NVIDIA เปิดตัว GeForce GTX 1080 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2016 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของตระกูล GeForce GTX 10 Series สำหรับเกมเมอร์ โดยใช้สถาปัตยกรรม Pascal และเปิดราคาที่ 599 ดอลลาร์ ขณะที่รุ่น Founders Edition เปิดที่ 699 ดอลลาร์ ก่อนเริ่มวางจำหน่ายจริงวันที่ 27 พฤษภาคม 2016 ส่วน GeForce GTX 1070 ตามมาในวันที่ 10 มิถุนายน
Pascal ถือเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรม GeForce รุ่นสุดท้ายของ NVIDIA ที่เน้นพลังประมวลผลแบบ Raster เป็นหลัก ทั้งด้านประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และ VR ก่อนยุคของแบรนด์ RTX, RT Cores, Tensor Cores, DLSS และฟีเจอร์ AI ต่าง ๆ จะกลายเป็นมาตรฐานในตลาดการ์ดจอเกมมิ่ง
GTX 10 Series มาพร้อมการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ด้วยกระบวนการผลิต 16nm FinFET รวมถึงรองรับเทคโนโลยีใหม่ในเวลานั้น เช่น DisplayPort 1.4, HDMI 2.0b, GPU Boost 3.0 และหน่วยความจำที่เร็วขึ้น
สำหรับ GeForce GTX 1080 ใช้ชิป GP104 พร้อม 2560 CUDA Cores ความเร็ว Base Clock 1607 MHz, Boost Clock 1733 MHz และแรม 8GB GDDR5X บัส 256-bit ความเร็ว 10Gbps ให้แบนด์วิดท์ 320GB/s
ด้าน GTX 1070 ใช้ชิป GP104 เช่นกันแต่ลดสเปกลงเหลือ 1920 CUDA Cores พร้อมแรม 8GB GDDR5 บัส 256-bit แบนด์วิดท์ 256GB/s และ TDP 150W
หลังจากนั้น GTX 10 Series ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของยุคเหมืองคริปโตในปี 2017-2018 โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง GTX 1060, GTX 1070 และ GTX 1080 ที่หาซื้อได้ยากและราคาพุ่งสูง จนกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตราคา GPU ครั้งใหญ่ยุคแรกที่เกมเมอร์ยังจำกันได้ดี
ต่อมา NVIDIA เปิดตัว GeForce GTX 1080 Ti ในปี 2017 ซึ่งใช้ชิป GP102 ขนาดใหญ่กว่า พร้อม 3584 CUDA Cores แรม 11GB GDDR5X ความเร็ว 11Gbps บัส 352-bit และเปิดราคาที่ 699 ดอลลาร์ ให้ประสิทธิภาพใกล้เคียง TITAN Pascal แต่ราคาต่ำกว่ามาก
สำหรับเกมเมอร์พีซีจำนวนมาก GTX 1080 Ti ยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการ์ดจอระดับไฮเอนด์ที่คุ้มค่าที่สุดในรอบทศวรรษ ทั้งด้านราคาและประสิทธิภาพ
ที่มา: VideoCardz



