ฮาร์ดดิสก์ (HDD) และโซลิดสเตตไดรฟ์ (SSD) กลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงมากในปัจจุบัน เนื่องจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ด้าน AI ที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล
ตามข้อมูลจากผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Seagate Technology, SanDisk และ Western Digital ระบุว่าความต้องการสูงถึงขั้นที่ลูกค้าต้องทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวนานถึง 5 ปี
การทำสัญญาระยะยาวแบบนี้สะท้อนว่าลูกค้าคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้าในระดับสูง และช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิต HDD และ NAND Flash ได้แม่นยำขึ้น ส่งผลดีต่อความสมดุลของซัพพลายเชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นกลับกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ใช้พีซี โดยเฉพาะสายเกม
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าราคา HDD ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 46% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
แต่ที่หนักกว่านั้นคือราคา NAND Flash สำหรับ SSD ที่พุ่งขึ้นถึง 500% ภายในเวลาไม่กี่เดือน
สาเหตุหลักมาจากดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่เข้ามากว้านซื้อสินค้าแทบทั้งหมด ทำให้สต็อก HDD และ SSD ในตลาดลดลงอย่างรวดเร็ว
ตลาดผู้บริโภคทั่วไปจึงต้องแข่งขันแย่งชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ ซึ่งส่งผลให้ราคาสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่น่าสนใจคือ HDD แทบไม่ได้พึ่งพาซิลิคอนในการเก็บข้อมูล (ยกเว้นตัวควบคุม) โดยแผ่นจาน (platters) ใช้วัสดุที่ไม่ได้ขาดแคลนในปัจจุบัน
ดังนั้นการขึ้นราคาของ HDD จึงเป็นปัญหาด้านซัพพลายเชนและดีมานด์ ไม่ใช่วิกฤตเซมิคอนดักเตอร์โดยตรง
ความต้องการ HDD ที่เพิ่มขึ้นยังมาจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในสหรัฐฯ และกลุ่ม hyperscaler ที่เร่งจัดซื้อฮาร์ดดิสก์ความจุสูง
อีกปัจจัยหนึ่งคือความกังวลเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลระยะยาวของ SSD ทำให้บางองค์กรและหน่วยงานเลือกใช้ HDD สำหรับงานบางประเภทแทน
ผู้ให้บริการคลาวด์กำลังขยายระบบจัดเก็บข้อมูลระดับ exabyte เพื่อรองรับงาน AI, analytics และการเก็บข้อมูลระยะยาว
ผู้ผลิตรายงานว่ากำลังการผลิตถูกใช้งานเกือบเต็ม 100% และความต้องการไม่ได้จำกัดแค่ระบบสำรองข้อมูลหรือกล้องวงจรปิดเหมือนในอดีต
โดยเฉพาะงาน AI ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลสำหรับการฝึกโมเดล ทำให้บางส่วนยังคงใช้ HDD สำหรับเก็บข้อมูลที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมาก
ภาพรวมคือ AI กำลังเปลี่ยนสมดุลของตลาด storage อย่างชัดเจน และผู้ใช้ทั่วไปอาจต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นไปอีกระยะหนึ่ง
ที่มา: Tom's Hardware



