กลับมาอีกครั้ง ROG MATRIX การ์ดเทพสุด ครั้งนี้มาพร้อมชุดน้ำในตัว


กลับมาอีกครั้ง ROG MATRIX การ์ดเทพสุด ครั้งนี้มาพร้อมชุดน้ำในตัว

Font Size A A A



          ครเป็นสาวกการ์ดจอจากฝั่ง ASUS ROG ก็น่าจะคุ้นเคยกันดีกับชื่อ MATRIX เพราะในทุกๆ Gen ที่ผ่านมา มันมักจะเป็นการ์ดรุ่นท๊อปที่สุด สเป็คสูงที่สุด และให้อ๊อพชั่นมาจัดเต็มที่สุดในจำนวนการ์ดจอทุกรุ่นจากแบรนด์ ASUS แล้ว

ในเมื่อตอนนี้เป็นคิวของ NVIDIA GeForce RTX ที่ต้องยอมรับว่าเป็นการ์ดจอเพื่อการเล่นเกมเพียวๆที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน ASUS จึงกลับมาทำ ROG MATRIX อีกครั้ง โดยใช้ชิพท๊อปที่สุดของตระกูลอย่าง GeForce RTX2080Ti แต่ครั้งนี้บอกได้เลยว่าจัดเต็มกว่าทุกครั้งที่เคยเปิดตัวมาอย่างแน่นอน .. แต่มันจะจัดเต็มยังไง ต้องลองมาดูเอง

ปกติถ้าเรานึกถึงอุปกรณ์ Cooling ที่เป็นแบบชุดน้ำปิดนั้น เรามักจะต้องนึกถึงอุปกรณ์หลักๆอยู่สามอย่าง นั่นก็คือ Water Block(พร้อมปั้ม) , สายยาง , หม้อน้ำ(พร้อมพัดลม) .. อุปกรณ์เหล่านี้ ชุดน้ำปิดทั้งหมดก็ต้องมี และไม่ว่าจะออกแบบให้แหวกแนวแค่ไหน Pattern มันก็ต้องเหมือนกันอยู่ดี และที่สำคัญคือมันต้องใช้พื้นที่มาก ต้องมีที่ให้สายยางเดินทาง และต้องมีพื้นที่สำหรับการติดตั้งหม้อน้ำพร้อมพัดลมด้วย / แต่สำหรับ ROG MATRIX รุ่นใหม่นี้ มันจะรวมทุกอย่างที่ผมเขียนมาไว้ด้านบน ภายในตัวการ์ดที่หนา 3 Slot เป็นอันจบ ! โดยทาง ASUS จะเรียกระบบนี้ว่า Infinity Loop และด้านประสิทธิภาพก็มีการเคลมมาว่าทำได้ดีไม่แพ้หม้อน้ำสองตอน (240mm) เลยด้วยนะ



หน้าตาของตัวการ์ดภายนอกก็จะมาโทนเรียบหรู ดู Hi-End สิ่งที่เด่นๆก็จะเป็นพัดลมแบบ Axial Blade Fan ทั้งหมดสามตัว ที่ทาง ASUS ได้นำมาประจำการในการ์ดจอตระกูล ROG STRIX ที่ใช้ชิพ GeForce RTX รุ่นล่าสุด.. ส่วนฝาครอบซิงค์ก็จะออกแบบมาเป็น Theme เดียวกับบอร์ด Maximus ใน Gen ที่ 11 หลายรุ่น นั่นก็คือมีการเน้นเส้นสายเป็นไฟ RGB ให้ดูเข้ากับยุค 2018-2019 มากขึ้น .. ส่วนด้านหลัง Backplate ก็จะเห็นว่ามีการออกแบบมาให้หลบช่องบริเวณอุปกรณ์ที่ปล่อยความร้อน ไม่ให้เกิดอาการ Heatsoak พร้อมมีไฟ RGB เป็นรูปดวงตา ROG ที่ดูเด่นเป็นสง่า (ปรับได้ผ่าน Aura Sync เช่นเดิม)

ซิงค์ดี หน้าตาดีแล้ว ประสิทธิภาพก็ต้องดีด้วย.. ถึงแม้ว่าตัวการ์ดจะแรงจากโรงงานด้วย CUDA Core 4352 หน่วย , ใช้ Memory GDDR6 ขนาด 11GB เหมือนกับรุ่นอื่นๆ แต่ด้าน Boost Clock นั้นมีการปรับขึ้นไปถึงระดับ 1815MHz จากโรงงาน ทำให้พลังการประมวลผลเพิ่มขึ้นจากเดิม 14.2TFLOPs ไปเป็น 15.7FLOPs / นอกจากนั้นผู้ใช้งานยังสามารถ Overclock เพิ่มเติมได้อีกถ้าต้องการ เพราะว่าภาคจ่ายไฟ และ PCB นั้นออกแบบมาสำหรับการใช้งานอย่างหนักหน่วง ช่องเสียบไฟก็จะเป็นแบบ 8-Pin สองช่องด้วย



ส่วนเรื่องราคาเหรอครับ ? การ์ดรุ่นท๊อปแบบนี้ ไม่มีถูกอยู่แล้ว โดยจะเปิดมาที่ $1600 หรือกว่าครึ่งแสน ! .. แต่การ์ดตระกูล MATRIX ก็ถือว่าน่าลงทุนอยู่ ตัดสินจากตลาดมือสองที่ยังคงเป็นที่ต้องการ ถึงแม้จะตกรุ่นไปแล้วก็ตาม ราคาค่าตัวของมันก็ตกน้อยมากๆเมื่อเทียบกับการ์ดรุ่นอื่นๆ และถ้ามีความต้องการสูงอาจจะราคาขึ้นด้วยซ้ำ

ร่วมแสดงความคิดเห็น