ก่อนจะมี Game Boy เสียอีก Nintendo ก็มี Game & Watch เครื่องเล่นพกพารุ่นแรกที่ประสบความสำเร็จ และเป็นต้นกำเนิดของปุ่ม D-pad ด้วย นับตั้งแต่ Game & Watch รุ่น Donkey Kong ดั้งเดิม Nintendo ก็มีการนำกลับมาวางจำหน่ายใหม่ในเวอร์ชันทันสมัย ล่าสุดคือรุ่น Zelda ที่ออกในปี 2021 เพื่อฉลองครบรอบ 35 ปีของแฟรนไชส์ และตอนนี้ในวาระครบรอบ 40 ปีของ Zelda ก็มีนักโมดิฟายคนหนึ่งนำ Game & Watch เครื่องนั้นมาดัดแปลงให้กลายเป็นเครื่องอีมูเลเตอร์เรโทรเต็มตัว
ต่างจาก Game & Watch ยุค 80 รุ่นรีรีลีสใหม่นั้นมาพร้อมหน้าจอสี LCD ที่อัปเกรดแล้ว บรรจุเกมคลาสสิกมาในตัว และใช้พอร์ต USB-C แบตเตอรี่และปุ่มควบคุมก็ถูกปรับปรุงให้ทันสมัย ทำให้มันเป็นฐานที่ดีสำหรับเครื่องเล่นพกพาแบบโมดิฟาย ชุมชนโอเพ่นซอร์สได้ช่วยปลดล็อกศักยภาพของ G&W ไปมาก และโปรเจกต์ของ Macho Nacho Productions ก็ต่อยอดจากผลงานเหล่านั้น
การโมเริ่มจากการแกะเครื่อง ถอดสายแพทั้งหมด และถอดลำโพงออก จากนั้นดึงไฟล์เฟิร์มแวร์ที่เก็บอยู่บนเมนบอร์ดออกมา แก้ไข แล้วแฟลชกลับเข้าไปใหม่เพื่อทำการเจลเบรก อย่างไรก็ตาม ชิปหน่วยความจำเดิมมีขนาดเพียง 16MB ซึ่งไม่พอสำหรับใส่เพย์โหลด จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นชิป 64MB แต่ก่อนจะเปลี่ยนก็ต้องดึงไฟล์จากชิปเดิมออกมาก่อน
จากนั้นมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์โปรแกรมเมอร์ ST-Link V2 เข้ากับเมนบอร์ด โดยบัดกรีเข้ากับจุดแพดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกับ Game & Watch และดึง/แก้ไขเฟิร์มแวร์ได้ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้ Macho Nacho ก็อัปเกรดชิปหน่วยความจำ และแฟลชเฟิร์มแวร์แบบคัสตอมเข้าไป
หลังจากผ่านหน้าต่าง PowerShell นับไม่ถ้วน กระบวนการก็เสร็จสิ้น และถอดโปรแกรมเมอร์ออกจากบอร์ด แต่ฝั่งฮาร์ดแวร์ยังไม่จบ เพราะแม้เฟิร์มแวร์คัสตอมจะทำงานได้แล้ว ก็ยังต้องมีแหล่งเก็บข้อมูล นั่นคือการเพิ่มช่องใส่ microSD เข้าไปในเครื่อง
นี่คือขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะต้องบัดกรีสายแพแบบคัสตอมแต่ละขาเข้ากับซีพียูบนบอร์ดโดยตรง สายแพเส้นนั้นยังมีอุปกรณ์พาสซีฟอย่างคาปาซิเตอร์ และช่อง microSD ที่บัดกรีติดอยู่ก่อนแล้วด้วย
เมื่อ Game & Watch มีสตอเรจภายนอกแล้ว Macho Nacho ก็ประกอบเครื่องกลับเข้าที่ บัดกรีสายลำโพงกลับเข้าไป และยังเหลืออีกขั้นตอนคือเจาะฝาหลังเพื่อทำช่องให้ใส่การ์ด SD จากภายนอกได้
โชคดีที่ชุมชนโมดิฟายมีไฟล์จิ๊กสำหรับพิมพ์ 3D เตรียมไว้ เขาใช้มันเป็นไกด์ในการเจาะและขัดแต่งให้ดูเรียบร้อย ไม่เหมือนงาน DIY จนเกินไป แล้วปิดเครื่องกลับเข้าที่ ตอนนี้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ก็พร้อม (ถ้าเตรียม SD การ์ดไว้แล้ว) เหลือเพียงใส่เกม
การใส่ไฟล์ ROM ลงในการ์ดทำได้ไม่ยาก จากนั้น Macho Nacho ก็สาธิตความสามารถของ Game & Watch ที่ถูกโมแล้ว โดยมันรัน Retro-Go ซึ่งเป็นเฟิร์มแวร์ยอดนิยมในชุมชน มาพร้อม UI ทันสมัย และรองรับการอีมูเลตเครื่องเกมหลายแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ Sega Genesis ไปจนถึง TurboGrafx-16
ภาพเกมแสดงผลได้สวยงามบนหน้าจอคมชัด สีสดใส และฟีเจอร์เซฟสถานะ (save states) จาก Retro-Go ก็ยิ่งเสริมความสะดวกของเครื่องพกพา ลองนึกภาพมันเป็น Miyoo Mini เวอร์ชัน DIY ที่ใส่กระเป๋าเสื้อได้สบาย ๆ ที่สำคัญคือมันยังเล็กกว่า Game Boy Pocket ซึ่งก็เป็นเครื่องหนึ่งที่มันสามารถอีมูเลตได้
ปุ่มควบคุมตอบสนองดี และยังรองรับโฮมบรูว์อีกด้วย แม้ Macho Nacho จะไม่ได้พูดถึงอายุการใช้งานแบตเตอรี่ แต่ก็น่าจะใกล้เคียงกับรุ่นปกติ ข้อเสียหลักของการโม Game & Watch แบบนี้คือความยาก โดยเฉพาะงานไมโครบัดกรีที่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
แม้ฝั่งซอฟต์แวร์จะมีคู่มือช่วยเหลือมากมาย แต่งานฮาร์ดแวร์ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง โชคดีที่มีผู้รับโมให้ หรือบางรายก็ขายเครื่องที่โมสำเร็จแล้ว หากคุณไม่ได้สนใจฟอร์มแฟกเตอร์คลาสสิกนี้มากนัก อาจเลือกซื้อเครื่องอย่าง Anbernic ที่แรงกว่าและพร้อมใช้งานตั้งแต่แกะกล่องจะคุ้มค่ากว่า
ที่มา: Tom's Hardware



