Microsoft และ NVIDIA จับมือกันนำ AI มาเร่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยมีเป้าหมายสร้างพลังงานสะอาดไร้คาร์บอนที่ปลอดภัย เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองบริษัทพัฒนาเครื่องมือ AI เพื่อช่วยให้ขั้นตอนขออนุญาตก่อสร้างรวดเร็วขึ้น ลดความผิดพลาดด้านเอกสาร และใช้เทคโนโลยี “ดิจิทัลทวิน” เพื่อบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนและความล่าช้าได้อย่างมาก
เป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรพลังงาน ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต้องมองหาแหล่งพลังงานสะอาดเพื่อรองรับ “โรงงาน AI” แห่งอนาคต หนึ่งในทางเลือกสำคัญคือพลังงานนิวเคลียร์ โดย Darryl Willis รองประธานองค์กรฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานและทรัพยากรทั่วโลกของ Microsoft ระบุว่า นิวเคลียร์คือ “โครงสร้างพื้นฐานหลักที่จำเป็นของอนาคต”
ความร่วมมือด้าน AI เพื่อพลังงานนิวเคลียร์ครั้งใหม่นี้ มุ่งเร่งการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI ขั้นสูง เช่น
Microsoft ย้ำว่าความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งแค่ “สร้างให้เร็วขึ้น” แต่ต้องการช่วยให้วิศวกรและหน่วยงานกำกับดูแลโฟกัสกับการสร้างแหล่งพลังงานที่ ปลอดภัย มั่นคง กำลังผลิตสูง ไร้คาร์บอน และเสร็จตรงเวลาในงบประมาณ
ที่ผ่านมา วิศวกรต้องใช้เวลาหลายพันชั่วโมงกับงานเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการร่าง ตรวจสอบ เทียบข้อมูล จัดรูปแบบ ค้นหา และแก้ไขความไม่สอดคล้องกันในเอกสารนับหมื่นหน้า จึงไม่น่าแปลกที่โครงการโรงไฟฟ้ามักล่าช้าและงบบานปลาย
แนวทางใหม่คือเปลี่ยนจากงานวิศวกรรมที่ปรับแต่งเฉพาะจุด ไปสู่กระบวนการที่ทำซ้ำได้และอ้างอิงมาตรฐานเดียวกัน โดยยังคงมาตรฐานด้านกฎระเบียบและความรับผิดชอบทางวิศวกรรม
AI จะช่วยตรวจจับความผิดพลาดเล็ก ๆ ในเอกสารและแก้ไขได้รวดเร็ว พร้อมรวมข้อมูลและการจำลองทั้งหมดตลอดวงจรโครงการ ทำให้งานซับซ้อนยังคง
ในด้าน Digital Twin ความร่วมมือนี้ยังชี้ให้เห็นอนาคตของงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง NVIDIA Omniverse และ NVIDIA Earth-2 สร้างแบบจำลองโรงไฟฟ้าแบบดิจิทัลก่อนเริ่มก่อสร้างจริง เพื่อใช้ติดตามความคืบหน้าและตรวจจับความเสี่ยงหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า
สำหรับผู้ที่กังวลว่าการใช้ AI มาช่วยสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจเสี่ยงเกินไป ความจริงคือเทคโนโลยีนี้เริ่มใช้งานแล้วในระดับหนึ่ง โดย Microsoft อ้างคำกล่าวจาก Aalo Atomics ว่าโซลูชัน Microsoft Generative AI for Permitting ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถลดเวลาการทำงานขั้นตอนที่ซับซ้อนได้ถึง 92% และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปหลายสิบล้านดอลลาร์
• ช่วยลดขั้นตอนการขออนุญาตที่มีค่าใช้จ่ายสูงระดับ “หลายร้อยล้านดอลลาร์”
• สร้างแบบจำลอง Digital Twin และการจำลองสถานการณ์ เพื่อทดสอบและปรับปรุงแบบได้รวดเร็ว
• ตรวจสอบย้อนกลับได้
• พร้อมรับการตรวจสอบ
• ปลอดภัย
• คาดการณ์ได้
ที่มา: TweakTown



