สวัสดีชาว Overclockzone ทุกท่านครับ ถ้าพูดถึงเมนบอร์ดตระกูล ROG Crosshair ของ ASUS สิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้มีแค่การเป็นเมนบอร์ดสำหรับ Gaming แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับการใช้งานระดับ High-end ตั้งแต่ CPU กำลังสูง หน่วยความจำความเร็วสูง PCIe 5.0, NVMe หลายตัว ไปจนถึงการ Overclock และการปรับแต่งระบบในระดับละเอียด และ ROG Crosshair X870E Dark Hero ก็เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ มันใช้ AMD X870E บน Socket AM5 รองรับ Ryzen 7000, 8000 และ 9000 พร้อมภาคจ่ายไฟระดับ Extreme ที่มี 20+2+2 Power Stages และการออกแบบที่เน้นการรับโหลด CPU หนักอย่างต่อเนื่อง โดย ASUS ระบุว่าภาคจ่ายไฟใช้ 110A SPS MOSFETs และมีจำนวนเฟสรวม 24 เฟส โดย 20 เฟสถูกจัดสรรให้กับ Vcore พูดง่าย ๆ คือ X870E Dark Hero ไม่ใช่เมนบอร์ดที่ซื้อมาเพื่อ “ให้เปิดเครื่องติดแล้วเล่นเกม” แต่เป็นเมนบอร์ดที่เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างระบบ AM5 ระดับบน และต้องการให้เมนบอร์ดเป็นส่วนประกอบที่แทบไม่กลายเป็นข้อจำกัดของ CPU
Package & Bundled


แพคเกจมาในโทนดำตามเอกลักษณ์ของ Dark Hero จาก ROG
ชุดอุปกรณ์ภายในกล่องให้มาค่อนข้างครบสำหรับการติดตั้งและจัดการระบบระบายความร้อน ประกอบด้วย
- สาย SATA 6Gb/s จำนวน 4 เส้น สำหรับเชื่อมต่อไดรฟ์ SATA
- ชุดระบายความร้อน: ขายึดพัดลม DDR5, พัดลม ROG 60mm, ชุดน็อต และ Thermal Pad สำหรับ M.2 22110
- อุปกรณ์เสริม: ROG WiFi Q-Antenna, Q-Connector, M.2 Q-Slide 3 ชุด, ยางรอง Backplate M.2 5 ชุด, สติกเกอร์ ROG, ROG VIP Card และที่เปิดขวด ROG
- เอกสาร: คู่มือเริ่มต้นใช้งานอย่างย่อ
โดยรวมถือว่าให้ อุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้ง SSD และเพิ่มการระบายความร้อนมาค่อนข้างครบ พร้อมของสะสมในสไตล์ ROG อีกเล็กน้อย
Design & Detail

ดีไซน์ Dark Hero ที่เน้นความดุดันมากกว่าความหวือหวา ROG Crosshair X870E Dark Hero มาในดีไซน์สีดำเป็นหลัก พร้อมฮีตซิงก์ขนาดใหญ่บริเวณ VRM และ M.2 รวมถึง Backplate ด้านหลัง แนวทางการออกแบบของ ASUS ในรุ่นนี้ค่อนข้างชัดเจน คือไม่ได้พยายามทำให้เมนบอร์ดมี RGB เยอะจนกลายเป็นโชว์ไฟ แต่ใช้รายละเอียดของฮีตซิงก์ ลวดลาย และวัสดุเป็นตัวสร้างความพรีเมียม จึงเหมาะกับเครื่องระดับ High-end ที่ต้องการภาพลักษณ์แบบจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ Ryzen 9 และการ์ดจอระดับเรือธง

บอร์ดใช้ขนาด ATX ทำให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้อย่างครบถ้วน และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประกอบเครื่องในเคสขนาดกลางหรือใหญ่ สิ่งที่น่าสนใจคือ ASUS ยังใส่ Metal Backplate และระบบระบายความร้อนหลายส่วนเข้ามาในตัวบอร์ด ทำให้ตัวเมนบอร์ดมีน้ำหนักและความรู้สึกแข็งแรงมากกว่าเมนบอร์ดระดับกลางทั่วไป

หัวใจสำคัญของ Dark Hero คือ AMD X870E ซึ่งเป็นชิปเซ็ตระดับสูงของแพลตฟอร์ม AM5 ตัวบอร์ดรองรับ Ryzen 7000, 8000 และ 9000 Series ดังนั้นถ้าเป้าหมายคือ Ryzen 9 9950X, Ryzen 9 9900X หรือ Ryzen 7 9800X3D/9850X3D เมนบอร์ดตัวนี้สามารถเป็นแพลตฟอร์มระยะยาวได้
ข้อดีของ X870E คือการนำ PCIe และ USB รุ่นใหม่เข้ามาในแพลตฟอร์มระดับบน รวมถึง USB4 ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงาน
ดังนั้น Dark Hero จึงเหมาะกับทั้ง
- Gaming PC ระดับ High-end
- Workstation
- Local AI
- Rendering
- Video Editing
- ระบบ NVMe จำนวนมาก
- เครื่องที่ต้องการ Network ความเร็วสูง
- เครื่องสำหรับ Overclock
จึงสามารถใช้งานได้ทั้งซีพียูรุ่นปัจจุบันและรองรับการอัปเกรดในอนาคต

ภาคจ่ายไฟ 20+2+2 : จุดแข็งที่สุดของบอร์ดรุ่นนี้
ส่วนที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ VRM ROG Crosshair X870E Dark Hero ใช้ระบบจ่ายไฟแบบ 20+2+2 Power Stages ในเชิงการใช้งานจริง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนเฟส แต่คือความสามารถในการจ่ายกระแส ความร้อน และความเสถียรของระบบภายใต้โหลดสูง ASUS ใช้ Infineon PMC41420 110A SPS MOSFETs ระบุว่าภาคจ่ายไฟมีศักยภาพรวมสูงถึงประมาณ 2,220A และเป็นระดับที่ CPU จะกลายเป็นข้อจำกัดก่อนเมนบอร์ดในสถานการณ์โหลดหนักมาก ๆ นี่คือจุดที่ทำให้ Dark Hero เหมาะกับ Ryzen 9 อย่างมาก
โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ต้องการ
- PBO
- Curve Optimizer
- Manual Tuning
- Memory Overclock
- CPU Overclock
- โหลด Rendering ระยะยาว
- Stress Test
- Workstation 24/7
ภาคจ่ายไฟระดับนี้ไม่ได้ทำให้ CPU เร็วขึ้นโดยตรง แต่ช่วยลดโอกาสที่ VRM จะกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อ CPU ถูกใช้งานหนัก ดังนั้นสำหรับ Ryzen 9 รุ่นใหญ่ จุดขายของ Dark Hero จึงไม่ใช่แค่ “แรง” แต่คือ Headroom
VRM Cooling
การมี VRM 20+2+2 เฟสที่ดีอย่างเดียวไม่พอ เพราะเมื่อ MOSFET ทำงานหนัก ความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตาม ASUS จึงติดตั้ง VRM heatsink ขนาดใหญ่และเชื่อมโยงพื้นที่ระบายความร้อนให้เหมาะกับภาคจ่ายไฟ ข้อดีของแนวทางนี้คือ เมื่อ CPU ถูกใช้งานต่อเนื่อง ระบบจ่ายไฟไม่จำเป็นต้องทำงานในอุณหภูมิสูงเกินไปจนส่งผลต่อประสิทธิภาพระยะยาว และนี่เป็นความแตกต่างระหว่างเมนบอร์ดระดับ Mainstream กับบอร์ดระดับ ROG Crosshair ที่เห็นได้ชัดเมื่อใช้กับ CPU ระดับ Ryzen 9

DDR5 จุดที่ Dark Hero ทำได้ดีมาก
Dark Hero มี DDR5 จำนวน 4 DIMM รองรับสูงสุด 256GB และ ASUS ระบุความเร็วสูงสุดถึงระดับ 8600+ MT/s แบบ Manual OC หรือ 8200+ MT/s ผ่านโปรไฟล์ตามเงื่อนไขของ Ryzen 9000 และชุดแรมที่ใช้ แน่นอนว่าตัวเลข 9600+ MT/s ไม่ควรถูกตีความว่าเสียบ RAM ทุกชุดแล้วจะเปิดได้ทันที
ความเร็ว DDR5 ขึ้นอยู่กับ
- Memory IC
- IMC ของ CPU
- จำนวน DIMM
- BIOS
- Timing
- Voltage
- คุณภาพของชุดแรม
แต่การที่บอร์ดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ Memory Overclock ระดับสูง ก็สะท้อนให้เห็นว่า ASUS ให้ความสำคัญกับ Memory Tuning อย่างจริงจัง
NitroPath DRAM Technology
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ ASUS นำมาใช้คือ NitroPath DRAM Technology แนวคิดหลักคือการปรับปรุงการออกแบบเส้นทางสัญญาณของ DIMM เพื่อช่วยเรื่อง Signal Integrity และการรองรับความถี่ DDR5 สูง ๆ เมื่อพูดถึง DDR5 ความเร็วระดับ 8000 MT/s ขึ้นไป สิ่งที่สำคัญไม่ได้มีแค่ตัว Memory IC แต่ Signal Integrity ของ PCB และสล็อต DIMM ก็มีผลอย่างมาก ดังนั้นฟีเจอร์ประเภทนี้จึงมีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการเล่นกับ RAM มากกว่าคนที่ซื้อ RAM มาเปิด EXPO แล้วจบ
EXPO และ AEMP
Dark Hero รองรับ AMD EXPO รวมถึง ASUS AEMP สำหรับผู้ใช้ทั่วไป EXPO คือทางเลือกที่ง่ายที่สุด
1.ซื้อ RAM DDR5 ที่มี EXPO
2.เข้า BIOS
3.เปิด EXPO
3.บูต
4.จบ
แต่ถ้าต้องการรีดประสิทธิภาพจริง ๆ Dark Hero เปิดพื้นที่ให้ปรับ Memory Timing, Frequency และ Voltage ได้ละเอียดกว่าการเปิด EXPO อย่างเดียว ตรงนี้เป็นสิ่งที่กลุ่ม Enthusiast จะชอบมากกว่า Mainstream User
เป็นเทคโนโลยีของ ASUS ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ใช้จัดการกับความซับซ้อนของหน่วยความจำยุคใหม่ DIMM Fit เน้นการวิเคราะห์ RAM แบบรายโมดูล เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและค้นหาปัญหาด้านความเสถียร ขณะที่ DIMM Fit Pro เพิ่มความสามารถด้านการปรับแต่งให้ละเอียดขึ้น เหมาะกับผู้ใช้ระดับ Enthusiast และ Overclocker ในยุคที่ DDR5 มีความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ การจูน RAM จึงไม่ได้จบแค่การเลือกชุดที่มี MHz สูงที่สุด แต่ต้องทำให้ Frequency, Timing, Voltage และ Memory Controller ทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม และนี่คือบทบาทของ DIMM Fit และ DIMM Fit Pro ที่พยายามเปลี่ยนการจูน RAM จากงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการลองผิดลองถูกจำนวนมาก ให้กลายเป็นกระบวนการที่ BIOS สามารถช่วยวิเคราะห์และปรับให้เหมาะกับเครื่องของเราได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ASUS ยังให้ DDR5 Fan Holder และ ROG Assistant Fan 60mm มาในชุดด้วย จุดนี้น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่เล่น RAM ความเร็วสูง เพราะการเพิ่ม Airflow บริเวณ DIMM และ VRM สามารถช่วยในระบบที่มีการ Overclock หนักได้

ASUS AIO Q-Connector คือระบบเชื่อมต่อแบบ ไร้สาย ที่ใช้จุดสัมผัสโลหะในการเชื่อม AIO Liquid Cooler เข้ากับเมนบอร์ดที่รองรับโดยตรง ช่วยลดจำนวนสายและทำให้การติดตั้งเรียบร้อยง่ายขึ้น

สล็อตหลักสำหรับการ์ดจอเป็น พร้อม SafeSlot เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และ PCIe SLOT Q-RELEASE ที่ช่องแรก
- Ryzen 9000 / 7000: สล็อต PCIe 5.0 x16 จำนวน 2 ช่อง รองรับ x16 หรือ x8/x8
- Ryzen 8700 / 8600 / 8400: สล็อตหลักรองรับ PCIe 4.0 รวมสูงสุด x8 ส่วนสล็อตที่สองทำงานเพียง PCIe 3.0 x4
- Ryzen 8500 / 8300: สล็อตหลักรองรับ PCIe 4.0 สูงสุด x4 และสล็อตที่สองเป็น PCIe 3.0 x4
โดยในภาพเราจะเห็นเลเยอร์ของฮีทซิงค์ที่แยกออกจากกัน เพื่อให้เข้าถึงแต่ละช่องได้สะดวก มีการสกรีนลวดลายและข้อความ เช่น "REPUBLIC OF GAMERS" และโลโก้ ROG

PCIe SLOT Q-RELEASE กดปุ่มเพื่อถอดการ์ดจอได้ทันที ช่วยได้เยอะมาก

M.2 ถึง 5 ช่อง นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ Dark Hero เหมาะกับ Workstation ตัวบอร์ดรองรับ M.2 สูงสุด 5 สล็อต
โดย M.2_1 และ M.2_2 รองรับ PCIe 5.0 x4 เมื่อใช้ CPU ที่รองรับ ขณะที่ M.2_3 และ M.2_4 เป็น PCIe 4.0 x4 และ M.2_5 เป็น PCIe 4.0 x2
นั่นหมายความว่าเราสามารถสร้างระบบ Storage ได้ค่อนข้างใหญ่โดยไม่ต้องพึ่งการ์ด PCIe เพิ่มตั้งแต่แรก
ตัวอย่างการแบ่ง Storage ที่น่าสนใจคือ
M.2_1
Windows / Applications
M.2_2
Game Library
M.2_3
Project / Work Files
M.2_4
Scratch Disk
M.2_5
SSD สำหรับงานเฉพาะทาง
สำหรับ Content Creator หรือคนทำ Local AI จุดนี้มีประโยชน์มาก โดยฮีทซิงก์ M.2 ที่ให้มาจัดเต็มมาก แยกเป็นตัวบนสำหรับ SSD 4 ตัว และ 3D VC M.2 Heatsink คือฮีตซิงก์ M.2 ที่ใช้เทคโนโลยี 3D Vapor Chamber ช่วยกระจายและถ่ายเทความร้อนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย ASUS ระบุว่าสามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ สูงสุด 10% พร้อมออกแบบมาให้เหมาะกับการระบายความร้อนด้วยอากาศ และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีแรกที่นำ 3D VC มาใช้กับเมนบอร์ดเกมมิ่ง แล้ว M.2 Q-Release / Q-Slide / Q-Latch คือระบบช่วยติดตั้ง SSD M.2 ของ ASUS ที่ทำให้การติดตั้งและถอด SSD ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้สกรูแบบเดิม
- M.2 Q-Release: ช่วยปลดล็อก SSD ได้ง่าย เพียงกดหรือเลื่อนกลไก
- M.2 Q-Slide: ช่วยเลื่อนและจัดตำแหน่ง SSD ให้ตรงกับจุดยึด รองรับหลายขนาด
- M.2 Q-Latch: ระบบล็อก SSD แบบไม่ต้องใช้สกรู เพียงหมุนตัวล็อกเพื่อยึด SSD

ชิพเซต AMD X870E มีฮีทซิงค์อลูมิเนียมสีดำขนาดใหญ่ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้

ยังมีพื้นที่สำหรับ SSD 2230

Q-Code และ Debug : ของที่คนประกอบเครื่องจะรู้ว่ามีค่ามาก
เมนบอร์ดระดับสูงควรมี Debug Display เพราะเวลาเครื่องมีปัญหา เราไม่ควรต้องเดาว่าเกิดอะไรขึ้น Dark Hero มี Q-Code และ Q-LED สำหรับตรวจสอบ
-CPU
-DRAM
-VGA
-Boot
ทำให้สามารถระบุปัญหาเบื้องต้นได้ง่ายกว่าการถอด RAM หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนแบบสุ่ม สำหรับคนที่ประกอบคอมเอง ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มาก
Retry Button / Start Button / FlexKey
ด้านบนของบอร์ดมีปุ่มสำหรับควบคุมระบบโดยตรง
-Start ใช้เปิดเครื่อง
-Retry ใช้รีสตาร์ตระบบเพื่อพยายาม Boot ใหม่
-FlexKey สามารถกำหนดหน้าที่ได้ตาม BIOS
ฟังก์ชันพวกนี้ดูเหมือนเล็ก แต่สำหรับคนที่ปรับ RAM หรือ Overclock บ่อย ๆ มันช่วยลดความยุ่งยากได้เยอะ แล้วมี Addressable RGB หรือ ARGB ที่มีมาให้ใช้งาน 1 จุด

การเชื่อมต่อ USB 2.0 จำนวน 3 ชุด และ USB 3.0

Addressable RGB หรือ ARGB ที่มีมาให้ใช้งาน 2 จุด

สำหรับขาโหด LN2 Mode ที่เมนบอร์ดตัวนี้รองรับ

Front USB รองรับ USB Type-C ความเร็ว 20Gbps จำนวน 2 ช่อง โดยช่องหนึ่งรองรับการจ่ายไฟสูงสุด 60W พร้อม PD/QC4+ เหมาะสำหรับชาร์จอุปกรณ์กำลังสูง ส่วนอีกช่องจ่ายไฟสูงสุด 15W (5V/3A) สำหรับอุปกรณ์ทั่วไป และ USB 3.0

ฝาครอบ I/O Shroud ไปในตัว มีการสกรีนโลโก้ "Crosshair" และ ลวดลาย DARK HERO บนพื้นผิวสีงินที่ดูพรีเมียมและทันสมัย มีจุดเดียวที่มีไฟ RGB ถ้าไม่ชอบปิดใน BIOS ได้ ระบบไฟ RGB ของ ASUS ROG ที่ช่วยซิงก์เอฟเฟกต์แสงระหว่าง การ์ดจอ จอ คีย์บอร์ด และเมาส์ที่รองรับ ให้แสดงผลในรูปแบบเดียวกัน ทำให้ชุด Gaming Setup ดูเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมต่อ SSD/HDD แบบ SATA ตามสมัยความนิยม SATA 6 Gb/s เหลืออยู่ 4 พอร์ต และ ไม่รองรับ RAID ใดๆ

SupremeFX ระบบเสียงใช้ Realtek ALC4082 พร้อม ESS ES9219 QUAD DAC และมีการออกแบบแยกส่วน Audio รวมถึงระบบ Shielding และแจ็กชุบทอง รองรับเสียงสูงสุด 32-bit/384kHz ผ่าน Front Panel และมี S/PDIF Optical
ในเชิงการใช้งานจริง ระบบเสียงระดับนี้เพียงพอสำหรับ
- Gaming
- Music
- Movies
- Streaming
- Headset
- Speaker
และเหมาะกับผู้ใช้ที่ยังไม่ต้องการซื้อ Sound Card หรือ DAC แยก

Back Panal I/O Ports

รายละเอียดของเมนบอร์ด

เราจะเห็น X870E เป็นสองตัว

มีช่องการใช้อุปกรณ์ที่ใด้มาก

Wi-Fi 7 (MediaTek MT7927) รองรับ Wi-Fi 7 สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกัน ,Realtek 5Gb Ethernet พอร์ต LAN ความเร็วสูงสุด 5Gbps ให้แบนด์วิดท์สูงกว่า 2.5GbE เหมาะกับ NAS แล้วการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายความเร็วสูง และ Realtek 10Gb Ethernet พอร์ต LAN ความเร็วสูงสุด 10Gbps เหมาะสำหรับงานถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่และเครือข่ายความเร็วสูง
System Setup

ระบบที่ใช้ในการทดสอบ
- CPU : AMD Ryzen 7 9700X
- VGA : AMD Radeon RX 9070 GRE
- Memory : Kingston FURY Renegade DDR5 RGB 6800MHz 32GB
- CPU Cooler : ROG Stirx SLC IV 360 ARGB LCD
- SSD : Kingston FURY Renegade G5 SSD 2TB
- PSU : Thermaltake M1650
- OS : Windows 11 Pro 25H2

บรรยากาศขณะการทดสอบ
Performance Test

















สิ่งที่ทำให้เมนบอร์ด Crosshair แตกต่างจากบอร์ด Gaming ทั่วไปไม่ได้มีแค่ Hardware
แต่คือ BIOS
ASUS ให้เครื่องมือสำหรับปรับแต่ง Ryzen ค่อนข้างละเอียด ทั้ง PBO, Curve Optimizer, Memory Timing, Voltage และฟังก์ชันสำหรับ Overclock
ยังมีฟังก์ชันอย่าง
- AI Overclocking Guide
- AI Cache Boost
- BIOS FlashBack
- Clear CMOS
- Q-Code
- Q-LED
- FlexKey
- Retry Button
- LN2 Mode
ทำให้ Dark Hero สามารถใช้ได้ตั้งแต่ผู้ใช้ทั่วไปไปจนถึง Enthusiast ที่ต้องการปรับแต่งระบบจริงจัง
Dark Hero เป็นบอร์ดสำหรับ Enthusiast ไม่ใช่เมนบอร์ดสำหรับทุกคน คนที่ซื้อมาใช้ Ryzen 7 + RAM เปิด EXPO + SSD ตัวเดียว + LAN 2.5GbE อาจไม่ได้ใช้ความสามารถของมันถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
Conclusion
ROG Crosshair X870E Dark Hero ไม่ใช่เมนบอร์ดที่สร้างมาเพื่อทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเร็วขึ้น แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้ CPU และอุปกรณ์ระดับ High-end มีพื้นที่ในการทำงานมากที่สุด จุดแข็งจริงของมันอยู่ที่ภาคจ่ายไฟ 20+2+2, DDR5 ความเร็วสูง, PCIe 5.0, M.2 จำนวนมาก, USB4, 10GbE + 5GbE, Wi-Fi 7 และ BIOS ที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแต่งระบบได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับ Ryzen 9 รุ่นใหญ่ Dark Hero แทบจะเป็นคำตอบของคำว่า “ไม่อยากให้เมนบอร์ดเป็นคอขวด” แต่ในทางกลับกัน นี่ก็เป็นจุดที่ต้องพูดกันตรง ๆ ว่า มันเป็นเมนบอร์ดที่แพงเกินความจำเป็นสำหรับคนส่วนใหญ่ ถ้าคุณซื้อคอมมาเพื่อเล่นเกมอย่างเดียว เมนบอร์ดที่ถูกกว่ามากก็สามารถให้ FPS ใกล้เคียงกันได้ แต่ถ้าคุณกำลังสร้างเครื่องที่ต้องการทำทุกอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่ Gaming, Rendering, AI, NVMe หลายตัว, 10GbE, USB4 ไปจนถึง Overclock และ Memory Tuning ซึ่ง ROG Crosshair X870E Dark Hero คือเมนบอร์ดที่ไม่ได้เน้นคำว่า “พอใช้” แต่เน้นคำว่า “เหลือ” ถ้ามองในฐานะ “เมนบอร์ด Gaming” อาจแพงเกินไป แต่ถ้ามองในฐานะ High-end AM5 Platform สำหรับ Ryzen 9 + Workstation + Enthusiast แล้ว ROG Crosshair X870E Dark Hero เป็นหนึ่งในเมนบอร์ดที่มีความสามารถครบเครื่องที่สุดของแพลตฟอร์ม AM5 สำหรับวันนี้ก็ต้องขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ
Special Thanks : ASUSTek Computer (Thailand) Co.,Ltd.



