overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  
Results 1 to 16 of 16

Thread: AMD ขาดทุน อีกแล้วครับ

  1. #1
    Banned
    Join Date
    1 May 2008
    Location
    ห้างซีคอน สแควร์ ย่านศรีนครินทร์

    Default AMD ขาดทุน อีกแล้วครับ

    เอเอ็มดีจบธุรกิจแฮนด์เฮลด์-DTV ขาดทุนสุทธิ1.2พันล้านดอลล์

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2551 09:23 น.


    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    แฟ้มภาพแผ่นเวเฟอร์สำหรับผลิตชิปของเอเอ็มดี ล่าสุดเอเอ็มดีตัดสินใจยุติธุรกิจแฮนด์เฮลด์และ DTV เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เอเอ็มดีขาดทุนถึง 920 ล้านดอลลาร์

    "เอเอ็มดี"เผยผลประกอบการไตรมาส 2 มีรายได้ทังหมด 1.34 พันล้านเหรียญ ลดลง 7% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว คาดไตรมาส 3 รายได้จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี

    แม้เอเอ็มดีจะรายงานรายได้ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2008 ไว้ที่ 1.349 พันล้านดอลลาร์ แต่กลับประกาศตัวเลขขาดทุนสุทธิถึง 1.189 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.96 ดอลลาร์ต่อหุ้น เนื่องจากเอเอ็มดีตัดสินใจยุติธุรกิจแฮนด์เฮลด์และ DTV และจัดให้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ยุติสายพานผลิต (Discontinued Operations) ในรายงานทางบัญชี ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เอเอ็มดีขาดทุนถึง 920 ล้านดอลาร์หรือ 1.52 ดอลลาร์ต่อหุ้น

    รายได้ 1.349 พันล้านดอลลาร์ที่เอเอ็มดีทำได้ในไตรมาส 2 ปี 2008 ถือว่าลดลงจากไตรมาสแรกของปีที่สามารถทำรายได้จากการดำเนินงาน 1.456 พันล้านดอลลาร์ แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2007 ที่ทำรายได้จากการดำเนินงาน 1.309 พันล้านดอลลาร์

    โรเบิร์ต เจ ริเว็ต ประธานฝ่ายการเงิน บริษัทเอเอ็มดี กล่าวว่า แม้จะไม่สามารถบรรลุเป้าที่ตั้งไว้ในไตรมาสนี้ได้ แต่การเปิดรับของลูกค้ากลับมีมากขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งไมโครโปรเซสเซอร์ กราฟิก และแพลตฟอร์ม

    "สิ่งที่เห็นคือกระแสความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในระดับมหาภาค เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าที่ตั้งไว้สำหรับครึ่งหลังของปี 2008 ได้ โดยประเมินจากปริมาณความต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ ความแตกต่างของโซลูชัน และการออกแบบที่มุ่งลดระดับจุดคุ้มทุน"

    ตลอดเดือนเมษายนถึงมิถุนายน สัดส่วนกำไรของเอเอ็มดีอยู่ที่ 52% แต่หากไม่รวมมูลค่าที่ได้จากการขายอุปกรณ์การผลิตบนเทคโนโลยี 200 มิลลิเมตร กำไรของเอเอ็มดีจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 37% ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีนี้ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 41% และในไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมาที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 34%

    สำหรับไตรมาส 3 (กรกฎาคมถึงกันยายน) นั้นเอเอ็มดีไม่เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ที่แน่นอน ระบุเพียงว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาล ซึ่งผลประกอบการในไตรมาส 3 ของทุกปีมักจะดีกว่าไตรมาส 2 อยู่แล้ว

  2. #2
    OverclockZone Xtreme News _d's Avatar
    Join Date
    12 Nov 2006

    Default

    ขายการ์ดกินอย่างเดียวก็กำไรอื้อแล้วมั้ง

  3. #3
    OverclockZone Member BaKerStreet's Avatar
    Join Date
    31 Aug 2007
    Location
    Nonthaburi

    Default

    หึหึหึ

  4. #4
    OverclockZone Member NoBodyKnows's Avatar
    Join Date
    14 May 2008

    Default

    ถ้ามีเงินนี้หุ้นAMDน่าซื้อมากเพราะช่วงที่พีคๆราคาหุ้นมันขึ้นนรกมากเลย แล้วยิ่งเวลานี้การ์ดจอซีรีย์4xxx
    มันขายได้ ถ้าเกิดรุ่นต่อไปของCPUจับผลัดจับผูลขายดีขึ้นมาซะงั้นนี้ตอนเทขายนี้รวยเละเทะเลยนะ
    ปล.หุ้นอินเทลจริงๆก็น่าซื้อแต่ว่าราคามันแพงและบางทีแค่บางรุ่นแป๊คขึ้นมาขาดทุนเละเทะทันที
    แต่AMDราคาต่อหน่วยมันน้อยอยู่แล้วถึงหุ้นตกก็ยังไม่แย่เท่าไรแต่ถ้าขึ้นๆมากำไรแบบไม่ต้องคิด

  5. #5
    OverclockZone Member jarzabrike's Avatar
    Join Date
    23 Sep 2006
    Location
    อาร์ดา (Arda)

    Default

    เห็นขาดทุนต่อเนื่องมาพักใหญ่ๆแหละ

  6. #6
    OverclockZone Member pann's Avatar
    Join Date
    8 Jan 2007
    Location
    Sunset.

    Default

    เยี่ยม...ดีมาก รู้จัก Cut & stop Lose ในตัวที่เป็นปัญหาและทำให้สูญเสียรายได้

    นี่มองในแง่ดีเลยนะ อิอิ ยอดหนี้จากไอ้โครงการนี้ ก็สามารถหักกลบไปได้ด้วยยอดขายของไตรมาส 2 ของปีนี้

    เพียงไตรมาสเดียว และยุติโครงการไปเลย แสดงว่าไม่ต้องคอยสนับสนุนเงินวิจัยเข้าไปอีก เพราะอาจจะไปสมทบและทำให้ขาดทุนเพิ่ม

    แล้วถ้าไอ้ที่ว่า ไตรมาส 3 ของทุกปีรายได้มักเพิ่มมากกว่า 2 ของทุกปี ก็แสดงว่ารับเต็มๆ

    ไม่ต้องห่วงตัวแดงของโครงการนี้ไปโผล่ในรายงานทางบัญชีอีก

    แล้วไตรมาส 2 ของปีนี้ก็มียอดเพิ่มจาก ไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว

    แสดงว่ายอดไตรมาส 3 ปีนี้ก็ต้องดีกว่าปีที่แล้ว เพราะปีนี้มีทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่แพตฟอร์มใหม่ออกขาย

    ไตรมาสที่แล้วไม่มีอะไร เลยนั่งหั่นราคาอย่างเดียว

    งั้นฟันธงเลย ถยอยเก็บหุ้นได้แล้วจ้าา

    เล่นหุ้นแบบฝ่ามืออรหันต์

    ซื้อหุ้นตกที่ปลายนิ้วก้อย ทยอยขายที่ปลายนิ้วนาง

    เมื่อขึ้นสูงถึงนิ้วกลาง ให้เทขายแล้ววางมือ

    ซื้อกลับเมื่อหุ้นตกที่นิ้วชี้ เห็นว่าดีถือเก็บที่หัวแม่มือ

    ถือต่อเพื่อรอบใหม่ จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ อิอิ

  7. #7
    OverclockZone Member kgb99's Avatar
    Join Date
    17 Jul 2007
    Location
    พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ

    Default

    รับทราบ

  8. #8
    OverclockZone Member K8's Avatar
    Join Date
    2 Nov 2006
    Location
    คุกมืดใต้โรงงานAMD

    Default

    น่าสนใจ

  9. #9
    OverclockZone Member dy009's Avatar
    Join Date
    19 Jun 2007

    Default

    วู้ววววววววววววววววว มีแต่คนวิเคราะห์ดีๆ ครับ น่าสนๆ

  10. #10
    OverclockZone Member Zepia's Avatar
    Join Date
    26 Oct 2006
    Location
    Alternate Reality

    Default

    Quote Originally Posted by pann View Post
    เล่นหุ้นแบบฝ่ามืออรหันต์

    ซื้อหุ้นตกที่ปลายนิ้วก้อย ทยอยขายที่ปลายนิ้วนาง

    เมื่อขึ้นสูงถึงนิ้วกลาง ให้เทขายแล้ววางมือ

    ซื้อกลับเมื่อหุ้นตกที่นิ้วชี้ เห็นว่าดีถือเก็บที่หัวแม่มือ

    ถือต่อเพื่อรอบใหม่ จะได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ อิอิ

    แหล่มครับ อิอิ

  11. #11

    Default

    นี่เอามาจากเว็บ JIB ครับ แต่ JIB ไม่ได้แจ้งที่มาของข่าวหรือให้เครดิตกับผู้เสนอข่าวเลย ไม่น่าทำเลย

    ว่ามาว่า AMD เปลี่ยน ผู้บริหารใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นลูกหม้อ AMD แล้วแบบนี้แนวโน้มการทำตลาดจะเป็นอย่างไรต้องมาติดตามดูกันต่อไป เพราะคนใหม่นี้เป็นถึง วิศวกรผู้ออกแบบชิปเลยทีเดียว น่าจะมีความเฉลียวในการทำตลาดด้านพัฒนาเทคโนโลยีดีกว่าคนเก่าอยู่หรอกนะ แต่ก็ต้องตามดูกัน เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของค่ายเขียวก็ได้



    หลังจากประสบภาวะขาดทุนมาถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน ค่ายผู้ผลิตชิปประมวลผลเบอร์สองของโลกอย่างแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) ก็มีอันต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ว่าใหญ่ในคราวนี้ ก็หมายถึงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารโดยปรับนายเฮกเตอร์ รูอิซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้นายเดิร์ก เมเยอร์ ดาวรุ่งในองค์กรคนใหม่เข้ามากุมบังเหียนแทน


    โดยนายเมเยอร์ ซึ่งต้องถือเป็นลูกหม้อเดิมของเอเอ็มดีที่ร่วมงานมาตั้งแต่ปี 2538 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชิป ผลงานที่โดดเด่นคือ รับผิดชอบการออกแบบชิปในตระกูลแอธลอน และมาในปี 2549 จนถึงล่าสุดเข้ามาช่วยนายรูอิซในการบริหารบริษัทในฐานะประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอเอ็มดี


    แม้นายเมเยอร์จะได้รับการวางตัวให้เป็นทายาทรับไม้ต่อในการกุมบังเหียนของเอเอ็มดีต่อจากนายรูอิซก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารแบบฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมาก็สร้างประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และคนในอุตสาหกรรมไอทีไม่น้อย


    ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทำให้เอเอ็มดีต้องเร่งเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ด้วยมีสถานะทางการเงินของบริษัทเป็นเดิมพัน เพราะแม้ว่าตั้งแต่ที่นายรูอิซเข้ามาบริหารในเอเอ็มดี และส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญกับยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมอย่างอินเทลและดึงส่วนแบ่งตลาดมาได้นับตั้งแต่ปี 2546 โดยเฉพาะการทำตลาดชิปออพเตอรอนที่มีจุดเด่นด้านกำลังในการประมวลผลที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์เพนเที่ยมของอินเทล กระทั่งทำให้เอเอ็มดีแทรกตัวเข้าไปถึงลูกค้าเดิมของอินเทลได้ ทั้งฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) และเดลล์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่อินเทลประสบปัญหาการออกแบบชิปและเลื่อนทำตลาดชิปรุ่นต่อมาออกไป


    กระนั้น แต้มต่อของเอเอ็มดีก็อยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น นายรูอิซต้องพบกับปัญหาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไม่ตรงตามเป้าที่วางไว้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของเอเอ็มดีหายไป เช่น ปี 2550 ที่ผ่านมา ชิปโค้ดเนมบาร์เซโลนาสำหรับเครื่องแม่ข่าย ซึ่งระบุว่ามีหน่วยประมวลผลอยู่ในแผ่นซิลิคอนเดียวกัน 4 ตัว หรือควอดคอร์ เหนือกว่าชิปของอินเทลทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานและราคา ต้องทำตลาดล่าช้าออกไปเพราะพบช่วงโหว่ด้านการออกแบบชิป


    แม้ในปีนี้บริษัทจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังถือว่าไม่พ้นภาวะขาดทุนอยู่ดี จากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เอเอ็มดีมียอดขาดทุนถึง 1,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่ายอดขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยอดขาดทุน ในที่นี้รวมถึงยอดขาดทุนราว 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทเอทีไอ เทคโนโลยีส์ฯ ผู้ผลิตชิปกราฟิก ที่เอเอ็มดีซื้อธุรกิจมาเพื่อพัฒนาชิปสำหรับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและดิจิตอล ทีวี ในปี 2549


    หากแต่เอเอ็มดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังน้อยกว่าที่นักลงทุนในวอลล์ สตรีตคาดไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 1,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


    เอเอ็มดีภายใต้การบริหารของนายเมเยอร์ จึงยังมีภารกิจท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะการกู้คืนส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาพร้อมกับการเร่งออกผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นธงนำสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ และเครื่องแม่ข่ายทั้งที่มีหนึ่ง และสองหน่วยประมวลผลในซิลิคอนเดียว เพื่อให้สามารถดึงเอเอ็มดีกลับมาทำกำไร แข่งกับอินเทลได้อีกครั้งหนึ่ง


    ส่วนนายรูอิซ จะปรับบทบาทเป็นประธานกรรมการบริษัท มีหน้าที่สำคัญคือ วางยุทธศาสตร์ให้กับเอเอ็มดีในการปรับลดค่าใช้จ่ายให้กับฝ่ายผลิตเสริมความคล่องตัวในการแข่งขัน และอีกบทบาทหนึ่งคือ สานต่อการยื่นฟ้องอินเทลในข้อหาผูกขาดตลาดทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศต่อไป โดยเอเอ็มดีเริ่มยื่นฟ้องอินเทลเมื่อปี 2549 ด้วยข้อหาว่า ผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกใช้ความได้เปรียบในฐานะผู้นำตลาดเสนอส่วนลดให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องแม่ข่ายอย่างไม่เป็นธรรม ปิดทางการทำตลาดของคู่แข่งซึ่งหมายถึงเอเอ็มดีโดยตรง
    Last edited by oil_metal; 25 Jul 2008 at 15:58:13.

  12. #12
    tanapon000's Avatar
    Join Date
    6 Feb 2008
    Location
    chiang mai

    Default

    ถ้าฟ้องสำเร็จ ราคาหุ่นAMD คงสูงแบบ ฟ้ากับเหว

  13. #13
    OverclockZone Member Drunk's Avatar
    Join Date
    8 Dec 2006
    Location
    นครสวรรค์

    Default

    อยากซื้อหุ้น AMD จังเลย ตอนนี้หุ้นกำลังตก อิอิอิ

  14. #14
    OverclockZone Member
    Join Date
    29 Dec 2007

    Default

    Quote Originally Posted by oil_metal View Post
    นี่เอามาจากเว็บ JIB ครับ แต่ JIB ไม่ได้แจ้งที่มาของข่าวหรือให้เครดิตกับผู้เสนอข่าวเลย ไม่น่าทำเลย

    ว่ามาว่า AMD เปลี่ยน ผู้บริหารใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นลูกหม้อ AMD แล้วแบบนี้แนวโน้มการทำตลาดจะเป็นอย่างไรต้องมาติดตามดูกันต่อไป เพราะคนใหม่นี้เป็นถึง วิศวกรผู้ออกแบบชิปเลยทีเดียว น่าจะมีความเฉลียวในการทำตลาดด้านพัฒนาเทคโนโลยีดีกว่าคนเก่าอยู่หรอกนะ แต่ก็ต้องตามดูกัน เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของค่ายเขียวก็ได้



    หลังจากประสบภาวะขาดทุนมาถึง 7 ไตรมาสติดต่อกัน ค่ายผู้ผลิตชิปประมวลผลเบอร์สองของโลกอย่างแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (เอเอ็มดี) ก็มีอันต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ว่าใหญ่ในคราวนี้ ก็หมายถึงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารโดยปรับนายเฮกเตอร์ รูอิซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้นายเดิร์ก เมเยอร์ ดาวรุ่งในองค์กรคนใหม่เข้ามากุมบังเหียนแทน


    โดยนายเมเยอร์ ซึ่งต้องถือเป็นลูกหม้อเดิมของเอเอ็มดีที่ร่วมงานมาตั้งแต่ปี 2538 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชิป ผลงานที่โดดเด่นคือ รับผิดชอบการออกแบบชิปในตระกูลแอธลอน และมาในปี 2549 จนถึงล่าสุดเข้ามาช่วยนายรูอิซในการบริหารบริษัทในฐานะประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอเอ็มดี


    แม้นายเมเยอร์จะได้รับการวางตัวให้เป็นทายาทรับไม้ต่อในการกุมบังเหียนของเอเอ็มดีต่อจากนายรูอิซก็ตาม แต่การปรับเปลี่ยนผู้บริหารแบบฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมาก็สร้างประหลาดใจให้กับนักวิเคราะห์และคนในอุตสาหกรรมไอทีไม่น้อย


    ในด้านหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ทำให้เอเอ็มดีต้องเร่งเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ด้วยมีสถานะทางการเงินของบริษัทเป็นเดิมพัน เพราะแม้ว่าตั้งแต่ที่นายรูอิซเข้ามาบริหารในเอเอ็มดี และส่งให้บริษัทก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญกับยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมอย่างอินเทลและดึงส่วนแบ่งตลาดมาได้นับตั้งแต่ปี 2546 โดยเฉพาะการทำตลาดชิปออพเตอรอนที่มีจุดเด่นด้านกำลังในการประมวลผลที่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์เพนเที่ยมของอินเทล กระทั่งทำให้เอเอ็มดีแทรกตัวเข้าไปถึงลูกค้าเดิมของอินเทลได้ ทั้งฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) และเดลล์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่อินเทลประสบปัญหาการออกแบบชิปและเลื่อนทำตลาดชิปรุ่นต่อมาออกไป


    กระนั้น แต้มต่อของเอเอ็มดีก็อยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น นายรูอิซต้องพบกับปัญหาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดไม่ตรงตามเป้าที่วางไว้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของเอเอ็มดีหายไป เช่น ปี 2550 ที่ผ่านมา ชิปโค้ดเนมบาร์เซโลนาสำหรับเครื่องแม่ข่าย ซึ่งระบุว่ามีหน่วยประมวลผลอยู่ในแผ่นซิลิคอนเดียวกัน 4 ตัว หรือควอดคอร์ เหนือกว่าชิปของอินเทลทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงานและราคา ต้องทำตลาดล่าช้าออกไปเพราะพบช่วงโหว่ด้านการออกแบบชิป


    แม้ในปีนี้บริษัทจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังถือว่าไม่พ้นภาวะขาดทุนอยู่ดี จากการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันพฤหัสบดี (17 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา เอเอ็มดีมียอดขาดทุนถึง 1,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่ายอดขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยอดขาดทุน ในที่นี้รวมถึงยอดขาดทุนราว 920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทเอทีไอ เทคโนโลยีส์ฯ ผู้ผลิตชิปกราฟิก ที่เอเอ็มดีซื้อธุรกิจมาเพื่อพัฒนาชิปสำหรับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและดิจิตอล ทีวี ในปี 2549


    หากแต่เอเอ็มดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ยังน้อยกว่าที่นักลงทุนในวอลล์ สตรีตคาดไว้ว่าน่าจะอยู่ที่ 1,450 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ


    เอเอ็มดีภายใต้การบริหารของนายเมเยอร์ จึงยังมีภารกิจท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะการกู้คืนส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมาพร้อมกับการเร่งออกผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นธงนำสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ และเครื่องแม่ข่ายทั้งที่มีหนึ่ง และสองหน่วยประมวลผลในซิลิคอนเดียว เพื่อให้สามารถดึงเอเอ็มดีกลับมาทำกำไร แข่งกับอินเทลได้อีกครั้งหนึ่ง


    ส่วนนายรูอิซ จะปรับบทบาทเป็นประธานกรรมการบริษัท มีหน้าที่สำคัญคือ วางยุทธศาสตร์ให้กับเอเอ็มดีในการปรับลดค่าใช้จ่ายให้กับฝ่ายผลิตเสริมความคล่องตัวในการแข่งขัน และอีกบทบาทหนึ่งคือ สานต่อการยื่นฟ้องอินเทลในข้อหาผูกขาดตลาดทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศต่อไป โดยเอเอ็มดีเริ่มยื่นฟ้องอินเทลเมื่อปี 2549 ด้วยข้อหาว่า ผู้ผลิตชิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกใช้ความได้เปรียบในฐานะผู้นำตลาดเสนอส่วนลดให้กับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องแม่ข่ายอย่างไม่เป็นธรรม ปิดทางการทำตลาดของคู่แข่งซึ่งหมายถึงเอเอ็มดีโดยตรง

    เดี๋ยว AMD ก็โดน Nvidia ฟ้องบ้างว่า ATI เสนอส่วนลดให้กับผู้ผลิตไม่เป็นธรรม ปิดทางการทำตลาดของคู่แข่ง เพราะลดราคา GPU อย่างไม่เป็นธรรมกับ NVIDIA

  15. #15
    OverclockZone Member neromimz's Avatar
    Join Date
    23 Nov 2007
    Location
    Saraburi

    Default

    nVidia ไม่น่าฟ้องหรอก คงไม่กล้าแน่ๆ

  16. #16
    OverclockZone Member Khow's Avatar
    Join Date
    14 Feb 2007

    Default

    Quote Originally Posted by maxga2000 View Post
    เดี๋ยว AMD ก็โดน Nvidia ฟ้องบ้างว่า ATI เสนอส่วนลดให้กับผู้ผลิตไม่เป็นธรรม ปิดทางการทำตลาดของคู่แข่ง เพราะลดราคา GPU อย่างไม่เป็นธรรมกับ NVIDIA
    เอ่อฟ้องน่ะฟ้องได้ แต่การกระทำของ AMD ยังไม่ใช่การผูกขาดตลาดแบบที่ Intel ทำนี่ครับ
    การลดราคาเป็นการปิดตลาดของคู่แข่งตรงไหนเนี่ยเป็นการเพิ่มการแข่งขันมากกว่า เพราะส่วนแบ่งการตลาดของ ATI น้อยจึงต้องเพิ่ม Market share แล้วการที่ nVIDIA ลดราคาตามก็ยังเป็นการแข่งขันกันตามปกตินี่ครับไม่ได้ปิดตลาดก็ยังมีคนซื้อการ์ดจอทั้ง2ค่ายแถมมีการแข่งขันกันสูงขึ้น
    ก่อนอื่นต้องทราบให้แน่ชัดก่อนว่าข้อหาที่ AMD ฟ้อง Intel คือการผูกขาดตลาดของ Intel
    ซึ่งแตกต่างจากกรณีการลดราคาเพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะในวงการ Graphic ATI ไม่ได้ผูกขาด Market นี่ครับ
    ถ้า nVIDIA ฟ้องมันคงฟ้อง Intel มากกว่า เพราะ Market VGA Onboard Intel ยังครองตลาดอยู่นี่ครับ
    และเป็นสาเหตุเดียวกันที่ Intel ขอซื้อ SLI เท่าไหร่ก็ไม่ยอมขาย Skulltail ก็ยังต้องยัดชิบของ nVIDIA ลงไปด้วยถึงรองรับ SLI
    การผูกขาดตลาดของ Intel ผู้บริโภคไม่ได้ประโยชน์ครับ แต่การลดราคาของ ATI ผู้บริโภคได้ประโยชน์เต็มๆครับ
    กฏหมายตรงนี้เจตนารมณ์ก็เพื่อการแข่งขันทางการและให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •