NVIDIA ในงาน Hot Chips 2025: Blackwell ก้าวสู่ยุค Neural Rendering
การปรากฏตัวของ NVIDIA ที่งาน Hot Chips 2025 (สายกราฟิก) ครั้งนี้ ไม่ได้มาโชว์ชิปใหม่ แต่เน้นการเปลี่ยน “แนวคิด” มากกว่า โดยบริษัทนำเสนอว่า Blackwell คือ “แพลตฟอร์ม” ที่ผสาน Machine Learning เข้ากับการเรนเดอร์โดยตรง แทนที่จะเป็นแค่ฟีเจอร์เสริม
NVIDIA อธิบายว่า Blackwell ครอบคลุมตั้งแต่ การ์ดระดับดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึง GPU ในโน้ตบุ๊ก และเหตุผลที่ขอบเขตนี้สำคัญ คือเพราะมันทำให้การเรนเดอร์ไม่ต้องพึ่ง brute-force raster เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หันไปใช้ Neural Rendering เช่น การลบ noise, การสร้างเฟรมด้วย AI (learned frame generation) ที่ช่วยสร้างหรือปรับแต่งพิกเซลได้ “คมชัดขึ้นแต่ใช้ต้นทุนน้อยลง”
เพื่อรองรับแนวทางนี้ NVIDIA จึง:
-
ขยับไปใช้ FP4 math เพื่อลด footprint ของหน่วยความจำและ compute
-
พัฒนา scheduler ใหม่ เช่น Shader Execution Reordering และ integer workload หนัก ๆ เพื่อให้ SMs (Streaming Multiprocessors) ทำงานได้ต่อเนื่อง
-
ใส่ AI management processor บนชิป เพื่อจัดลำดับข้อมูลและการทำงานระหว่าง shaders และ inference kernel ไม่ให้ชนกัน
ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานก็สำคัญพอ ๆ กัน
-
รองรับ GDDR7 ที่ให้แบนด์วิธสูงขึ้นที่แรงดันไฟต่ำลง ช่วยทั้งงานเรนเดอร์ทั่วไปและงาน tensor ขนาดใหญ่
-
เทคนิคย่นเวลา “time to first token” ทำให้ workload แบบผสม (AI + กราฟิก) ตอบสนอง latency ที่แตกต่างกันได้
-
แนวคิด “race to idle”: ใช้การคาดเดาภาพ (learned interpolation) หรือ inference แบบเลือกเฉพาะส่วน แทนการเรนเดอร์เต็มรูป เพื่อประหยัดพลังงาน
-
ฟีเจอร์จากฝั่งดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น Universal MIG แยกการ์ดจอเดียวเป็น virtual GPU หลายตัว เพิ่มการใช้งานเต็มประสิทธิภาพกว่าการแบ่งเวลา (time slicing)
สรุปชัดเจนว่า Blackwell ไม่ได้แค่เพิ่ม TeraFLOPS แต่คือการ “คิดใหม่” เรื่องการจัดตารางงาน และการผสาน ML เข้ากับกราฟิกเพื่อสร้างประสบการณ์เรียลไทม์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม
Neural Rendering คืออนาคตของกราฟิก และ NVIDIA กำลังเร่งเครื่องพัฒนา pipeline นี้ทุกขั้นตอน
ที่มา : TechPowerUp