overclockzonefanpage  overclockzoneth  TV  
Results 1 to 4 of 4

Thread: pentium2 กับ 3 นี่มันsocketเดียวกันเปล่าครับ

  1. #1
    OverclockZone Member
    Join Date
    17 Sep 2006

    Default pentium2 กับ 3 นี่มันsocketเดียวกันเปล่าครับ

    แล้วก็ ram pc100 ใส่ pc133 ได้มั้ยครับ

  2. #2
    OverclockZone Member PUSH THE TEMPO's Avatar
    Join Date
    8 Nov 2006
    Location
    ในความฝัน

    Default

    Pentium II ใช้ Slot1
    Pentium!!! Katmai ใช้ Slot1
    Pentium!!! Coppermine ใช้ Socket370

    ส่วนเรื่องแรม น่าจะได้คับ ลองดู ตอนนั้นผมเอาPC100กับPC133ไปใส่บอร์ดเก่า ใช้ได้ไม่มีปัญหา แต่วิ่งแค่66

  3. #3
    OverclockZone Member BoM's Avatar
    Join Date
    31 Dec 2006
    Location
    รัชดาฯ ซ.3, ดินแดง กรุงเทพฯ

    Default

    Intel

    Pentium

    CPU ตัวแรกในตระกูล P5 และเป็นตัวแรกที่ Intel เริ่มใช้ชื่อที่ไม่ใช่ตัวเลข เพื่อการจดลิขสิทธิ์ชื่อ CPU ของตน ไม่ให้เจ้าอื่นๆ มาพึ่งใบบุญ อ้างชื่อรุ่นของ CPU เลียนแบบได้ ซึ่งเจ้า Pentium นี้ ก็ปรากฏโฉมในราวเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1993

    Pentium นี้ ถ้าใช้ชื่อเป็นตัวเลข จะใช้ชื่อ 80501 ( ไม่ใช่ 80586 แฮะ ) ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.80 ไมครอน รองรับระบบบัส 60 และ 66 MHz ใช้งานบน Socket 4 และใช้ไฟเลี้ยง ( Vcore ) 5.0 Volt แต่ต่อมาพบว่ามีปัญหาในเรื่องของการประมวลผลเชิงทศนิยม ทำให้ทาง Intel ได้ทำการแก้ไข Bug ดังกล่าว และออก CPU ตระกูลนี้มาใหม่ คือ 80502 หรือ P54 ซึ่งใช้ไฟเลี้ยง 3.3 V และลดขนาดเทคโนโลยีการผลิตลงเหลือ 0.50 และ 0.35 ไมครอน CPU รุ่นนี้ ก็มีความเร็วตั้งแต่ 75-200 MHz รองรับระบบบัส 50, 60 และ 66 MHz มี Cache ระดับ 1 ขนาด 16 K โดยแบ่งเป็น Cache สำหรับข้อมูล ( Data Cache ) ขนาด 8 K และ Cache สำหรับชุดคำสั่ง ( Instruction Cache ) ขนาด 8 K ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มาการแบ่งส่วนการทำงานของ Cache ออกเป็น 2 ส่วนเช่นนี้ สำหรับ P54 นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ IA32 ซึ่งใช้งานบน Socket 5 ครับ โดยชุดคำสั่งต่างๆ นั้น ยังคงใช้ชุดคำสั่งหลักๆ เดิมๆ ซึ่งมีมาตั้งแต่รุ่น i386 แล้วละครับ

    CPU รุ่นนี้ ต่อมา หลายๆที่ ก็เรียกชื่อให้ใหม่ว่า Pentium Classic


    Pentium with MMX technology หรือ Pentium MMX

    หรือ P55 ... ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชุดคำสั่งภายในของ CPU ใหม่ จากทาง Intel โดยได้เพิ่มชุดคำสั่งสำหรับการประมวลผลด้าน Multimedia เข้ามาอีก 57 ชุดคำสั่ง ( 57 MMX instruction ) เจ้ารุ่นนี้ ได้เริ่มเปิดตัวในวันที่ 8 มกราคม ปีค.ศ. 1997

    Pentium MMX นี้ ใช้สถาปัตยกรรมการผลิตขนาด 0.35 ไมครอน มี Cache ระดับ 1 เป็น 2 เท่าของ Pentium รุ่นแรก คือมีขนาด 32K นอกจากนี้ก็ยังได้ลดขนาดของไฟเลี้ยงเหลือเพียง 2.8 Volt และก็มีการปรับเปลี่ยนลักษณะของไฟเลี้ยงอีกนิดหน่อยเรียกว่าเป็น Dual Voltage ซึ่ง Mainboard ที่จะใช้กับ Pentium MMX ได้นั้น จะต้องรองรับการจ่ายไฟเลี้ยงแบบนี้ และมี Interface เป็น Socket 7 ... CPU Pentium MMX นี้ ก็มีความเร็วตั้งแต่ 166 MHz ถึง 233 MHz และใช้ความเร็ว Bus ของระบบเป็น 66 MHz


    Tillamook

    เจ้า CPU ชื่อประหลาดตัวนี้ อาจไม่ค่อยคุ้นหูเราๆ ท่านๆ สักเท่าไร เพราะเป็น CPU สำหรับเครื่อง Notebook น่ะครับ ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็คือ Pentium MMX นี่เองละครับ หากแต่ได้มีการลดขนาดเทคโนโลยีการผลิตเหลือเพียง 0.25 ไมครอน และลดขนาด ของไฟเลี้ยงลงอีกด้วย โดย CPU รุ่นนี้จะมีความเร็วเริ่มต้นที่ 133 MHz ถึงมากกว่า 266 MHz ทำงานด้วยระบบบัสความเร็ซ 60-66 MHz เป็น Package แบบ TCP และ MMC เริ่มปรากฏโฉมเมื่อ 8 มกราคม ปีค.ศ. 1997 ครับ


    Pentium Pro

    เป็น CPU ในตระกูล P6 ตัวแรก และก็เป็น CPU ตัวแรกอีกเช่นกัน ที่ทาง Intel ได้ย้ายเอา Cache ระดับ 2 มาไว้รวมกับแกนหลัก ของ CPU เลย ทำให้ Cache ระดับ 2 นี้ทำงานด้วยความเร็วเท่าๆ กับ CPU ด้วย ซึ่งผลที่ได้นั้น ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นอย่างมาก แต่ว่า ก็ทำให้ราคาของ CPU นั้นอยู่สูงเอามากๆ

    Pentium Pro นี้ เริ่มวางตลาดในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1995 ซึ่งก็มีทั้งแบบที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.50 และ 0.35 ไมครอน ซึ่งในช่วงหลัง ก็ได้เพิ่มขนาดของ Cache ระดับ 2 อีกหลายขนาด เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งขนาด 256K, 512K, 1024K และ 2048K ซึ่งราคานั้นก็จะแพงขึ้นตามขนาด แต่ว่า Cache ระดับ 1 นั้น ยังคงมีอยู่เพียง 16K เท่าๆ กับ Pentium Classic ส่วน CPU นั้นก็มีความเร็วตั้งแต่ 150 ถึง 200 MHz ด้วยความเร็วบัสของระบบเป็น 60-66 MHz ใช้งานบน Socket 8 เท่านั้น

    Pentium Pro นี้จะใช้ชุดคำสั่งแบบเดียวกันกับ Pentium Classic ซึ่งยังคงไม่รองรับชุดคำสั่ง MMX ครับ ... และด้วยราคาที่แพงมโหฬารของมัน ก็เลย ทำให้มันไม่ค่อยบูมในตลาดสักเท่าไร โดยมากที่ใช้กัน ก็จะใช้กันในหมู่เครื่อง Server ซะมากกว่า แต่สุดท้าย มันก็ลาโลกไปอย่างเงียบๆ ครับ



    Pentium II

    ถือกำเนิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี่ ค.ศ. 1997 เป็น CPU ในตระกูล P6/x86 รุ่นถัดมาจาก Pentium Pro ซึ่งชื่อนี้ ก็จัดว่าเป็นชื่อกลางๆ ที่หมายรวมถึง CPU หลายๆ รุ่นแบ่งตามลักษณะของตลาด โดยที่ตลาดระดับกลาง ถึงระดับสูง ก็จะลุยด้วย Pentium II ( Klamath, Deschutes, Katmai ( Pentium !!! รุ่นแรก )) และสำหรับตลาดระดับกลางถึงระดับล่าง คือพวก Celeron ( ทั้งพวก Covington, Mendocino, Dixon เป็นต้น ) ส่วนตลาดระดับ Server / Workstation นั้น ก็คือพวก Xeon ( Xeon, Tanner, Cascades เป็นต้น ) ซึ่งก็มีทั้งแบบที่ใช้งานบน Interface แบบ Slot-1, Slot-2 หรือ Socket 370

    เจอชื่อเยอะๆ อย่างนี้ ก็เริ่มสับสนแล้วสินะครับ ... เพราะงั้น เรามาดูกันถึงแต่ละชื่อ แต่ละรุ่นกันเลยดีกว่าครับ


    Klamath

    เป็นชื่อของ CPU Pentium II ตัวแรกของตระกูลนี้ ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.35 ไมครอน ก็เลยทำให้ความเร็วของมันไม่ประทับใจแฟนๆ เท่าไร คืออยู่ที่ 233-300 MHz ใช้ความเร็วบัส ( ซึ่งในช่วงนี้เอง คำว่า FSB-Front Side Bus ก็เริ่มนำเข้ามาใช้แทนคำว่า บัสของระบบ ) ที่ 66 MHz มี Cache ระดับ 2 อยู่ในบรรจุภัณฑ์เดียวกัน CPU โดยอยู่บนแผง PCB ( Print Circuit Board ) เดียวกัน ไม่ได้รวมเข้าไว้กับ Core CPU เหมือนกับ Pentium Pro ทำให้ Cache ระดับ 2 นี้ ทำงานด้วยความเร็ว เป็นครึ่งหนึ่งของ CPU โดยมี Cache ระดับ 1 ขนาด 32K ทำงานด้วย Vcoe 2.8 Volt. และเจ้าตัวนี้เอง ก็เป็นตัวแรกที่มีการใช้ Package และ Interface แบบใหม่ นั่นคือบรรจุภัณฑ์แบบ SECC ( Single Edge Contact Cartridge ) และใช้ Interface แบบ Slot-1 ... เจ้าตัวนี้ ได้ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1997


    Deschutes

    เป็น Pentium II ตัวถัดมา ซึ่งได้พัฒนาขึ้นจาก Klamat เดิม โดยลดขนาดการผลิตลงมาเหลือเพียง 0.25 ไมครอน และใช้ไฟเลี้ยง 2.0 Volt. มีรุ่นความเร็วตั้งแต่ 266 MHz ถึง 450 MHz ใช้ FSB 66 MHz ( สำหรับรุ่น 266, 300, 333 MHz ) และ FSB 100 MHz ( สำหรับรุ่น 350, 400, 450 MHz ) มี Cache ระดับ 1 ขนาด 32 K และ Cache ระดับ 2 ขนาด 512K เหมือนๆ กับรุ่น Klamat และยังคงใช้งานบน Interface แบบ Slot-1 โดยเริ่มวางตลาด เมื่อ 26 มกราคม ปี ค.ศ. 1998

    ต่อมาในช่วงหลังๆ ทาง Intel ก็ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ CPU Pentium II รุ่นนี้อีกเล็กน้อย แต่ยังคงใช้ Core เดิม เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทางกายภาพภายนอก กล่าวคือ เปลี่ยนมาใช้ Cartridge ที่หุ้ม PCB ของ CPU ใหม่ เป็น SECC2 ซึ่งเปิดแผง PCB ด้านหลังโล่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงอีก และมีการวางตำแหน่งของ Cache ระดับ 2 ไว้ที่ PCB ด้านเดียว ( จากก่อนหน้านี้จะวางไว้ทั้ง 2 ด้านเลย ) รวมถึงมีการเปลี่ยนตัวยึดพัดลมและฮีทซิงค์ใหม่อีกด้วย


    Tonga

    ชื่อนี้ คงไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตากันสักเท่าไร ผมเองก็เพิ่งเคยเจอก็คราวที่เขียนบทความนี้ละครับ .. จากข้อมูล ก็พบว่า เจ้า Tonga นี้ คือ Pentium II สำหรับเครื่อง Notebook นั่นเองครับ ( Mobile Pentium II ) ซึ่งทาง Intel นั้น ไม่ได้เน้นถึงชื่อของมันสักเท่าไร เพราะฉะนั้นเราๆ ท่านๆ ถึงได้ไม่คุ้นชื่อมันละครับ

    เจ้า Tonga นี้ ใช้ Core เดียวกันกับ Pentium II Deschutes คือใช้เทคโนโลยีการผลิต ขนาด 0.25 ไมครอน มีความเร็วตั้งแต่ 233 MHz ถึง 300 MHz และมากกว่านั้น ใช้ FSB 66 MHz เท่าๆ กัน ใช้บรรจุภัณฑ์ แบบ Mini Cartridge Connector และ Mobile Module Connector 1 และ 2 ( MMC-1 และ MMC-2 ) ... ปรากฏโฉม เมื่อวันที่ 2 เมษายน ปี ค.ศ. 1998


    Katmai

    หรือ Pentium !!! รุ่นแรก ... เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อมาจาก Deschutes โดยสถาปัตยกรรมหลักๆ นั้นก็ยังคงใช้จาก Deschutes เช่นเดิม หากแต่มีการเพิ่มเติมชุดคำสั่งเพื่อช่วยในการประมวลผลด้านต่างๆ เข้าไปอีก ที่เรียกว่า SSE ( Screaming Cindy .. อุ๊ป .. Streaming SIMD Extension ) ซึ่งนอกจากจะทำงานร่วมกับชุดคำสั่ง MMX เดิมแล้ว ก็ยังช่วยในการทำงานด้านต่างๆ อีกด้วย โดยยังคงใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.25 ไมครอนเท่าเดิม มีตั้งแต่รุ่น 450 MHz ถึง 600 MHz ( ใช้ FSB 100 MHz ) มี Cache ระดับ 2 ขนาด 512K ทำงานด้วยความเร็วเท่ากับ FSB อยู่ในบรรจุภัณฑ์ แบบ SECC-2 ต่อมาทาง Intel ได้เลื่อนกำหนดการเปิดตัว Coppermine ออกไป จึงได้ส่ง Pentium !!! Katmai แต่ใช้ FSB 133 MHz ลงตลาดแทน โดยสถาปัตยกรรมหลักอื่นๆ นั้น ก็ยังคงเดิม เปลี่ยนเพียงแค่ FSB ที่ใช้เท่านั้น มีอยู่ 2 รุ่น คือ 533 MHz และ 600 MHz โดยใช้ตัวอักษร "B" ต่อท้ายเลขความเร็วของ CPU เพื่อป้องกันความสับสนกับรุ่นก่อนหน้านี้ ( เป็น 533B MHz และ 600B MHz ) และเริ่มวางตลาดในราวเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1999

    Celeron

    เจ้า CPU ตัวนี้ ถือว่าเป็นการปฏิวัติรูปแบบการตลาดของ Intel เลยก็ว่าได้ เพราะจากที่ปล่อยปะละเลยตลาดระดับล่าง ให้เจ้าอื่นๆ ถลุงกันเป็นว่าเล่น โดยที่ตัวเองกลับไปเน้นแต่ตลาดระดับบนซึ่งมีลูกค้าน้อยกว่าตลาดระดับล่าง มาคราวนี้ทาง Intel ก็เลยต้องลุยตลาดระดับล่างด้วย โดยอาศัย CPU ราคาถูก ที่ตัดเอาส่วนที่มีราคาแพงของ Pentium II ออกไป นั่นก็คือ Cache ระดับ 2 นั่นละครับ ผลที่ได้ก็คือทำให้ราคานั้นถูกลงมากว่าครึ่งเลยละครับ ( ที่ความเร็วเท่าๆ กัน ) แม้ต่อมาจะได้มีการเพิ่มเติม Cache ระดับ 2 ใส่เข้าไปบ้าง แต่ก็ใส่ในจำนวนน้อย ก็ทำให้ราคาที่เพิ่มนั้นไม่สูงขึ้นมาอีกเท่าไร ... CPU ในตระกูล Celeron นี้หลายตัวด้วยกัน ทั้ง Covinton, Mendocino และ Dixon โดย CPU Celeron ตัวแรกนั้นลืมตาดูโลกเมื่อราวๆ เมษายน ปี ค.ศ. 1998 และก็มีทั้งที่ใช้ Interface แบบ Slot-1 แบบ Pentium II, Pentium !!! และแบบที่ใช้ Interface แบบ Socket 370


    Covington

    ลงลุยสนามเมื่อวันที่ 15 เมษายน ปี ค.ศ. 1998 จัดเป็น CPU ในตระกูล Celeron ตัวแรก ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมภายแบบเดียวกับ Pentium II Deschutes ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.25 ไมครอน และมีวางตลาดอยู่ด้วยกัน 2 รุ่น คือ 266 และ 300 MHz ใช้ FSB 66 MHz มี Cache ระดับ 1 ขนาด 32 K แต่ไม่มี Cache ระดับ 2 เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งใน และ นอก CPU เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ใช้ไฟเลี้ยงขนาด 2.0 V. ใช้ Interface แบบเดียวกับ Pentium II คือ Slot-1 แต่ใช้บรรจุภัณฑ์ต่างจาก Pentium II นิดหน่อย คือไม่มีตลับ Cartridge พลาสติกหุ้มแผง PCB แต่อย่างใด ... เรียกบรรจุภัณฑ์แบบนี้ว่า SEPP ( Single Edge Pin Package )

    ด้วยความที่มันไม่มี Cache ระดับ 2 นี่เอง แม้ว่าจะใช้ Core เดียวกับ Pentium II Deschutes และมีราคาถูกก็จริง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะประสิทธิภาพโดยรวมนั้น ไม่ประทับใจแฟนๆ เท่าไร กับเกมส์นั้น ก็จัดว่าดี แต่กับ Application อื่นๆ โดยเฉพาะพวก Office Application ต่างๆนั้น ทำได้แย่เอามากๆ .. ดังนั้น มันจึงไม่เป็นที่นิยมนัก


    Mendocino

    หลังจากที่ไม่ประสบความสำเร็จกับ Covington ทาง Intel จึงได้แก้ไขจุดบกพร่องที่เกิดขึ้น โดยคราวนี้ ก็ได้ใส่เอา Cache ระดับ 2 เข้าไว้ด้วย แต่ถ้าใส่มาก ก็จะทำให้ราคาแพงมากเช่นกัน ดังนั้นทาง Intel จึงใส่เพียง 128K เท่านั้น แต่เอาไปใส่ไว้บนแผ่น Die เดียวกันกับ CPU เลย เรียกว่า On-Die L 2 Cache ทำให้มันทำงานด้วยความเร็วเท่าๆ กันกับ CPU เลย ( ต่างกับ Cache ของ Pentium II ที่ทำงานด้วยความเร็วเป็นครึ่งหนึ่ง ของ CPU ) เริ่มลุยตลาดเมื่อ 8 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1998

    ในช่วงแรกนั้น Mendocino ที่วางจำหน่าย ก็ยังคงใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.25 ไมครอน ใช้บรรจุภัณฑ์แบบ SEPP และใช้ Interface แบบ Slot-1 เช่นเดิม ( ตั้งแต่รุ่น 300A - 433 MHz ... Intel ได้ใช้ตัวอักษร A ต่อท้ายความเร็ว เพื่อแยกความแตกต่างกับ Celeron รุ่นเก่า Covington ) แต่ต่อมา ก็ได้หันมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่เรียกว่า PPGA ( Plastic Pin Grid Array ) และหันมาใช้ Interface เป็นแบบ Socket 370 pin แทน ซึ่ง Celeron ที่เป็น PPGA ยังคงใช้ไฟเลี้ยง 2.0 Volt เช่นเดิม โดยเริ่มที่ความเร็ว 300A เช่นกันและ ณ ปัจจุบัน ( ไตรมาสแรกของปี 2000 ) ก็มาถึงระดับความเร็ว 533 MHz แล้ว

    ทาง Intel นั้นได้พยายามหันมาให้ Celeron ใช้งานบน Socket 370 แทน โดยค่อยๆ เริ่มการแทนที่ไปเรื่อยๆ จน ณ ปัจจุบันนี้ก็ยกเลิกสายการผลิต Celeron แบบที่เป็น SEPP ( Slot-1 ) ไปเรียบร้อยแล้ว


    Dixon

    ก็คือ Celeron ที่พัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง แต่ว่ารุ่นนี้ใช้สำหรับ Mobile PC ครับ ( ก็เครื่อง Notebook นั่นหละ ) ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.25 ไมครอน มี Cache ระดับ 1 ขนาด 32KB และมี Cache แบบ On-Die เช่นเดียวกับ Mendocino แต่ต่างกันตรงที่ว่า Dixon นั้น มี Cache ระดับ 2 มากกว่า Mendocino เป็นเท่าตัวครับ คือมี 256 K มีความเร็วเริ่มต้นที่ 300 MHz ( 300A ) ถึง 500 MHz ใช้ FSB เป็น 66 MHz

    Coppermine ( SECC-2 )

    คือ Pentium !!! รุ่นใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตเหลือเพียง 0.18 ไมครอน ใช้ไฟเลี้ยง 1.65 Volt และได้มีการรวมเอา Cache ระดับ 2 เข้าไว้ใน Chip ของ CPU ขนาด 256KB ( เรียก On-Chip Cache ) ซึ่งจะทำให้ Cache นั้น ทำงานด้วยความเร็วเท่าๆ กับ CPU เลย Interface ที่ใช้นั้น ก็มีทั้งที่เป็น Slot-1โดยใช้บรรจุภัณฑ์แบบ SECC-2 ซึ่งรุ่นนี้นั้นก็เริ่มตั้งแต่ความเร็ว 533 MHz ( 533EB MHz ) และ รุ่นที่ใช้กับ Socket 370 ใหม่ ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

    Coppermine นั้น มีทั้งรุ่นที่ใช้ FSB 133 MHz และ 100 MHz ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ทำความเร็วได้ถึงระดับ 1 GHz แล้ว ซึ่งก็คาดว่าจะวางจำหน่ายจริงๆ ในครึ่งปีหลังนี้ และรุ่นนี้ ก็จะเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว สำหรับ Interface แบบ Slot-1


    Coppermine ( FC-PGA )

    เป็น CPU Coppermine ที่หันกลับมาใช้ Interface แบบ Socket อีกครั้ง เพื่อลดต้นทุนในการผลิต ทำให้ราคานั้นต่ำกว่า รุ่นที่ใช้ Interface แบบ Slot-1 อยู่บ้าง ... คำว่า FC-PGA นั้น มาจาก Flip-Chip Pin Grid Array ซึ่งมีการจัดวางตำแหน่งของ Pin ใหม่ ทำให้มันใช้งานกับ Socket 370 เดิม ที่ใช้กับ Celeron ไม่ได้ ( ซึ่งปัจจุบัน ผู้ผลิต Mainboard ต่างๆ ก็ได้ทำการ Modify ตรงนี้แล้ว เพื่อจะได้รองรับทั้ง 2 แบบนี้ )

    Coppermine รุ่น FC-PGA นี้ ก็มีทั้งรุ่นที่ใช้ FSB 100 และ 133 MHz โดยเริ่มต้นที่รุ่น 500 MHz ( 500E MHz ) ซึ่งรุ่นที่มีความเร็วต่ำกว่า 600 MHz นั้น จะไม่รองรับการทำงานแบบ SMP ( Symmetric Multi-Processor ) ด้วย ... CPU รุ่นนี้นั้น ใช้ไฟเลี้ยงน้อยกว่าแบบ SECC-2 คือ ใช้เพียง 1.60 Volt เท่านั้น


    Tualatin

    ก็คือ Pentium!!! อีกเช่นเคย หากแต่เปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต ลดขนาดมาเหลือ 0.13 ไมครอน โดย ทาง Intel จะออกรุ่นนี้ มาเป็นตัวช่วยลดช่องว่าง ระหว่าง Pentium!!! Coppermine กับ Pentium4 Willamette นั่นเอง โดยมีทั้งรุ่นที่ใช้กับ Desktop PC ( รุ่น 1.13 และ 1.2 GHz ) จะออกสู่ท้องตลาด ในราวไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2001 โดยเจ้า Tualatin ในรุ่นนี้นั้น นอกจากขนาดของเทคโนโลยีการผลิตที่เล็กลงแล้ว ก็แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปจาก Coppermine เดิมเลย .. ส่วน Tualatin ในรุ่น Mobile PC นั้น จะต่างจากเดิมนิดหน่อย เพราะจะเริ่มกันที่ระดับความเร็ว 1.06 GHz และ มี Cache ระดับ 2 ที่มากกว่าแบบ Desktop คือ 512KB อีกด้วย


    Coppermine 128K

    ดูจากชื่อแล้ว อาจทำให้แปลกใจเอาเหมือนกันนะครับ เพราะจริงๆ แล้ว ชื่อนี้ ก็ยังไม่เป็นทางการนัก บ้างก็เรียกว่าเป็น Celeron III ด้วยซ้ำ เพราะว่ามันก็คือ Celeron ที่ลดขนาดการผลิตเหลือเพียง 0.18 ไมครอน และจับเอาชุดคำสั่ง SSE ที่มีใน Pentium !!! มาใส่รวมไว้ด้วยนั่นเอง หรืออาจจะมองว่าเป็น Pentium !!! Coppermine ที่ลดขนาดของ Cache ระดับ 2 ลงเหลือ 128K แล้วใช้ Interface และ บรรจุภัณฑ์แบบเดียวกับ Celeron คือ เป็น PPGA 370 ก็ได้ละครับ ... คาดว่า น่าจะมีการเปิดตัวในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ประมาณช่วงปลายๆ ไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2000 ด้วยความเร็วระดับ 566 MHz โดยเจ้า Celeron รุ่นนี้ จะยังคงใช้ FSB เป็น 66 MHz จนกระทั่งถึงรุ่น 766 MHz และหลังจากนั้น คือรุ่น 800 MHz เป็นต้นไป จะหันมาใช้ FSB เป็น 100 MHz แล้วละครับ


    Celeron Tualatin

    เป็นชื่ออย่างไม่เป็นทางการของ Celeron รุ่นใหม่ ที่ลดขนาดของเทคโนโลยีการผลิต เหลือเพียง 0.13 ไมครอน ใช้สถาปัตยกรรมแกนหลัก คือ Tualatin นั่นเอง โดยรุ่นนี้ จะใช้ FSB เป็น 100 MHz และมี Cache ระดับ 2 ขนาดใหญ่กว่าเดิม คือ 256 KB อีกด้วย ... จะมีความเร็วเริ่มต้น กันที่ระดับ 1 GHz เลยทีเดียว ... เจ้า CPU ตัวนี้ บ้างก็มองว่า จริงๆ แล้วก็คือ Pentium!!! Tualatin ที่ทาง Intel เขี่ยมาเล่นในตลาดระดับล่างแทน เพื่อยกตลาดระดับกลางและสูงให้กับ Pentium4 ต่อไปนั่นเอง


    Timna

    ชื่อแปลกชื่อนี้ จริงๆ แล้ว ก็คือ Coppermine 128K ข้างต้นนี้เอง แต่มันไม่ได้เป็นเพียง CPU อย่างเดียว เพราะได้มีการรวมเอา ส่วนประมวลผลด้าน Graphic และส่วนควบคุมหน่วยความจำเข้าไว้ใน Chip เดียวกันเลย มองง่ายๆ มันก็คือ เป็นทั้ง CPU และ Chipset และ Graphic Chip ในตัวเดียวกันเลยละครับ ซึ่งเมื่อรวมเอาทุกๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกันอย่างนี้ ก็ลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกไม่น้อย ดังนั้น เจ้า Timna นี้ ทาง Intel จึงหมาย จะเอามันมาลุยในตลาดระดับล่าง ใช้งานกับเครื่อง PC ราคาถูก มีความเร็วเริ่มต้นที่ 667 MHz ... ปัจจุบัน โครงการณ์ Timna นี้ ก็ได้ยกเลิกไปแล้วละครับ
    Timna 2

    เกิดจากความที่ทาง Intel ยังไม่อยากยอมแพ้กับ Integrated Processor หรือ Timna และด้วยการมองตลาดไปข้างหน้า พบว่า กระแสของ Notebook ที่จะใช้ CPU ประเภทนี้ มีโอกาสสูงมาก ทำให้เกิดโครงการณ์ Timna2 ขึ้นมาอีกครั้ง โดยที่เจ้า Timna2 นี้ จะใช้สถาปัตยกรรมแกนหลักเดิมของ Pentium !!! ( Coppermine ) แต่ได้เพิ่มเติมในส่วนของการคำนวนเชิงตรรก หรือ ALU ให้มากขึ้น และหันมาใช้เทคโนโลยีการผลิต 0.13 ไมครอน ผนวกกับ Speedstep นอกจากนั้น ยังให้มี Cache ระดับ 2 มากขึ้น เป็น 512 KB และรวมเอาชุดคำสั่ง SSE2 ที่มี ใน Pentium 4 เข้าไปอีกด้วย ที่สำคัญ จะใช้งานกับ DDR SDRAM ละครับ


    ข้อมูลจาก Beyond eXtreme

  4. #4
    OverclockZone Member
    Join Date
    17 Sep 2006

    Default

    ขอบคุณครับ


Bookmarks

Bookmarks

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •