Nothing ยืนยันแล้วว่างานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2026 เวลา 11:30 น. ตามเวลาฝรั่งเศส โดยคาดว่าจะเปิดตัว Nothing Phone (4a), Phone (4a) Pro และหูฟังรุ่นใหม่ Nothing Headphone (a)
แม้งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการยังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ แต่ข้อมูลหลุดล่าสุด (จาก billbil-kun บน Dealabs) ได้เผยรายละเอียดสเปก รุ่นย่อย และราคาที่คาดการณ์ไว้เกือบทั้งหมดแล้ว
Nothing Phone (4a) Pro: อัปเกรดหนักกว่ารุ่นปกติ
รุ่น Pro ปีนี้ถูกคาดว่าจะมีการอัปเกรดชัดเจน ได้แก่
-
กล้องหลัก Sony 50MP พร้อม OIS และซูมได้สูงสุด 140x
-
โครงเครื่อง อะลูมิเนียมแบบ Unibody ช่วยระบายความร้อนขณะใช้งานหนัก
-
หน้าจอ 6.83 นิ้ว AMOLED ความละเอียด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz ใหญ่และลื่นขึ้น
-
อาจเพิ่มระบบไฟ Glyph Matrix ที่พัฒนาต่อยอดจากไฟ LED เอกลักษณ์ของแบรนด์
Nothing Phone (4a): รุ่นมาตรฐานก็อัปเกรดไม่น้อย
รุ่นปกติคาดว่าจะได้รับการปรับปรุงหลายด้านเช่นกัน
-
กล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 50MP ทั้งชุด
-
รองรับมุมกว้าง 0.6x
-
ซูมได้สูงสุด 70x
-
-
กล้องหน้า 32MP สำหรับเซลฟีและวิดีโอคอล
-
ดีไซน์โปร่งใสแบบเดิม แต่เส้นโค้งตัวเครื่องเนียนขึ้น
-
ใช้ Glyph Bar ที่มี mini-LED รวม 63 ดวง สำหรับแจ้งเตือนและเอฟเฟกต์ไฟ
หน้าจอและแบตเตอรี่
-
หน้าจอรุ่นปกติ: 6.78 นิ้ว AMOLED 1.5K
รองรับ Adaptive Refresh Rate 30Hz – 120Hz -
แบตเตอรี่ดีขึ้นจากรุ่นก่อน
-
รองรับชาร์จไว 50W
ชิปประมวลผล
ข้อมูลจาก Geekbench ระบุว่า Phone (4a) จะใช้
Snapdragon 7s Gen 4 ซึ่งเน้นสมดุลด้านประสิทธิภาพและพลังงาน
ความจุและสีเครื่อง
Phone (4a)
-
ความจุ 256GB เท่านั้น
-
RAM 8GB หรือ 12GB
-
สี Black / White
-
สี Pink และ Blue อาจมีเฉพาะรุ่น 12GB
Phone (4a) Pro
-
รุ่น 8GB/128GB และ 12GB/256GB
-
สี Black และ Silver สำหรับทุกรุ่น
-
สี Pink จำกัดเฉพาะรุ่นความจุสูง
ราคาที่คาดการณ์ (ยุโรป)
ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นจากรุ่นก่อน:
Phone (4a)
-
8GB/256GB: ประมาณ €409 (ฝรั่งเศส/เบลเยียม/อิตาลี)
หรือ €389 (เยอรมนี/สเปน) -
12GB/256GB: ประมาณ €449 / €429
Phone (4a) Pro
-
8GB/128GB: ประมาณ €499 / €479
-
12GB/256GB: สูงสุดราว €569 / €549
กำหนดวางจำหน่าย (ตามข้อมูลหลุด)
-
Phone (4a): เริ่มขายประมาณ 12 มีนาคม 2026
-
Phone (4a) Pro: คาดตามมาช่วง 26 มีนาคม 2026
โดยรวมแล้ว ซีรีส์ (4a) ดูเหมือนจะดันสเปกขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหน้าจอเร็วขึ้น กล้องแรงขึ้น และดีไซน์ Glyph ที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพื่อแข่งขันในตลาดมือถือระดับกลาง-บนที่กำลังดุเดือดในปี 2026 นี้
ที่มา: GIZMOCHINA



