า: 1/6

    สวัสดีครับ หลายๆคนคงสงสัยกันแล้วล่ะครับว่า RAID นั้นมันเป็นอย่างไร สำคัญอย่างไร การทำงานเป็นยังงัย ตามมาเลยครับ..




    คำว่า RAID หรือ Redundant Array of Inexpensive Disks หรือการนำเอาฮาร์ดดิสก์หลายๆตัวมาเชื่อต่อกันผ่านตัว
    Controller เพื่อจุดประสงค์ในการเพิ่มความจุ หรือความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูล หลายๆคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้าน File Sever,
    Database Server หรือ Video, Image Editing คงจะรู้จักเป็นอย่างดี แต่สำหรับหลายๆคนที่ไม่ได้สัมผัสกับงานเหล่านี้
    โดยตรง อาจจะเป็นการยากเมื่อถูกถามให้อธิบายความแตกต่างระหว่างของ RAID แต่ละชนิด ไล่ตั้งแต่ RAID 0,1,2,3,4,5,6,7,
    10 และ 53 บทความนี้จะทำให้ท่านที่ไม่เคยรู้เรื่อง RAID เลยหรือรู้มาบ้างแต่ยังไม่ลึกซึ้งได้เข้าใจถึงการทำงาน, การนำไปใช้งาน
    และข้อดีข้อเสียของ RAID แต่ละชนิดกัน

    ทำไมถึงต้องมี RAID ?

    ....อย่างที่เราทราบกันดีแล้วว่ายิ่งขนาดของฮาร์ดดิสก์มีขนาดมากเท่าไหร่ ราคาของมันก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสำหรับงาน
    ที่จำเป็นต้องใช้เก็บข้อมูลจำนวนมากอย่าง File หรือ Database Server ถ้าเราเลือกใช้ฮาร์ดดิสก์ความจุมากๆเพียงตัวเดียว
    ในการเก็บข้อมูลหรือที่เรียกกันว่าเป็นการใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ SLED หรือ Single Large Expensive Disk ราคาที่เราเสีย
    ไปกับฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวนั้น อาจจะไม่คุ้มค่าเท่ากับการใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุต่ำกว่า (ซึ่งแน่นอนว่าราคาต้องถูกกว่าหลายเท่าด้วย)
    นำมาต่อเพื่อให้ทำงานร่วมกันหรือที่เรียกกันว่าเป็นการใช้ฮาร์ดดิกส์แบบ RAID ซึ่งนอกจากความคุ้มค่าในแง่ของราคาแล้ว
    ประสิทธิภาพในการทำงานแบบ RAID ยังมีมากกว่าแบบ SLED ด้วย ทั้งเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล, ความน่าเชื่อถือ
    ของข้อมูล (Reliability), การบริโภคกำลังงาน และความยืดหยุ่นในการขยาย ความจุในอนาคต (Scability) ซึ่งใน RAID แต่
    ละชนิดก็จะตอบสนองต่อคุณสมบัติเหล่านี้ได้ต่างกัน ในหัวข้อต่อๆไปจะเป็นการกล่าวถึง RAID ชนิดต่างๆว่ามีการทำงานอย่างไร
    และเหมาะกับการนำไปใช้งานด้านใดบ้าง


    RAID 0 : Striped Disk Array without Fault Tolerance



    ..RAID ชนิดแรกที่จะพูดถึงก็คือ RAID 0 หรือ Striped Disk
    Array คำว่า "Stripe" มีความหมายว่าลายยาวบนผืนผ้า ซึ่งใช้
    เปรียบเทียบการเก็บข้อมูลของ RAID 0 ลองดูรูปที่1 ประกอบ ข้อ
    มูลที่เข้ามาจะถูกแตกออกที่ RAID Controller และถูกเขียนลง
    ฮาร์ดดิสก์ที่นำมาต่อในลักษณะ "ขนาน" นี้ก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
    ในกรณีของการอ่านข้อมูลด้วย ดังนั้นจากรูปที่ 1 การอ่านและการ
    เขียนข้อมูลของ RAID 0 ที่มีการนำเอาฮาร์ดดิสก์ 3 ตัวมาต่อเชื่อม
    กันก็จะมีความเร็วเป็น 3 เท่าของการใช้ฮาร์ดดิสก์เพียงตัวเดียว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความเร็วในการอ่านและเขียนจะเพิ่มขึ้น แต่
    RAID 0 ก็ยังมีข้อเสียอยู่ตรงที่ไม่มี Full Tolerance หรือ
    กระบวนการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล ลองพิจารณา
    รูปที่ 1 ใหม่อีกครั้ง ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งมีอาการเสียเกิดขึ้น
    นั่นหมายความว่าข้อมูลทั้งหมดก็จะใช้ไม่ได้ตามไปด้วย ดังนั้น
    RAID 0 จึงเหมาะสำหรับระบบที่ไม่ใหญ่นัก และให้ความสำคัญ
    กับเรื่องความเร็วของการส่งผ่านข้อมูลจำนวนมาก และไม่ค่อยให้
    ความสำคัญของความผิดพลาดของข้อมูลมากเท่าไหร่ เพราะถ้า
    ข้อมูลเกิดผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้ทันที และสามารถทำการ
    แบ๊คอัพได้ทุกครั้งหลังทำงานเสร็จแล้ว

    RAID 1 : Disk Mirroring



    ..RAID 1 มีลักษณะโครงสร้างภายในตามชื่อของมัน ก็คือ
    จะมีฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวที่เก็บข้อมูลเหมือนกันทุกประการ
    ( 100% Data Redundancy) เราจึงถือได้ว่าฮาร์ดดิสก์
    ตัวหนึ่งเสมือนเป็น "เงา" ของอีกตัวได้ และในยามที่ข้อมูลใน
    ฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้น ข้อมูลของฮาร์ด
    ดิกส์อีกตัวก็จะถูกก๊อปปี้ทับข้อมูลที่ผิดพลาดนั้นแทน ดังนั้นระ
    บบนี้จึงถือได้ว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพในการทำการตรวจ
    จับและแก้ไขเหตุเสีย (Error Checking/Correction)lสูง
    ที่สุด เพราะข้อมูลจะเสมือนมีการแบ๊คอัพไว้ตลอดเวลา

    ...และด้วยการที่มันต้องแบ๊คอัพอยู่ตลอดเวลานี่เองที่ทำให้
    RAID 1 มีประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลช้ากว่าฮาร์ดดิกส์
    ตัวเดียวโดดๆเสียอีก อย่างไรก็ตามข้อเสียอันนี้ก็ถูกชดเชยด้วย
    ประสิทธิภาพในการอ่านที่เพิ่มมากขึ้นกว่าฮาร์ดดิกส์ตัวเดียว
    2 เท่า ทำให้เราสามารถนำ RAID 1 ไปใช้งานที่คำนึงถึงความ
    เร็วในการอ่านมากกว่าความเร็วในการเขียนข้อมูล งานประเภท
    ที่ว่าก็ได้แก่งาน Web Server หรือ FTP Server ระดับ
    กลาง หรือจะนำไปใช้กับงานที่ต้องการความแน่นอนของข้อมูล
    สูงๆเช่นงานด้านการเงิน การบัญชี งานจำพวกนี้ไม่ได้ต้องการส่ง
    ผ่านข้อมูลที่รวดเร็วเหมือนงานใน RAID 0 แต่ต้องการความ
    แน่นอนของข้อมูลมากกว่า

    มีข้อควรระวังข้อหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ RAID 1 ก็คือถ้าเราใช้
    ซอฟท์แวร์อย่าง Windows NT/2000 เป็นตัวควบคุมการ
    ทำงาน RAID 1 หรือใช้ RAID Controller ที่ไม่รองรับคุณ
    สมบัติ Mirroring แล้ว จะทำให้ไปหน่วงการทำงานของซีพีย
    ูและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างมาก ดังนั้นควร
    จะใช้ฮาร์ดแวร์ RAID Controller เป็นตัวควบคุมการทำงาน
    จะดีกว่า

  6. #6
    OverclockZone Member kirk's Avatar
    Join Date
    18 Sep 2006

    Default

    ที่มาข้อมูลอ้างอิง : QuickPC Magazine และ PHL

    เรียบเรียงบทความโดย : kirk

    บทความโดย : winit

    http://www.vmodtech.com/modules.php?...&pid=17&page=6

    ไปอ่านกันเองนะครับ มี 6 หน้า เต็มๆ

  7. #7
    OverclockZone Member
    Join Date
    4 Jun 2007

    Default

    หู้ยๆๆๆ ขอบคุนพี่ๆๆมากครับบ ^^


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •