ประธาน ADATA ชี้วิกฤต DRAM ยังไม่จบ คาดขาดแคลนต่ออีก 10 ปี มองยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึง "ฟองสบู่ AI"
Chen Li-bai ประธานบริษัท ADATA ผู้ผลิตหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายใหญ่ของไต้หวัน ออกมาแสดงมุมมองว่า ตลาดยังไม่ควรกังวลเรื่อง "ฟองสบู่ AI" ในเวลานี้ พร้อมคาดการณ์ว่า ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำ DRAM อาจยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี เนื่องจากความต้องการทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิต
ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงฟองสบู่ AI
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากราคาหุ้นของ TSMC ปรับตัวลดลงภายหลังการประกาศผลประกอบการ จนเกิดกระแสตั้งคำถามว่าการลงทุนด้าน AI กำลังเข้าสู่ภาวะฟองสบู่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม Chen Li-bai มองว่า ประเด็นดังกล่าวยังห่างไกลจากความเป็นจริง โดยกล่าวว่า
"หากจะพูดถึงฟองสบู่ AI ก็ควรเป็นหลังปี 2030 หรืออาจต้องรอถึงปี 2040–2050"
เขาเชื่อว่าตลาดยังประเมินความต้องการด้าน AI ต่ำกว่าความเป็นจริง และการเติบโตในปัจจุบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ความต้องการหน่วยความจำยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ประธาน ADATA ระบุว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้ต้องการเพียง GPU เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายด้าน ได้แก่
- หน่วยความจำ DRAM
- NAND Flash
- ระบบจัดเก็บข้อมูล
- โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
- ศูนย์ข้อมูล (Data Center)
พร้อมทั้งชี้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI
การปล่อยเช่ากำลังประมวลผล ไม่ได้แปลว่าความต้องการลดลง
แม้ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่อย่าง Meta และ xAI จะเริ่มเปิดให้เช่ากำลังประมวลผล AI ที่เหลืออยู่แก่บริษัทอื่น แต่ Chen มองว่านั่นไม่ได้หมายความว่าความต้องการลดลง
ในทางกลับกัน เขาเชื่อว่า AI จะขยายไปสู่โมเดลธุรกิจหลากหลายรูปแบบ เช่น
- B2B
- B2G
- B2C
- B2B2C
ซึ่งจะยิ่งผลักดันความต้องการชิป หน่วยความจำ และโครงสร้างพื้นฐานให้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
อีก 10 ปี สิ่งที่หายากที่สุดคือ "ไฟฟ้า" และ "หน่วยความจำ"
Chen ระบุว่า ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของโลกจะไม่ใช่เพียงเซมิคอนดักเตอร์ แต่คือ
- พลังงานไฟฟ้า
- หน่วยความจำ (Memory)
โดยเขาเชื่อว่าปัญหาการขาดแคลน DRAM จะยังคงดำเนินต่อไป แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะประกาศลงทุนขยายกำลังการผลิตจำนวนมากก็ตาม
ผู้ผลิต DRAM จะไม่เร่งสร้างโรงงานมากเกินไป
เมื่อถูกถามว่าการขยายกำลังผลิตของ
- Samsung
- SK hynix
- Micron
จะทำให้ราคาหน่วยความจำกลับมาลดลงหรือไม่
Chen มองว่า ผู้ผลิตรายใหญ่มีความระมัดระวังอย่างมากในการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพราะต่างตระหนักดีว่าการเพิ่มกำลังผลิตมากเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าล้นตลาดและกระทบต่อผลกำไร
ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่าง ๆ จึงเลือกใช้กลยุทธ์ขยายกำลังผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป (Rational Expansion)
แม้จะมีการประกาศโครงการลงทุนจำนวนมาก แต่โรงงานส่วนใหญ่จะทยอยสร้างและเริ่มเดินสายการผลิตในช่วง ปี 2028–2035
นอกจากนี้ ผู้ผลิต DRAM ยังมีสัญญาจัดส่งระยะยาว (Long-term Supply Agreement) กับลูกค้ารายใหญ่จำนวนมาก ทำให้กำลังการผลิตส่วนใหญ่ถูกจองล่วงหน้าอยู่แล้ว
เคยเตือนราคา DRAM และ NAND จะพุ่งแรง
ก่อนหน้านี้ Chen Li-bai เคยคาดการณ์ว่าในช่วง ไตรมาส 3 ปี 2026
- ราคา DRAM จะเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
- ราคา NAND Flash จะเพิ่มขึ้นประมาณ 40%
ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า ราคาหน่วยความจำอาจปรับขึ้นมากกว่า 50% หากปัญหาการขาดแคลนยังคงรุนแรง
อาจไม่มีทางกลับไปสู่ราคาเดิม
ในระยะสั้น นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังมองตรงกันว่า ตลาด DRAM และ NAND Flash จะยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างน้อยจนถึงปี 2028
หากการคาดการณ์ของ ADATA เป็นจริง และภาวะขาดแคลนยืดเยื้อไปอีก 10 ปี ก็อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่อุตสาหกรรมจะกลับเข้าสู่สมดุล และมีความเป็นไปได้สูงที่ราคาหน่วยความจำจะไม่ย้อนกลับไปอยู่ในระดับก่อนเกิดวิกฤตอีกต่อไป
สรุป
ประธาน ADATA เชื่อว่าอุตสาหกรรม AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และความต้องการหน่วยความจำจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกหลายปี แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะลงทุนสร้างโรงงานใหม่ แต่การขยายกำลังผลิตจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ปัญหาการขาดแคลน DRAM และ NAND อาจดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 10 ปี พร้อมเตือนว่าทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงชิป AI แต่รวมถึง พลังงานไฟฟ้าและหน่วยความจำ ที่จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก
ที่มา: Wccftech



