จีนยอมรอ NVIDIA! Alibaba-Tencent-ByteDance แห่สั่ง RTX PRO 5500 รวม 6 ล้านใบ มูลค่าทะลุ 2.35 ล้านล้านบาท แต่ NVIDIA ส่งให้ได้แค่ 1% ใน 4 เดือน!
แม้จีนจะทุ่มเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมชิป AI ของตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำระบบ AI ขนาดใหญ่ออกมาให้บริการจริง บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และ ByteDance กลับยังเลือกพึ่งพา NVIDIA มากกว่าการเปลี่ยนไปใช้ชิปประมวลผล AI ที่ผลิตภายในประเทศ
รายงานจาก Bloomberg เปิดเผยว่า บริษัท AI และ Cloud Computing ของจีน รวมถึง Alibaba, Tencent และ ByteDance ได้สั่งซื้อการ์ดจอ NVIDIA RTX PRO 5500 รวมกันประมาณ 6 ล้านใบ คิดเป็นมูลค่าคำสั่งซื้อประมาณ 70,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.35 ล้านล้านบาท
แต่ปัญหาคือ NVIDIA ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันความต้องการ โดยบริษัทจีนคาดว่าจะได้รับสินค้าเพียงหลักหลายหมื่นใบ หรือประมาณ 1% ของคำสั่งซื้อทั้งหมดภายใน 4 เดือนข้างหน้า แม้จะต้องรอนานขนาดนี้ แต่บริษัทจีนก็ยังยอมรอ เพราะการเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์ม AI ของผู้ผลิตรายอื่นอาจสร้างต้นทุนและความยุ่งยากมากกว่าที่คิด
RTX PRO 5500 ใบละกว่า 369,000 บาท แต่จีนต้องการถึง 6 ล้านใบ
สำหรับ NVIDIA RTX PRO 5500 เป็นการ์ดจอ Workstation สถาปัตยกรรม Blackwell ที่ออกแบบมาสำหรับงานประมวลผลระดับมืออาชีพ งาน AI Inference และการรันโมเดล AI ที่ต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมาก
สเปกของการ์ดจอรุ่นนี้ประกอบด้วย
-
GPU: NVIDIA Blackwell
-
CUDA Cores: 21,760 คอร์
-
VRAM: GDDR7 พร้อม ECC ขนาด 84GB
-
Memory Bandwidth: 1,398GB/s
-
Tensor Cores: เจเนอเรชันที่ 5
-
RT Cores: เจเนอเรชันที่ 4
-
กำลังไฟสูงสุด: 600W
จุดเด่นสำคัญคือหน่วยความจำ GDDR7 ขนาด 84GB ซึ่งรองรับการประมวลผลโมเดล AI ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องกระจายโมเดลไปยัง GPU หลายใบเท่ากับการ์ดที่มี VRAM น้อยกว่า
ราคาจำหน่ายที่มีรายงานอยู่ที่มากกว่า 11,000 ดอลลาร์ต่อใบ หรือประมาณ 369,000 บาท เมื่อนำมาคูณกับคำสั่งซื้อประมาณ 6 ล้านใบ จึงมีมูลค่ารวมสูงถึงประมาณ 2.35 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตาม RTX PRO 5500 เป็นการ์ดจอระดับ Workstation ไม่ใช่ GPU สำหรับ Data Center โดยตรง แต่มีความสามารถเพียงพอสำหรับงาน AI Inference และการประมวลผลโมเดลภายในองค์กร จึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของบริษัทจีนที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี NVIDIA ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ
NVIDIA ส่งของได้แค่ 1% ใน 4 เดือน แม้มีออร์เดอร์มหาศาล
ความต้องการ RTX PRO 5500 จากจีนสูงเกินกว่ากำลังการผลิตที่ NVIDIA สามารถจัดสรรให้ได้ในเวลานี้
แหล่งข่าวที่ Bloomberg อ้างถึงระบุว่า บริษัทจีนคาดว่าจะได้รับการจัดส่งเพียงหลักหลายหมื่นใบในช่วง 4 เดือนข้างหน้า หรือคิดเป็นประมาณ 1% ของคำสั่งซื้อทั้งหมด 6 ล้านใบ
ผู้ซื้อบางรายคาดว่าจะได้รับสินค้าชุดแรกจำนวนหลายพันใบภายในสิ้นปี 2026 ก่อนที่จะได้รับสินค้าเพิ่มเติมอีกหลักหลายหมื่นใบในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2027
ขณะที่การส่งมอบในระยะยาวอาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทจีนประเมินว่า NVIDIA อาจสามารถจัดส่ง RTX PRO 5500 ให้ตลาดจีนได้ประมาณ 700,000 ใบภายในสิ้นปี 2027 หลังจากปรับเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 700,000 ใบเป็นการประเมินจากฝั่งผู้ซื้อ ไม่ใช่กำหนดการจัดส่งที่ NVIDIA รับประกัน และอาจเปลี่ยนแปลงตามกำลังการผลิตจริง
ด้าน NVIDIA ชี้แจงกับ Bloomberg ว่าบริษัทยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในระยะต่อไป เนื่องจากมีความขัดแย้งในการจัดตารางการผลิตและการจัดสรรผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม
ทำไมจีนไม่หันไปใช้ Huawei Ascend หรือชิป AI ของตัวเอง?
คำถามสำคัญคือ ในเมื่อจีนกำลังลงทุนอย่างหนักเพื่อพัฒนาชิป AI ภายในประเทศ เหตุใดบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และ ByteDance จึงยังเลือกสั่งซื้อ NVIDIA จำนวนมหาศาล แม้ต้องรอสินค้าเป็นเวลาหลายเดือน?
คำตอบสำคัญอยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า CUDA Software Ecosystem ซึ่งเป็นระบบซอฟต์แวร์และเครื่องมือพัฒนาของ NVIDIA ที่มีการลงทุนและใช้งานสะสมมานานกว่า 15 ปี
ปัจจุบันโมเดล AI Framework ระบบ Runtime และเครื่องมือสำหรับการประมวลผลจำนวนมากถูกพัฒนาขึ้นโดยรองรับ CUDA เป็นหลัก ทำให้การนำระบบ AI ที่มีอยู่ไปใช้งานบนชิปจากผู้ผลิตรายอื่นไม่ใช่แค่การเปลี่ยน GPU แล้วจบ แต่ต้องปรับแก้ซอฟต์แวร์ ทดสอบประสิทธิภาพ และตรวจสอบความเสถียรของระบบใหม่จำนวนมาก
จีนมีทางเลือกอย่าง Huawei Ascend และ Iluvatar CoreX Tiangai 300 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชิป AI ที่พัฒนาภายในประเทศ แต่การเปลี่ยนจาก CUDA ไปสู่ระบบนิเวศซอฟต์แวร์อื่นต้องใช้เวลาและทรัพยากรของนักพัฒนาอย่างมาก
สำหรับบริษัทที่กำลังให้บริการ AI แก่ผู้ใช้งานหลายล้านคน การหยุดระบบเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน หรือเสี่ยงให้โมเดลทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจมากกว่าการยอมรอซื้อฮาร์ดแวร์ NVIDIA หลายเดือน
นอกจากนี้ NVIDIA ยังมีข้อได้เปรียบด้านซอฟต์แวร์ระดับองค์กร ความเสถียรของระบบ Multi-GPU และการเชื่อมต่อ GPU จำนวนมากเข้าด้วยกันเป็น Cluster ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการให้บริการ AI ในระดับ Hyperscale
RTX PRO 5500 เป็นทางเลือกที่จีนซื้อได้ ต่างจาก H200 ที่ติดข้อจำกัดใบอนุญาต
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ RTX PRO 5500 ได้รับความสนใจ คือข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐฯ
การนำเข้า GPU ระดับ Data Center อย่าง NVIDIA H200 มีเงื่อนไขด้านการส่งออกและการอนุญาตที่ซับซ้อนกว่า ขณะที่ RTX PRO 5500 เป็นผลิตภัณฑ์ Workstation ที่อยู่ในกลุ่มสินค้าที่สามารถทำตลาดได้ภายใต้ข้อกำหนดการส่งออกที่เกี่ยวข้อง
จึงกลายเป็นทางเลือกสำหรับบริษัทจีนที่ต้องการใช้เทคโนโลยี NVIDIA โดยไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดเดียวกับชิป AI ระดับสูงบางรุ่น
อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าสามารถจำหน่ายได้ตามข้อกำหนดไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าทุกล็อตจะได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมการนำเข้าของจีนด้วย
ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานว่าการ์ดจอ NVIDIA B300 Blackwell จำนวน 32 ใบถูกตรวจพบในระบบของ China Telecom ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้าถึงฮาร์ดแวร์ AI ระดับสูงของจีน แม้จะมีข้อจำกัดด้านการส่งออกก็ตาม
NVIDIA ได้เปรียบจาก CUDA จนจีนยังไม่พร้อมทิ้ง แม้กำลังสร้างชิปของตัวเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI ไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนชิปหรือประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่ระบบนิเวศซอฟต์แวร์ที่นักพัฒนาใช้งานอยู่ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
จีนอาจสามารถพัฒนาชิปประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ แต่การสร้างแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่รองรับโมเดล ระบบเครื่องมือ และโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรได้อย่างสมบูรณ์ ยังต้องใช้เวลาอีกมาก
สำหรับ NVIDIA นี่คือความได้เปรียบที่สร้างขึ้นมาจากการลงทุนระยะยาวใน CUDA จนกลายเป็นต้นทุนในการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม (Switching Cost) ที่สูงมากสำหรับลูกค้าองค์กร
ส่วนบริษัทจีนก็ต้องเลือกระหว่างรอฮาร์ดแวร์ NVIDIA ที่อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือเปลี่ยนไปใช้ชิปภายในประเทศที่อาจต้องปรับซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
และในเวลานี้ ดูเหมือนว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนยังเลือกที่จะรอ NVIDIA มากกว่าจะเสี่ยงเปลี่ยนระบบ AI ทั้งหมดไปใช้แพลตฟอร์มที่ยังไม่คุ้นเคย
ที่มา: Bloomberg



