overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  
Page 1 of 2 12 LastLast
Results 1 to 20 of 26

Thread: มีการบ้านมาถามอ่ะคับ ตอบไม่ได้ช่วยที -*-

  1. #1
    OverclockZone Member Fon589's Avatar
    Join Date
    24 Oct 2006

    Default มีการบ้านมาถามอ่ะคับ ตอบไม่ได้ช่วยที -*-

    จารย์เค้าถามผมว่า
    1) เหตุใดการส่งข้อมูลแบบ Half-Duplex จึงมีการสูญเสียมากที่สุด ?
    ผมหาใน google แล้ว ส่วนใหญ่จะบรรยายมากกว่า แต่ไม่บอกข้อดี ข้อเสียต่างๆอ่ะคับ ทั้ง full , half และ Simplex
    2) FAT , Fat 32 , NTFS 3อย่างนี้ต่างกันอย่างไร ข้อดี/เสีย แต่ล่ะอย่าง

    ขอบคุณมากคร๊าบบ เพื่อนๆ ^^"

  2. #2
    OverclockZone Member greatmazinga's Avatar
    Join Date
    15 Apr 2007
    Location
    พระราม 2 สุขสวัสดิ์ ทุ่งครุ

    Default

    ขอตอบข้อ 2 นะครับ

    MS-DOS และ Windows 95 นั้นจะมีไฟล์ซิสเต็มเป็น FAT16 ส่วน Windows 98 นั้นจะเป็น FAT32 (FAT ย่อมาจาก File Allocation Table) แต่หากเป็น Windows NT ก็จะเป็น NTFS (NTFS ย่อมาจาก NT File System)... ถ้าหากมันแยกกันอยู่แบบนี้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องงงอะไรกันมากมายครับ ต่างคนต่างใช้กันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นเมื่อตอน Windows 2000 ได้คลอดออกมาดูโลกภายนอกนี่สิครับ เพราะว่าเจ้าระบบปฏิบัติการรุ่นนี้มันดันใช้งานได้ทั้งไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT32 และ NTFS (Windows XP ล่าสุดนี่ก็เช่นกัน) พอมือใหม่ที่อยากลองของใหม่อย่าง Windows 2000 หรือ Windows XP ทำการติดตั้งแล้วเจอคำถามว่าจะ Format โดยใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหน FAT หรือ NTFS เข้าให้ ก็ต้องมานั่งคิดกันว่า แล้วอะไรมันดีกว่ากันล่ะ?!? FAT16

    เจ้า FAT16 เนี่ยเป็นไฟล์ซิสเต็มที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 หรือ 20 ปีเข้าไปแล้ว (ตั้งแต่สมัยผมอายุได้สองขวบปี) โดยความจริงแล้วเจ้า FAT16 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับไฟล์ต่างๆ บนแผ่นดิสก์เก็ต (สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ อาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าเมื่อก่อนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไม่มีฮาร์ดดิสก์นะค
    รับ คุณของแบบนี้เมื่อก่อนนั้นแพงมาก สมัยผมเรียนอยู่ประถมปลาย มีวิชาคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง บูตด้วยแผ่นดิสก์แล้วไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ครับ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้งานระบบเครือข่าย แต่ว่าดันไม่เคยรู้ตัวเลยว่านั่นเป็นระบบเครือข่าย) แล้วต่อมาก็ได้มีการปรับแต่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อที่จะให้มันใช้งานกับฮาร์ดดิสก์ได้ และยังสามารถที่จะใช้งานกับชื่อของไฟล์ที่ยาวกว่าเมื่อก่อน (เมื่อก่อนระบบ FAT16 สามารถใช้งานกับไฟล์ที่มีชื่อยาวเพียง 8.3 ตัวอักษรเท่านั้น)... ข้อดีของไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT16 ก็คือ มันสามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายได้ เช่น Windows 95, Windows 98, Windows ME, OS/2, Linux, และบางเวอร์ชันของ UNUX... แต่ว่า Windows NT ที่มีระบบไฟล์ซิสเต็มเป็น NTFS จะมองไม่เห็นครับ และในทางกลับกันระบบ FAT ก็จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น NTFS ไม่เห็นเช่นกัน... หลายคนคงอยากเถียงว่าตอนเล่นในห้องคอมพิวเตอร์ หรือที่บริษัท ก็ยังสามารถที่จะไปดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Windows NT หรือ 2000 ที่เป็น NTFS ได้เลย แถมเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ยังมาดึงข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT16 หรือ FAT32 ได้ด้วย... อันนี้ต้องทำความเข้าใจนะครับว่า ในรูปแบบของระบบเครือข่ายนั้น หากคุณไปดึงข้อมูลที่แชร์เอาไว้ในเครื่องอื่นๆ มันจะไม่สนใจหรอกครับ ว่าฮาร์ดดิสก์เครื่องนั้นมีไฟล์ซิสเต็มเป็นแบบไหน มันสนแค่ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกแชร์เอาไว้หรือไม่ และมีอยู่จริงหรือไม่ เท่านั้นเองครับ... แต่ปัญหาของ FAT16 ที่ทำให้มันต้องสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลาก็คือจำนวนสูงสุดของคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชัน (Maximum number of clusters per partition) นั้นถูกกำหนดเอาไว้ตายตัว ดังนั้นเมื่อฮาร์ดดิสก์มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น แต่ว่าจำนวนคลัสเตอร์ยังเท่าเดิม ก็หมายความว่าขนาดของคลัสเตอร์ก็จะใหญ่ขึ้นตามด้วย อย่างในกรณีของฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นจะมีคลัสเตอร์ที่ใหญ่ถึง 32KB นั่นก็หมายความว่า ต่อให้เราพิมพ์เอกสารที่มีตัวอักษรเพียง 10 ตัว แต่ขนาดของไฟล์ก็จะมีขนาดถึง 32KB ซึ่งเป็นขนาดเล็กสุดของคลัสเตอร์ทีเดียว ซึ่งแสดงว่าระบบ FAT16 นั้นใช้งานพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้อย่างสิ้นเปลืองเอามากๆ ทีเดียว... นอกจากนี้ขีดจำกัดเรื่องขนาดสูงสุดของฮาร์ดดิสก์ที่มันรองรับได้ก็เป็นข้อเสียอีกเรื
    ่องหนึ่ง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่าระบบ FAT16 นั้นแรกเริ่มเดิมทีถูกออกแบบมาเพื่อจะใช้งานกับแผ่นดิสก์ที่สมัยนั้นมีขนาดเพียง 1.44MB อย่างมาก ดังนั้นในยุคแรกๆ จึงมีปัญหาตามมาเมื่อระบบ FAT16 ใน MS-DOS ยุคแรกๆ สามารถรองรับฮาร์ดดิสก์ได้เพียง 32MB เท่านั้น!! แต่ก็ได้ถูกแก้ไขให้รองรับได้เป็น 128MB ต่อมาใน MS-DOS 4.0 และเรื่อยมาเป็น 2GB ในปัจจุบัน แต่ก็อย่างที่เห็นตอนนี้แหละนะครับ ว่าฮาร์ดดิสก์ขนาด 2GB นั้นหาซื้อไม่ได้แล้ว ขนาดผมจะไปเดินหาซื้อฮาร์ดดิสก์ขนาด 10.2GB ผมยังหาซื้อแทบไม่ได้เลย ในตลาดบ้านเราตอนนี้ผมว่า 20GB นี่ต่ำสุดแล้วครับ (และอีกไม่นานผมว่า 30GB นี่แหละ จะต่ำสุด) ดังนั้นตอนที่ไมโครซอฟต์ออก Windows 95 OSR2 ก็เลยภูมิใจเสนอ FAT32 ที่ใช้ข้อมูล 32 บิตในการอ้างอิงถึงที่อยู่ของคลัสเตอร์ (FAT16 ใช้เพียง 16 บิต) ทำให้สามารถที่จะมีจำนวนของคลัสเตอร์บนพาร์ติชันได้มากกว่า และสามารถแก้ปัญหาของ FAT16 ในบางเรื่องได้ครับ FAT32

    คุณระบบ FAT32 เนี่ย แรกเริ่มเดิมทีก็อย่างที่บอกไปเมื่อตะกี้ว่าออกมาพร้อมกับ Windows 95 OSR2 (Service Pack 2) และเป็นแค่เพียง FAT16 ที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้มีจำนวนคลัสเตอร์ต่อพาร์ติชันมากขึ้น ดังนั้นเลยมีความสามารถที่จะรองรับฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่สูงสุดได้ถึง 2TB (2000GB) ทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี มันก็แลกมากับการสูญเสียความสามารถในการใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายไปคร
    ับ... FAT16 และ FAT32 มีข้อด้อยเหมือนๆ กันอยู่เรื่อง ก็คือ มันไม่สนับสนุนการบีบอัดข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล และไม่มีฟีเจอร์ในเรื่องของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการกำหนดสิทธิ์ในการเข้
    าถึงข้อมูลครับ NTFS

    NTFS หรือ NT File System นั้นชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าน่าจะเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการ Windows NT แน่นอน เจ้า NTFS เนี่ยแตกต่างจาก FAT โดยสิ้นเชิงครับ มันมีทั้งความสามารถในการบีบอัดข้อมูลแบบไฟล์ต่อไฟล์ มีความสามารถในการกำหนดโควต้าการใช้งานพื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ มีความสามารถในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน และยังมีความสามารถในการเข้ารหัสข้อมูลได้ด้วย ทว่าข้อเสียของ NTFS ในยุคของ Windows NT ก็คือมันไม่สามารถมองเห็นฮาร์ดดิสก์ที่เป็นไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ได้นั่นเอง และนั่นก็ทำให้มันไม่สามารถที่บูตด้วยแผ่นดิสก์แบบปกติได้ (เพราะว่าการบูตด้วยแผ่นดิสก์จะมองฮาร์ดดิสก์ที่เป็น FAT เห็นเท่านั้น แต่ปัญหาเรื่องของฮาร์ดดิสก์แบบ NTFS มองฮาร์ดดิสก์แบบ FAT ไม่เห็นได้หมดไปกับการปรากฏตัวของ Windows 2000 และ Windows XP ที่มีความสามารถในการสนับสนุนไฟล์ซิสเต็มทั้งแบบ FAT และ NTFS ทำให้ระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และ Windows XP สามารถที่จะมองฮาร์ดดิสก์ทั้งแบบ NTFS และ FAT เห็นหมดเลย เฮ... นอกจากนี้ คุณอาจจะเลือกที่จะติดตั้ง Windows 2000 หรือ Windows XP บนไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน (Convert) มาเป็น NTFS ทีหลังก็ได้ด้วยคำสั่ง convert /fs:ntfs ที่ Command Prompt ครับ เพียงแต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเปลี่ยนมาใช้ NTFS แล้วจะเปลี่ยนกลับไปใช้ FAT ไม่ได้แล้วนะครับ แล้วผมควรจะใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบไหนดี?!?

    ถ้าจะให้ฟันธงไปเลย ผมอยากบอกว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นดีกว่าแบบ FAT มากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณต้องการที่จะเก็บรักษาข้อมูลของคุณเอาไว้เป็นความลับ ดังนั้นหากเป็นไปได้แล้ว คุณควรจะเลือกใช้ไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS มากกว่าครับ อย่าไปหลงเชื่อใครว่าไฟล์ซิสเต็มแบบ NTFS นั้นไม่สามารถเล่นเกมได้ หรือเล่นได้แต่ก็ไม่ดีเท่า FAT นะครับ ไม่เกี่ยวกันเลยแม้แต่น้อยครับ มันอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ และระบบปฏิบัติการที่คุณติดตั้งมากกว่า... กรณีเดียวที่คุณควรจะใช้งานไฟล์ซิสเต็มแบบ FAT ก็คือในกรณีที่คุณติดตั้งระบบปฏิบัติการมากกว่าสองระบบ เช่น Windows 98 หรือ Windows ME ควบคู่กับ Windows 2000 (หวังว่าคงไม่มีใครจะโชว์พาวเวอร์ด้วยการติดตั้ง Windows 2000 ร่วมกับ Windows XP นะครับ ผมว่ามันสิ้นเปลืองฮาร์ดดิสก์โดยเปล่าประโยชน์จริงๆ)

    CREADIT: zealkung

    เอามาจากอันนี้อ่า http://www.ipbsecret.com/webboard/in...?showtopic=753

  3. #3
    OverclockZone Member -=][Lord_Boy][=-'s Avatar
    Join Date
    15 May 2008

    Default

    เอาซะยาวเลย เหอๆ

  4. #4
    OverclockZone Member papababa's Avatar
    Join Date
    1 Aug 2007

    Default

    เคยอ่านหนังสือมาแต่ลืมหมดแล้วอะ อิอิอิ

    จำได้ว่าไอ้ Plexๆ พวกนี้มันคือ กระบวนการส่งข้อมูลใช่มะครับ
    Sim เป็นการส่งอย่างเดียว
    ครึ่ง เป็นการส่ง-รับ แต่ได้แค่เส้นทางเดียว
    เต็ม ก็คือการรับส่งได้พร้อมกัน

    เรื่องการสูญเสียข้อมูลเป็นเรื่องของสื่อตัวนำมากกว่าครับ กระบวนการสื่อสารไม่เกี่ยวหรอกมั้ง
    ดังนั้นเรื่องที่จะเสียก็คือ เวลาไงละครับ
    ซิม มันส่งอย่างเดียว ไม่มีเวลาสูญเปล่าอยู่แล้ว
    เต็ม มันส่ง-รับได้ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่เสีย
    ครึ่ง เสียสิครับ มันต้องมีการรอข้อมูลของอีกฝ่ายถึงจะทำการตอบโต้ได้ ทำให้เกิดการเสียเวลาเปล่าๆขึ้นมา

    ข้อดี-เสีย
    ซิม ดีตรง กระจายข้อมูลง่ายและกว้างแบบ วิทยุโทรทัศน์ ไง เสียก็ มันตอบโต้ไม่ได้
    ครึ่ง น่าจะเป็นเรื่องการควบคุมเส้นทางของข้อมูลครับ เพราะบังคับให้มีการส่งข้อมูลในทิศเดียว จึงไม่มีการชนกันของข้อมูล เสียก็เหมือนข้างบน เสียเวลา ตอบโต้ทันทีไม่ได้
    เต็ม ก็เรื่องการชนกันของข้อมูล การควบคุมเส้นทางสื่อสารยุ่งกว่า ดีก็คือ ตอบโต้ได้พร้อมกัน

    เอ๊ะ ถูกไหมนะ เบลอๆ กรั่กๆๆ รอท่านอื่นดีกว่าอย่าเชื่อผม ผมเมา อิอิอิ

  5. #5
    OverclockZone Member
    Join Date
    8 Feb 2007

    Default

    fat(16)
    ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 32 k
    ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 2 g
    จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่เกิน 1000
    จำนวนไฟล์ใน root ไม่เกิน 512
    จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 8

    fat32
    ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 64k
    ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 4 g
    จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่จำกัด
    จำนวนไฟล์ใน root ไม่จำกัด
    จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 255

    ntfs
    ขนาดคลัสเตอร์ ไม่เกิน 64 k
    ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 16Tb
    จำนวนไฟล์ในโฟลเดอร์ ไม่จำกัด
    จำนวนไฟล์ใน root ไมจำกัด
    จำนวนตัวอักษรในชื่อไฟล์ไม่เกิน 255
    +เข้ารหัสข้อมูลได้
    +บีบอัดข้อมูลได้
    +กำหนดสิทธิการใช้งานได้

    อ้างอิง chip magazine เดือน พฤษภาคม 2551 หน้า26-27 เรื่อง exFAT ระบบไฟล์แห่งอนาคต

    เพิ่มเติม ขนาด cluster เล็กสุดของ fat จะใหญ่กว่าของ fat 32 ทำให้ fat32 เวลาจัดเก็บไฟล์แล้วจะมีพื้นที่สูญเสียน้อยลง (ของntfs กะfat32 จะเท่ากันรึไงนี่แหละจำไม่ได้)

    ้half duplex จำไม่ได้ ไม่แน่ใจคำถามด้วย ถาม loss เหรอ
    Last edited by cdap; 15 Jun 2008 at 22:33:54.

  6. #6
    OverclockZone Member raiden909's Avatar
    Join Date
    29 Jul 2007

    Default

    สุดยอดน้ำใจ

  7. #7
    OverclockZone Member Zepherous's Avatar
    Join Date
    18 Jan 2007
    Location
    ลพบุรีเมืองลิง

    Default

    หามาจากที่อื่น

    Half-duplex data transmission means that data can be transmitted in both directions on a signal carrier, but not at the same time. For example, on a local area network using a technology that has half-duplex transmission, one workstation can send data on the line and then immediately receive data on the line from the same direction in which data was just transmitted. Like full-duplex transmission, half-duplex transmission implies a bidirectional line (one that can carry data in both directions).

    ประมาณว่า เป็นการใช้สายสัญญาณเพียงชุดเดียว ส่งข้อมูลได้ทั้งไปและกลับ แต่ได้ไม่พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน

    Full-duplex data transmission means that data can be transmitted in both directions on a signal carrier at the same time. For example, on a local area network with a technology that has full-duplex transmission, one workstation can be sending data on the line while another workstation is receiving data. Full-duplex transmission necessarily implies a bidirectional line (one that can move data in both directions).

    ประมาณว่า เป็นการใช้สายสัญญาณเพียงชุดเดียว ส่งข้อมูลได้ทั้งไปและกลับ แต่คราวนี้ได้พร้อมๆกัน ในเวลาเดียวกัน

  8. #8
    OverclockZone Member Fon589's Avatar
    Join Date
    24 Oct 2006

    Default

    Quote Originally Posted by cdap View Post
    half duplex จำไม่ได้ ไม่แน่ใจคำถามถ้วย ถาม loss เหรอ
    ช่ายคับ ถามข้อเสียของมันว่ามีข้อเสียอะไรอ่ะคับ

  9. #9
    OverclockZone Member TeenTeen's Avatar
    Join Date
    12 Oct 2007
    Location
    rkh

    Default

    โอ้ววว ยาวได้ จัย ^^

  10. #10
    OverclockZone Member miixer's Avatar
    Join Date
    26 Nov 2007
    Location
    IFDS-UK

    Default

    Simple = วิทยุ, โทรทัศน์
    Half = วิทยุสื่อสาร แบบ วอ 1, วอ 2
    Full = โทรศัพท์

    ข้อเสียของ Half duplex ก็ประมาณว่า อีกฝ่ายต้องรอให้ฝ่ายแรกส่งข้อมูลเสร็จก่อน ถึงจะทำการต่อกลับได้ประมาณนี้อ่ะครับ คือต้องรอกัน

  11. #11
    OverclockZone Member asphere's Avatar
    Join Date
    25 Aug 2007

    Default

    Quote Originally Posted by Fon589 View Post
    ช่ายคับ ถามข้อเสียของมันว่ามีข้อเสียอะไรอ่ะคับ
    ข้อเสียคือสมมุติสายสัญญาณเราสามารถรองรับ BW ค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากมันส่งหรือรับได้แค่อย่างเดียว ณ. เวลาหนึ่งๆ ทำให้บ้างที่ผมอาจจะส่ง/รับไม่เต็ม BW จึงทำให้เกิดการ loss ครับ เพราะ Utilization สำหรับการใช้ BW ไม่ 100% เช่นผมอาจจะส่งหรือรับแค่เพียง 10% ของ BW ทำให้ผมสูญเสียอีก 90% เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย

  12. #12
    OverclockZone Member
    Join Date
    8 Feb 2007

    Default

    ถ้าถามข้อเสีย half duplex
    ก็ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับ full duplex
    ถ้าถาม loss ก็น่าจะเป็นเรื่อง การชนกันของข้อมูล(รึเปล่าเดาเอา)
    rep ข้างบนมีข้อมูลเพียบสรุปเอาเองละกัน

  13. #13
    OverclockZone Member papababa's Avatar
    Join Date
    1 Aug 2007

    Default

    ตามที่คุณ asphere ว่ามันก็เป็นอีกข้อหนึ่งเลยครับ

  14. #14
    OverclockZone Member Fon589's Avatar
    Join Date
    24 Oct 2006

    Default

    ขอบคุณมากๆคร๊าบบ เพื่อนๆ
    สรุปคือ เป็นการส่งข้อมูลทางเดียว อีกฝ่ายรับ อีกฝ่ายส่ง ซึ่งไม่สามารถพูดคุยพร้อมกันได้เหมือนโทรศัพท์ เช่น วอตำรวจ

    แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า loss ที่ว่าทำไมการส่งแบบ half ถึงเป็นการส่งที่มีการสูญเสียมากที่สุด ยกตัวอย่างให้ทีอ่ะคับ - -"

  15. #15
    OverclockZone Member papababa's Avatar
    Join Date
    1 Aug 2007

    Talking

    Quote Originally Posted by Fon589 View Post
    ขอบคุณมากๆคร๊าบบ เพื่อนๆ
    สรุปคือ เป็นการส่งข้อมูลทางเดียว อีกฝ่ายรับ อีกฝ่ายส่ง ซึ่งไม่สามารถพูดคุยพร้อมกันได้เหมือนโทรศัพท์ เช่น วอตำรวจ

    แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า loss ที่ว่าทำไมการส่งแบบ half ถึงเป็นการส่งที่มีการสูญเสียมากที่สุด ยกตัวอย่างให้ทีอ่ะคับ - -"
    ตามที่คุณ asphere ว่ามา ข้อนึงคือมันทำให้เกิดการสูญเสียแบนวิธไปเปล่าๆครับ
    เช่นเรามีสายที่รองรับการส่งข้อมูลได้ 100หน่วย
    แล้วทำการสื่อสารด้วยวิธีแบบ Half
    แล้วส่งข้อมูลไปได้ 50 หน่วยทั้งๆที่สายมันส่งได้ 100
    ตรงนี้คือเสียไปแล้วเปล่าๆ 50
    ถ้าเป็นแบบ Full อีกฝ่ายก็ส่งมาได้ด้วยทำให้ แบนวิธของสายสัญญาณที่เหลือตรงนี้ไม่สูญเปล่าหรือสูญเปล่าน้อยลง

    ผมอธิบายถูกป่าวครับ คุณ asphere

  16. #16
    OverclockZone Member asphere's Avatar
    Join Date
    25 Aug 2007

    Default

    Quote Originally Posted by papababa View Post
    ตามที่คุณ asphere ว่ามา ข้อนึงคือมันทำให้เกิดการสูญเสียแบนวิธไปเปล่าๆครับ
    เช่นเรามีสายที่รองรับการส่งข้อมูลได้ 100หน่วย
    แล้วทำการสื่อสารด้วยวิธีแบบ Half
    แล้วส่งข้อมูลไปได้ 50 หน่วยทั้งๆที่สายมันส่งได้ 100
    ตรงนี้คือเสียไปแล้วเปล่าๆ 50
    ถ้าเป็นแบบ Full อีกฝ่ายก็ส่งมาได้ด้วยทำให้ แบนวิธของสายสัญญาณที่เหลือตรงนี้ไม่สูญเปล่าหรือสูญเปล่าน้อยลง

    ผมอธิบายถูกป่าวครับ คุณ asphere
    เหอๆ ถูกต้องนะครับ ผมก็อธิบายไม่ค่อยเก่ง

  17. #17
    OverclockZone Member Fon589's Avatar
    Join Date
    24 Oct 2006

    Default

    โอวว ขอบคุณทุกๆท่านมากเลยนะครับ
    จะได้เขียนส่งอาจารย์และ การบ้านวิชา network ชิ้นแรก อิอิ

  18. #18
    OverclockZone Member Ontjung's Avatar
    Join Date
    11 Jun 2007

    Default

    ข้อ 1)สงสัยจารย์หลอกถามนำ ...half duplex นี่สูญเสียมากที่สุดแน่เหรอ

  19. #19
    OverclockZone Member
    Join Date
    4 Feb 2007

    Default

    เอ่อ จิงๆแล้ว half duplex นี่สามารถรับ-ส่งไปพร้อมๆกันได้ และเกิดการสูญเสียมากจริงๆนะครับ ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัด โทรศัพท์ในปัจจุบันนี้ก็เป็น half duplex แต่เราสามารถได้ยินสียงโต้ตอบ และพูดโต้ตอบออกไปได้ในเวลาเดียวกัน โดยใช้เทคนิคในการแบ่งระยะเวลาการส่งข้อมูล

    เช่น

    นาย ก. ____----____----____----____----____ นาย ข.
    นาย ข. ----____----____----____----____---- นาย ก.

    จากแผนภูมิสุดมั่ว ถ้าสมมุดให้ ---- เป็นช่วงเวลาที่อนุญาติให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ เราจะสามารถให้ ทั้งสองฝั่งนั้นส่งข้อมูลไป - มา ได้อย่างไม่มีปัญหา

    ข้อมูลไม่ชนกัน แต่จะเกิดการ loss ขึ้นแน่นอน เพราะการ sampling ข้อมูลออกมาเพื่อส่งด้วยความถี่สูง ทำให้ข้อมูลถูกตัดออกไปครึ่งนึงของข้อมูลจริง แต่ถ้าใช้กับการโทรศัพท์แล้ว ก็ยังถือว่าข้อมูล (data) ที่ได้นั้นยังเพียงพอ และมีคุณภาพที่จะสื่อสารกันอยู่ครับ
    เพราะฉะนั้นอัตราการ loss ก็อยู่ที่ครึ่งนึงของทั้งหมด

    ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดก็ข้ออภัยด้วยครับ

  20. #20
    OverclockZone Member
    Join Date
    4 Feb 2007

    Default

    เพิ่มเติมนะครับ

    การยกตัวอย่างการใช้งาน ว. ทั่วไป แสดงถึงคอนเซปของ half duplex ให้เข้าใจง่ายๆ คือเมื่อเรามี channal อยู่ 1 channal การจะสื่อสารออกไป ก็ต้องรอให้ channal ว่าง แล้วจึงส่งข้อมูลออกไปได้ คนแรกพูดจบ ส่งสัญญาณให้คนที่สองพูดโต้ตอบ กลับไปกลับมาอย่างนี้ นี่ก็เป็นแนวคิดหลักๆของ half duplex นะครับ

    full duplex นั้นเป็นอีกวิธีทางนึงที่เพิ่มความสะดวกขึ้น โดยสามารถสื่อสารโต้ตอบไป-มา ได้โดยไม่ต้องรอ แต่ข้อเสียของ full duplex ก็คือ channal ที่ต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือต้องใช้ channal เป็น 2 เท่าของ half duplex เลยทีเดียวเชียว

    กลับมาที่ half duplex เราจะสามารถพัฒนาเทคนิคอะไรขึ้นมาใช้กับ half duplex ได้บ้าง ถ้าเราต้องการสื่อสารไป-มา ได้ในเวลาเดียวกันเหมือน full duplex โดยไม่ต้องเพิ่ม channal ขึ้นมา

    ยกตัวอย่าง คนสองคน ต้องการพูดคำว่า HELLO กับ LOVEU

    เราลองมาซูมข้อมูลดูนะครับ
    HELLO : HHHHHHEEEEEELLLLLLLLLLLLOOOOOO
    LOVEU : LLLLLLOOOOOOVVVVVVEEEEEEUUUUUU

    ที่นี้เกิดทั้งสองคนอุตริพูดพร้อมกัน (ผ่านโทรศัพท์)

    A พูด HHHHHHEEEEEELLLLLLLLLLLLOOOOOO B ฟัง
    B พูด LLLLLLOOOOOOVVVVVVEEEEEEUUUUUU A ฟัง

    ให้ตัวหนังสือสีแดง คือข้อมูลที่ถูก sampling แล้วส่งออกไปจริงผ่าน channal นะครับ เราจะเห็นว่า ข้อมูลถูกส่งออกไปได้โดยไม่ชนกัน ส่วนตัวหนังสือสีดำ คือถูกตัดทิ้งไประหว่างกระบวนการ sampling จึงไม่ได้ถูกส่งไปบน channal ทำให้ channal ว่าง และสามารถให้อีกฝ่ายส่งข้อมุลกลับมาบน channal เดียวกันได้โดยไม่มีปัญหา

    ต่อไปเรามาดูว่าทั้ง A และ B หลังจากอุตริพูดพร้อมกัน แล้วจะฟังข้อความที่ได้มาเป็นอย่างไร

    A : L L L O O O V V V V U U U U ====> LOVEU
    B : H H H E E E L L L O O O ====> HELLO

    จะเห็นได้ว่าสมองของเราเมื่อรับข้อมูลมาก็สามารถปะติดปะต่อกลับมาได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเราดูจิงๆแล้ว ข้อมูลที่ส่งมาถึงเรานั้นหายไปถึงครึ่งนึงเลยที่เดียว และผมคิดนี่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ อ. ของน้องถามมาครับ

    เหมือนเดิมครับ ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

Page 1 of 2 12 LastLast

Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •