SMIC โตต่อเนื่อง! ส่วนแบ่งตลาด Foundry ขยับเป็น 5.4% รายได้ทะลุ 99,000 ล้านบาท ไล่จี้ Samsung มากขึ้น
SMIC (Semiconductor Manufacturing International Corporation) ผู้ผลิตชิปแบบ Foundry รายใหญ่ที่สุดของจีนยังคงขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลล่าสุดจาก TrendForce ระบุว่าในไตรมาส 2 ปี 2026 SMIC มีส่วนแบ่งตลาด Foundry ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 5.4% จาก 5.1% ในไตรมาสแรก ขณะที่รายได้พุ่งขึ้นอย่างมากจนเข้าใกล้ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 99,400 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ SMIC ยังคงรั้ง อันดับ 3 ของโลกในตลาด Foundry และช่องว่างกับ Samsung Foundry ซึ่งอยู่อันดับ 2 เริ่มแคบลงเรื่อย ๆ โดย Samsung มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5.9% ในไตรมาสเดียวกัน
กล่าวได้ว่าเวลานี้ SMIC ตามหลัง Samsung เพียง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
รายได้โต 20% ในไตรมาสเดียว
TrendForce ระบุว่า รายได้ของ SMIC ในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และทะลุระดับ 3,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ในไตรมาส 1 บริษัทมีรายได้ประมาณ 2,510 ล้านดอลลาร์
เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 33.122 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 11 กันยายน 2026 รายได้ 3,000 ล้านดอลลาร์คิดเป็นเงินไทยประมาณ 99,400 ล้านบาท
การเติบโตครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายตลาด โดยเฉพาะการที่ลูกค้าเร่งสั่งซื้อเพื่อสะสมสินค้าในห่วงโซ่อุปทานของ PC และ Notebook รวมถึงคำสั่งซื้อชิปประเภทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI และระบบเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์
TrendForce ยังระบุด้วยว่า ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำทั่วโลกได้ช่วยเพิ่มความต้องการผลิตชิปบางประเภทของ SMIC โดยเฉพาะ NAND Flash และ NOR Flash ซึ่งทำให้ทั้งปริมาณการผลิตและราคาขายเฉลี่ยได้รับแรงสนับสนุน
SMIC ไล่จี้ Samsung Foundry มากขึ้น
ภาพรวมตลาด Foundry ใน Q2 2026 ยังคงถูกครองโดย TSMC แบบทิ้งห่างคู่แข่ง โดยบริษัทมีรายได้เกือบ 40,200 ล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาดถึง 72.5%
อันดับสองคือ Samsung Foundry ที่มีรายได้ประมาณ 3,260 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.8% QoQ แต่ส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือ 5.9%
ส่วน SMIC มีรายได้มากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 20% QoQ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดขยับขึ้นเป็น 5.4%
นั่นทำให้ช่องว่างระหว่าง Samsung กับ SMIC เหลือเพียงครึ่งเปอร์เซ็นต์ และถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่สะท้อนการขยายตัวของอุตสาหกรรม Foundry จีนได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าตัวเลขนี้เป็น ส่วนแบ่งตลาด Foundry ไม่ใช่ส่วนแบ่งตลาดชิปทั้งหมด เพราะบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD หรือ Qualcomm เป็นผู้ “ออกแบบชิป” แต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตชิปในรูปแบบเดียวกับ SMIC และ TSMC
จาก 5.1% สู่ 5.4% ในเวลาแค่หนึ่งไตรมาส
การเพิ่มส่วนแบ่งจาก 5.1% เป็น 5.4% อาจดูไม่มาก แต่ในตลาด Foundry ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นเพียง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์หมายถึงรายได้และปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญ SMIC ไม่ได้เพิ่งเริ่มเติบโตในปีนี้
ย้อนกลับไปในไตรมาส 1 ปี 2026 บริษัทมีรายได้ประมาณ 2,510 ล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาด 5.1% ซึ่งเท่ากับการรักษาอันดับ 3 ของโลกเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
จากนั้นใน Q2 รายได้กลับพุ่งขึ้นอีก 20% ขณะที่ส่วนแบ่งขยับขึ้นเป็น 5.4%
แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า SMIC สามารถใช้ประโยชน์จากทั้ง ความต้องการ AI, การเร่งสั่งซื้อ PC/Notebook และการทดแทนการนำเข้าภายในจีน เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของโรงงาน
SMIC ใช้ DUV เดินหน้ากระบวนการผลิตขั้นสูง
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ SMIC น่าสนใจเป็นพิเศษคือความพยายามผลักดันกระบวนการผลิตขั้นสูง แม้บริษัทจะไม่สามารถเข้าถึงเครื่อง EUV Lithography ของ ASML ได้
กระบวนการผลิตระดับสูงสุดของ SMIC ที่ถูกพูดถึงในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ N+2 ระดับ 7nm-class และ N+3 ระดับ 5nm-class
โดย N+2 ถูกนำไปใช้กับการผลิตชิปสำหรับระบบ AI ของจีน ขณะที่ N+3 มีรายงานว่ากำลังสร้างรายได้จากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายคือ SMIC ต้องพึ่ง DUV Lithography และกระบวนการ Multi-patterning เพื่อสร้างโครงสร้างขนาดเล็กมากบนเวเฟอร์ แทนที่จะใช้ EUV ซึ่งมีความยาวคลื่นเพียง 13.5 นาโนเมตร
ในทางทฤษฎี DUV Immersion ที่ใช้ความยาวคลื่น 193 นาโนเมตร สามารถสร้างรายละเอียดที่มีขนาดเล็กลงได้ด้วยการทำ Patterning หลายรอบ แต่แลกมาด้วยความซับซ้อน ต้นทุน และจำนวนขั้นตอนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ไม่มี EUV แต่จีนยังเดินหน้าต่อได้
การที่ SMIC ไม่สามารถซื้อเครื่อง EUV รุ่นใหม่จาก ASML ได้ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่ เพราะ EUV ช่วยลดจำนวนขั้นตอนในการทำ Patterning และเปิดทางให้ผลิตชิปที่มีความหนาแน่นสูงขึ้นได้ง่ายกว่า
แต่ SMIC แสดงให้เห็นว่า การไม่มี EUV ไม่ได้หมายความว่าจีนจะผลิตชิปขั้นสูงไม่ได้เลย
บริษัทสามารถใช้เทคนิคอย่าง Self-Aligned Quadruple Patterning (SAQP) และกระบวนการ Patterning หลายชั้นเพื่อสร้างโครงสร้างที่มีขนาดเล็กมากบนเวเฟอร์
วิธีนี้มีข้อเสียเรื่องความซับซ้อนและ Yield แต่ก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้จีนเดินหน้าพัฒนาชิปขั้นสูงภายใต้ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ได้
และในเวลานี้ N+3 ก็เริ่มมีบทบาทเชิงรายได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าเทคโนโลยีการผลิตของ SMIC ไม่ได้อยู่เพียงในระดับทดลองอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำไปใช้กับธุรกิจจริง
AI กำลังช่วยดัน SMIC
หนึ่งในตัวเร่งสำคัญของ SMIC คือการขยายตัวของ AI Infrastructure
แม้ชิป AI ระดับแนวหน้าจำนวนมากยังถูกผลิตโดย TSMC แต่ระบบ AI ไม่ได้ประกอบด้วย GPU หรือ Accelerator เพียงอย่างเดียว ยังมีชิป Power Management, Networking, Controller, Peripheral IC และ Memory-related components จำนวนมหาศาล
TrendForce ระบุว่าคำสั่งซื้อชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Server Networking เป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้ SMIC มีรายได้เพิ่มขึ้นใน Q2 2026
นอกจากนี้ การลงทุนสร้าง Data Center ทั่วโลกยังช่วยเพิ่มความต้องการชิปหลากหลายประเภท ซึ่งบางส่วนสามารถผลิตด้วยกระบวนการที่ไม่จำเป็นต้องใช้ EUV
นั่นทำให้ SMIC ยังสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่ AI ได้ แม้จะไม่สามารถแข่งขันกับ TSMC ในระดับ 3nm หรือ 2nm ได้โดยตรง
แต่ TSMC ยังคงทิ้งห่างมหาศาล
แม้ SMIC จะขยับเข้าใกล้ Samsung มากขึ้น แต่ภาพรวมตลาดยังคงแสดงให้เห็นว่า TSMC อยู่คนละระดับกับทุกบริษัท
ใน Q2 2026 TSMC ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 72.5% ขณะที่ Samsung อยู่ที่ 5.9% และ SMIC 5.4%
ดังนั้นการที่ SMIC ขึ้นมาอยู่ใกล้ Samsung ไม่ได้หมายความว่าจีนกำลังไล่ทัน TSMC ในตลาด Foundry ทั้งหมด แต่เป็นการสะท้อนว่าจีนกำลังเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตชิปของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
SMIC กำลังกลายเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ชิปจีน
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ SMIC ไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มยอดผลิต แต่กำลังพยายามสร้าง ระบบนิเวศการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ภายในจีน
ตั้งแต่การผลิต Mature Node ไปจนถึง 7nm-class และ 5nm-class รวมถึงการรับคำสั่งซื้อจากบริษัทจีนที่ต้องการลดการพึ่งพาซัพพลายเชนต่างประเทศ
เมื่อบวกกับแรงกดดันจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และข้อจำกัดด้าน EUV บริษัทจึงมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มกำลังการผลิตและพัฒนาเทคนิคใหม่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่
และตัวเลขล่าสุดจาก TrendForce ก็แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ
รายได้กว่า 99,000 ล้านบาทในไตรมาสเดียว ส่วนแบ่งตลาด 5.4% และช่องว่างกับ Samsung เหลือเพียง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
SMIC อาจยังห่างจาก TSMC หลายเท่าในด้านขนาดและเทคโนโลยี แต่สำหรับจีนแล้ว การขยับขึ้นมาเป็น อันดับ 3 ของโลกในตลาด Foundry และเข้าใกล้ Samsung อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญมาก
และในยุคที่ AI กำลังทำให้ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง สมรภูมิ Foundry อาจไม่ได้แข่งกันเพียงว่าใครผลิตชิปได้เล็กที่สุด แต่กำลังแข่งกันว่า ใครสามารถสร้างกำลังการผลิตได้มากพอและตอบสนองตลาดได้เร็วที่สุด
ที่มา: TrendForce



