ในงาน Mobile World Congress (MWC) บริษัท Fujitsu ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย 1FINITY เพื่อเปิดตัว เวเฟอร์ซิลิคอน (silicon wafers) รุ่นแรกและตัวอย่างวิศวกรรมของ CPU รุ่นใหม่ “MONAKA”
CPU รุ่นนี้มีกำหนดเปิดตัวในปี 2027 โดย Fujitsu MONAKA ใช้สถาปัตยกรรม Armv9-A และการออกแบบแบบ 3D chiplet ที่รวมไดหลักของคอร์ประมวลผลเข้ากับได SRAM และ I/O แยกต่างหาก
ในหนึ่งชิปจะมี 144 คอร์ และหากใช้แบบ สองซ็อกเก็ต (dual-socket) จะสามารถขยายได้สูงสุดถึง 288 คอร์ต่อหนึ่งโหนด
สเปกและเทคโนโลยีสำคัญ
-
รองรับหน่วยความจำ 12-channel DDR5
-
รองรับ PCIe 6.0 พร้อม CXL 3.0
-
รองรับชุดคำสั่ง Arm SVE2 สำหรับงาน AI และ HPC
-
ออกแบบมาเพื่อรองรับงานประมวลผลขั้นสูง เช่น AI inference, การจำลอง (simulation) และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
การผลิตและเทคโนโลยีแพ็กเกจ
Fujitsu เลือกให้ TSMC เป็นผู้ผลิตชิปนี้ด้วยกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร และใช้เทคโนโลยีแพ็กเกจ 3.5D eXtreme Dimension System-in-Package (XDSiP) จาก Broadcom
โครงสร้างภายในของ MONAKA จะประกอบด้วย
-
ชิปเล็ต 4 ตัว
-
แต่ละตัวมี 36 คอร์ (รวม 144 คอร์)
-
ชิปเล็ตถูกวางแบบ face-to-face stacking กับไทล์ SRAM ผ่านเทคโนโลยี hybrid copper bonding
ส่วนเลเยอร์แคช (cache layer) ถูกผลิตด้วยกระบวนการ TSMC N5
ตัวอย่างต้นแบบและกำหนดการ
จากภาพตัวอย่างต้นแบบ จะเห็นว่าแพ็กเกจประกอบด้วย
-
I/O die ขนาดใหญ่ตรงกลาง
-
หน่วยความจำ HBM ล้อมรอบตัว CPU
-
ใช้เทคโนโลยีแพ็กเกจใหม่ความหนาแน่นสูง
มีรายงานว่า CPU รุ่นนี้ได้พัฒนาไปถึง เวอร์ชันที่สามารถทำงานได้จริงแล้ว โดย Broadcom ได้ส่งมอบชิปให้ Fujitsu ตั้งแต่ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้
หลังจากการทดสอบและตรวจสอบประสิทธิภาพเบื้องต้น Fujitsu วางแผนจะ
-
เริ่มส่งตัวอย่างให้ลูกค้า ช่วงฤดูร้อน
-
เริ่ม การผลิตและจัดส่งจำนวนมากในปี 2027
ต่อยอดความสำเร็จจาก Fugaku
Fujitsu ตั้งใจให้ MONAKA เป็น SoC ประสิทธิภาพสูงสำหรับ AI, HPC และดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทคาดว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าภายนอกเช่นเดียวกับ CPU รุ่นก่อนหน้าอย่าง A64FX ที่ใช้ในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Fugaku supercomputer
Fugaku เคยเป็น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกในปี 2020 โดยทำประสิทธิภาพได้ถึง
-
415.53 PetaFLOPS (FP64)
-
1.421 ExaFLOPS (HPL-AI ด้วย FP16)
ด้วยสถาปัตยกรรมใหม่และเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำหน้า คาดว่า MONAKA CPU จะให้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้นมาก พร้อมทั้งประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น
ที่มา: TechPowerUp



