หากพูดถึงชื่อของ NVIDIA ในยุคปัจจุบัน หลายคนจะนึกถึงบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการ์ดจอ GeForce RTX, เทคโนโลยี AI, Ray Tracing และชิปประมวลผลระดับ Data Center แต่ย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค 90 นั้น NVIDIA ยังเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้ง และผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่พวกเขานำออกสู่ตลาดกลับไม่ใช่ “GeForce” อย่างที่เราคุ้นเคย มันคือชิปกราฟิกที่ชื่อว่า NVIDIA NV1 เปิดวันที่ 22 เดือนพฤษภาคม ปี 1995 และนี่คือหนึ่งในฮาร์ดแวร์ที่ “แปลก” และ “ล้ำเกินยุค” มากที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์พีซี
จุดเริ่มต้นของ NVIDIA
บริษัท NVIDIA ก่อตั้งขึ้นในปี 1993 โดย
-Jensen Huang
-Chris Malachowsky
-Curtis Priem
ในยุคนั้นตลาดกราฟิกพีซีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากภาพ 2D ไปสู่ 3D แต่ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ทุกบริษัทต่างพยายามหาวิธีของตัวเองในการเรนเดอร์กราฟิกสามมิติ
ผู้เล่นยุคนั้นประกอบไปด้วยบริษัทอย่าง
-3dfx Interactive
-S3 Graphics
-ATI Technologies
-Matrox
-Rendition
NVIDIA ในเวลานั้นยังไม่มีประสบการณ์ด้าน GPU มากนัก แต่พวกเขามีแนวคิดที่ทะเยอทะยานมาก คือการสร้าง “ชิปมัลติมีเดียครบวงจร” ที่ทำได้ทุกอย่างในใบเดียว และนั่นคือจุดกำเนิดของ NV1
NV1 ไม่ใช่แค่การ์ดจอ
สิ่งที่ทำให้ NV1 แตกต่างจากการ์ดจอทั่วไปในยุคนั้น คือมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเพียง Video Card แต่ NVIDIA พยายามรวมทุกอย่างไว้ในชิปเดียว ได้แก่
-กราฟิก 2D
-กราฟิก 3D
-ระบบเสียง
-MIDI
-Game Port
-Sega Saturn Controller Interface
เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดคล้าย SoC หรือ Multimedia Accelerator ก่อนยุคของมันหลายปี การ์ด NV1 หลายรุ่นถูกวางขายภายใต้แบรนด์ของ Diamond Multimedia ในชื่อรุ่นว่า Diamond Edge 3D
เทคโนโลยี Quadratic Texture Mapping
สิ่งที่ “แปลกที่สุด” ของ NV1 คือวิธีการสร้างภาพ 3D ในขณะที่การ์ดจอส่วนใหญ่ของโลกเลือกใช้ “Polygon Rendering” หรือการสร้างโมเดลด้วยสามเหลี่ยม (Triangles) NV1 กลับเลือกใช้ระบบที่เรียกว่า Quadratic Texture Mapping หรือพื้นผิวแบบ Quadratic Surfaces NVIDIA พยายามหนีจาก Triangle แนวคิดของ NVIDIA ตอนนั้นคือ “Triangles ดูหยาบเกินไป” บริษัทจึงพยายามใช้พื้นผิวแบบโค้งทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้โมเดลมีความเรียบเนียนกว่า ในทางทฤษฎี มันดูยอดเยี่ยมมาก เพราะพื้นผิวโค้งสามารถให้ภาพที่สมูธกว่า polygon แบบดั้งเดิม แต่ปัญหาคือ…ทั้งอุตสาหกรรมกำลังเดินไปอีกทาง
โลกเลือก Triangle แต่ NV1 เลือกเส้นทางของตัวเอง
ในช่วงกลางยุค 90 API กราฟิกเริ่มถูกกำหนดมาตรฐานโดย Microsoft ผ่าน DirectX โดยเฉพาะ Direct3D ที่ใช้ระบบ Triangle Polygon เป็นหลัก ขณะเดียวกัน Silicon Graphics หรือ SGI ก็ผลักดันแนวคิด polygon เช่นกัน ทำให้ NV1 กลายเป็นฮาร์ดแวร์ที่ “เข้ากับโลกไม่ได้” นักพัฒนาเกมต้องเขียนเกมรองรับ NV1 แยกต่างหาก ซึ่งแทบไม่มีใครอยากทำ
Sega กับความสัมพันธ์ที่เกือบเปลี่ยนประวัติศาสตร์
หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดของ NV1 คือความเกี่ยวข้องกับ Sega ในช่วงที่ Sega กำลังพัฒนาเครื่อง Sega Saturn NVIDIA เคยพยายามผลักดันให้ Sega ใช้เทคโนโลยีของ NV1 มีรายงานว่าทั้งสองบริษัทเคยร่วมงานกันในระดับหนึ่ง ถึงขั้นที่ NV1 รองรับจอย Sega Saturn ได้โดยตรง แต่สุดท้าย Sega เลือกแนวทางอื่นแทน หากตอนนั้น Sega เลือก NVIDIA โลกของ GPU อาจเปลี่ยนไปอีกแบบเลยก็ได้
NV1 รองรับอะไรบ้างในยุคนั้น
สำหรับปี 1995 ความสามารถของ NV1 ถือว่าล้ำมาก
ความสามารถหลัก
-รองรับ 2D GUI Acceleration
-รองรับ 3D Rendering
-มี Audio Processor ในตัว
-รองรับ WAVetable MIDI
-มี Sega Saturn Port
-มี Game Port
-รองรับ Video Playback
บางรุ่นยังมี RAM สูงถึง 4MB ซึ่งถือว่าเยอะมากในยุคนั้น
ปัญหาใหญ่ของ NV1
แม้แนวคิดจะล้ำ แต่ NV1 มีปัญหาหลายด้าน
1. ไม่เข้ากับมาตรฐานอุตสาหกรรม
นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุด
เมื่อโลกเลือก Triangle Polygon แต่ NV1 ใช้ Quadratic Surface ทำให้เกมส่วนใหญ่ไม่รองรับ
2. ประสิทธิภาพจริงไม่แรงอย่างที่หวัง
ในทางทฤษฎี Quadratic Rendering ดูสวยกว่า
แต่ในโลกจริง ฮาร์ดแวร์ยุคนั้นยังแรงไม่พอ ทำให้ประสิทธิภาพตกหนักในหลายสถานการณ์
3. นักพัฒนาไม่อยากรองรับเพิ่ม
นักพัฒนาเกมยุคนั้นต้องทำเกมให้รันได้กับ:
-DOS
-Windows
-Software Renderer
-3dfx Glide
-Direct3D
การเพิ่ม NV1 เข้าไปอีกแพลตฟอร์มคือภาระมหาศาล
การมาของ 3dfx คือจุดจบของ NV1
ในปี 1996 3dfx Interactive เปิดตัว 3dfx Voodoo Graphics และนี่คือการ์ดที่เปลี่ยนโลก Voodoo ใช้แนวคิด Triangle-Based Rendering แบบตรงไปตรงมา รองรับเกมจำนวนมาก และให้ประสิทธิภาพสูงกว่ามาก ผลคือ NV1 แพ้ตลาดอย่างรวดเร็ว
NVIDIA เกือบล้มละลาย
ความล้มเหลวของ NV1 ทำให้ NVIDIA เข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหนัก บริษัทมีเงินสดเหลือน้อยมาก และเคยมีรายงานว่า NVIDIA เกือบปิดกิจการ แต่แทนที่จะดื้อกับแนวคิดเดิม บริษัทกลับตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
“ยอมทิ้งทุกอย่าง แล้วเริ่มใหม่”
NV3 / RIVA 128 จุดเปลี่ยนของ NVIDIA
หลังจาก NV1 และ NV2 ล้มเหลว NVIDIA เปลี่ยนแนวทางทั้งหมด
บริษัทหันมารองรับ:
-Triangle Rendering
-Direct3D
-OpenGL
เต็มรูปแบบ และในปี 1997 NVIDIA เปิดตัว RIVA 128 การ์ดรุ่นนี้ประสบความสำเร็จมหาศาล และกลายเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ ของ NVIDIA ในตลาด GPU
จากนั้นโลกก็ได้เห็น:
-TNT
-GeForce 256
-GeForce GTX
-GeForce RTX
ตามมาในภายหลัง
ทำไม NV1 ถึงสำคัญมาก
แม้มันจะ “ล้มเหลว” แต่ NV1 คือบทเรียนที่สำคัญมากของ NVIDIA
มันสอนว่า:
-เทคโนโลยีที่ล้ำเกินไป อาจไม่ชนะตลาด
-มาตรฐานอุตสาหกรรมสำคัญกว่าความแตกต่าง
-Ecosystem สำคัญกว่าพลังดิบ
-นักพัฒนาคือหัวใจของแพลตฟอร์ม
ซึ่งแนวคิดเหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ NVIDIA ประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
NV1 ในสายตานักสะสม
ปัจจุบันการ์ด NV1 กลายเป็นของสะสมหายากมาก
โดยเฉพาะรุ่น:
-Diamond Edge 3D
-ASUS NV1
-STG2000-based cards
นักสะสมฮาร์ดแวร์ย้อนยุคจำนวนมากมองว่า NV1 คือ “จุดเริ่มต้นของจักรวาล NVIDIA” และยังเป็นตัวแทนของยุคที่วงการกราฟิกพีซีเต็มไปด้วยการทดลองสุดบ้าคลั่ง ก่อนที่มาตรฐานจะถูกกำหนดตายตัว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ NV1
ความน่าสนใจของ NV1 ไม่ใช่เพราะมันประสบความสำเร็จ แต่เป็นเพราะมัน “กล้าคิดต่าง” ในยุคที่ทุกคนกำลังมองหาวิธีสร้างกราฟิก 3D NVIDIA เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง entirely แม้สุดท้ายจะผิดทาง แต่นั่นก็กลายเป็นบทเรียนที่ช่วยสร้างบริษัทมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต และถ้าไม่มี NV1…เราอาจไม่มี GeForce RTX อย่างทุกวันนี้ก็ได้
นักสะสมฮาร์ดแวร์ย้อนยุคจำนวนมากมองว่า NV1 คือ “จุดเริ่มต้นของจักรวาล NVIDIA” และยังเป็นตัวแทนของยุคที่วงการกราฟิกพีซีเต็มไปด้วยการทดลองสุดบ้าคลั่ง ก่อนที่มาตรฐานจะถูกกำหนดตายตัว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ NV1 ความน่าสนใจของ NV1 ไม่ใช่เพราะมันประสบความสำเร็จ แต่เป็นเพราะมัน “กล้าคิดต่าง” ในยุคที่ทุกคนกำลังมองหาวิธีสร้างกราฟิก 3D NVIDIA เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง entirely
แม้สุดท้ายจะผิดทาง แต่นั่นก็กลายเป็นบทเรียนที่ช่วยสร้างบริษัทมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต และถ้าไม่มี NV1… เราอาจไม่มี GeForce RTX อย่างทุกวันนี้ก็ได้



