Samsung และ SK hynix เหลือสต็อกหน่วยความจำไม่ถึง 10 วัน! AI Data Center ดันความต้องการพุ่ง เสี่ยง DRAM และ NAND ขาดตลาดเกิน 10% ในปี 2027
วิกฤตหน่วยความจำทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า Samsung Electronics และ SK hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสต็อกหน่วยความจำเหลือสำหรับการผลิตและจำหน่ายในไตรมาสนี้ไม่ถึง 10 วัน
สถานการณ์ดังกล่าวหมายความว่า หากเกิดคำสั่งซื้อก้อนใหญ่หรือความต้องการหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองบริษัทอาจมีข้อจำกัดในการเพิ่มปริมาณสินค้าออกสู่ตลาดในระยะสั้น เนื่องจากระดับสินค้าคงคลังอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว
แรงกดดันหลักยังคงมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscaler ซึ่งกำลังเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ AI รุ่นใหม่
Hyperscaler เตรียมทุ่มเงิน AI สูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2027
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประเมินว่า บริษัท Hyperscale Data Center ทั่วโลกอาจลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงถึงประมาณ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027
ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 60% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนใน AI Data Center กำลังเข้าสู่ระดับที่มีขนาดใหญ่มากจนส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือสัดส่วนของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ Storage Semiconductor หรือชิปหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากประมาณ 14% ของการลงทุนทั้งหมดในปี 2025 อาจเพิ่มขึ้นเป็นสูงถึง 57% ในปี 2027
นั่นหมายความว่าสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Storage Semiconductor จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าภายในเวลาเพียง 2 ปี
แนวโน้มดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตทั้ง DRAM และ NAND อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะศูนย์ข้อมูล AI รุ่นใหม่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาล ทั้งสำหรับ GPU Accelerator, CPU, Server และระบบจัดเก็บข้อมูล
HBM4 กำลังแย่งกำลังการผลิตจาก DRAM ทั่วไป
อีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวลคือการเปลี่ยนผ่านจาก HBM3E ไปสู่ HBM4
HBM4 ไม่ได้มีเพียงความต้องการต่อชิ้นที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องใช้จำนวน Wafer Input ต่อความจุของหน่วยความจำ มากกว่า DRAM ทั่วไปและ HBM3E
เมื่อผู้ผลิตอย่าง Samsung และ SK hynix เพิ่มกำลังการผลิต HBM4 เพื่อรองรับตลาด AI ก็หมายความว่ากำลังการผลิต Wafer ส่วนหนึ่งจะถูกโยกไปยังผลิตภัณฑ์ HBM ที่มีมูลค่าสูง
ผลที่ตามมาคือ แม้ปริมาณการผลิตหน่วยความจำของโรงงานจะไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ ความจุ DRAM ที่สามารถส่งเข้าสู่ตลาดโดยรวมอาจเติบโตไม่ทันความต้องการ
นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองว่า HBM4 อาจสร้างผลกระทบออกไปนอกตลาด AI และลุกลามไปยัง DRAM สำหรับ PC, Notebook, Smartphone และ Server ทั่วไป
กล่าวง่าย ๆ คือ โรงงานสามารถผลิตหน่วยความจำที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้มาก แต่ในเวลาเดียวกันอาจผลิต DRAM สำหรับตลาดทั่วไปได้น้อยลงเมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
DRAM และ NAND อาจขาดตลาดเกิน 10% ในปี 2027
หน่วยงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมประเมินว่า ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของตลาด DRAM และ NAND อาจแตะระดับมากกว่า 10% ภายในปี 2027
หากประมาณการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ตลาดหน่วยความจำอาจเผชิญภาวะขาดแคลนต่อเนื่องในระดับที่รุนแรงกว่าเดิม
และสิ่งที่น่ากังวลคือวิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดจากปัญหาการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย ได้แก่ ความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของ Data Center การผลิต HBM4 ที่ใช้ทรัพยากร Wafer มากขึ้น และการที่ผู้ผลิตต้องจัดลำดับความสำคัญให้กับผลิตภัณฑ์ที่ให้กำไรสูง
เมื่อความต้องการจาก AI เพิ่มขึ้นพร้อมกับความต้องการหน่วยความจำในตลาด PC และ Smartphone ก็อาจเกิดการแย่งกำลังการผลิตกันโดยตรง
ผู้บริโภคอาจต้องรับผลกระทบผ่านราคาที่สูงขึ้น
หากสถานการณ์สินค้าคงคลังต่ำกว่า 10 วันของ Samsung และ SK hynix เป็นจริง และอุปสงค์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางอาจมีความยากลำบากมากขึ้นในการจัดหาหน่วยความจำให้เพียงพอต่อการผลิต
ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ HBM สำหรับ AI Accelerator แต่สามารถลามไปยัง DDR5, LPDDR และ NAND Flash ที่ใช้ใน PC, Notebook, Smartphone และ SSD ได้ด้วย
ในกรณีที่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่ม Supply ได้ทัน ความเสี่ยงที่ตามมาคือ ราคาหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นอีก หรือผู้ผลิตอุปกรณ์บางรายไม่สามารถจองปริมาณสินค้าได้ตามต้องการ
สถานการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรม PC เพราะหน่วยความจำเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตกำลังเพิ่มความจุ RAM ให้กับเครื่องเพื่อรองรับ AI และซอฟต์แวร์รุ่นใหม่
HBM4 อาจกลายเป็นตัวเร่งวิกฤต Memory ครั้งใหม่
สิ่งที่แตกต่างจากวิกฤตหน่วยความจำในอดีตคือครั้งนี้ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของตลาด
ในอดีต DRAM และ NAND สำหรับ PC, Smartphone และ Server ทั่วไปเป็นตลาดหลักของผู้ผลิต แต่ปัจจุบัน HBM กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุด เพราะ GPU สำหรับ AI จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงในปริมาณมาก
และเมื่อ HBM4 ต้องใช้ทรัพยากรการผลิตมากกว่าเดิม การขยายตลาด AI จึงอาจไม่ได้เพียงเพิ่มยอดขาย HBM แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อ Supply ของหน่วยความจำประเภทอื่นไปพร้อมกัน
หากการลงทุน AI Data Center ยังเติบโตตามที่คาดการณ์ และช่องว่าง Supply ของ DRAM และ NAND ขยายเกิน 10% ในปี 2027 ตลาดหน่วยความจำอาจเข้าสู่ภาวะที่ “ผลิตไม่ทันความต้องการ” มากกว่าปัญหาเพียงเรื่องราคาสูง
สำหรับผู้บริโภค นี่อาจหมายถึงยุคที่ RAM และ SSD ไม่ได้มีราคาถูกลงตามวัฏจักรของตลาดเหมือนในอดีต ขณะที่ผู้ผลิต PC และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เองก็อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อ Samsung กับ SK hynix ซึ่งเป็นสองบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่อ Supply หน่วยความจำโลกมีสินค้าคงคลังเหลือไม่ถึง 10 วัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ราคา RAM จะขึ้นอีกหรือไม่” แต่กำลังกลายเป็นว่า ตลาดจะสามารถหาหน่วยความจำได้เพียงพอกับความต้องการในปี 2027 หรือไม่
ที่มา: IT Home



