หากไม่ได้ตัดขาดจากโลกเทคโนโลยีช่วงที่ผ่านมา ก็น่าจะเห็นกันแล้วว่าผู้ใช้ Windows ต้องเจอปัญหามากมาย ทั้งประสิทธิภาพที่ไม่ดี บั๊กจากอัปเดต ปัญหาที่กระทบการใช้งานจริง รวมถึงการยัดฟีเจอร์ AI เข้ามาในระบบมากเกินไป
แม้ก่อนหน้านี้ Microsoft จะประกาศว่ากำลังแก้ปัญหาเหล่านี้ แต่รายงานล่าสุดจาก Windows Central อ้างว่ามีข้อมูลภายในเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่ชื่อ “Windows K2”
K2 ไม่ใช่ Windows เวอร์ชันใหม่หรืออัปเดตใหญ่ที่กำลังจะเปิดตัว แต่เป็นโครงการภายในที่เปลี่ยนแนวทางการพัฒนา Windows และฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ Microsoft ใหม่ทั้งหมด
ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวภายใน Windows K2 มีแกนหลัก 3 ด้าน ได้แก่
- Performance (ประสิทธิภาพ)
- Craft (คุณภาพงานออกแบบและประสบการณ์ใช้งาน)
- Reliability (ความเสถียรและความน่าเชื่อถือ)
Microsoft ต้องการให้ K2 เป็นเหมือนการรีบูตทั้งประสบการณ์ผู้ใช้และมาตรฐานการพัฒนาภายในบริษัท
จากนี้ไป Microsoft จะอาศัยข้อมูลจาก Windows Insider, telemetry analytics และกลุ่มผู้ใช้งานจริง เพื่อให้ Windows 11 มีประสิทธิภาพมากขึ้น ออกแบบอย่างรอบคอบ และมีเสถียรภาพมากกว่าเดิม
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ Microsoft จะลดการพัฒนาแบบ Agile ที่เน้นปล่อยฟีเจอร์เร็ว มาโฟกัส “คุณภาพ” มากขึ้นแทน นั่นหมายความว่าในอนาคตผู้ใช้อาจเห็นอัปเดตน้อยลง ฟีเจอร์ใหม่ช้าลง แต่แลกกับบั๊กที่ลดลงด้วย
อีกเป้าหมายสำคัญของ K2 คือการไล่ตามประสิทธิภาพของ SteamOS โดยทีม K2 เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่กำลังทำอยู่ จะทำให้ Windows มีประสิทธิภาพใกล้เคียง SteamOS ได้ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ File Explorer ก็เป็นอีกจุดที่ Microsoft ให้ความสำคัญ โดย K2 จะเข้ามาปรับปรุง
- ความเร็วในการเปิดไฟล์และโฟลเดอร์
- การค้นหา
- การประมวลผลไฟล์
- การนำทางภายในระบบ
Microsoft ยังต้องการปรับปรุง Windows Update ให้ดีขึ้น จนระบบจำเป็นต้องรีสตาร์ตเพียงเดือนละครั้ง และทำให้กระบวนการอัปเดตราบรื่นมากขึ้น
ส่วนปัญหาเรื่องการใช้ RAM, การกินทรัพยากรระบบ และ bloatware ก็อยู่ในแผนแก้ไขเช่นกัน โดยจะมีการใช้ WinUI 3 System Compositor เป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุง responsiveness ของระบบ
จากข้อมูลปัจจุบัน Start Menu ภายใต้ compositor ใหม่นี้สามารถเปิดได้เร็วขึ้นถึง 60%
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุดของโปรเจกต์ K2 เพราะ Microsoft ตั้งใจให้เป็นโครงการระยะยาวเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา Windows ในอนาคตต่อไป
ที่มา: TechPowerUp



