Counterpoint คาดตลาดสมาร์ตโฟนโลกปี 2026 ทรุดหนักสุดในรอบกว่า 10 ปี เหตุวิกฤตชิปหน่วยความจำดันต้นทุนพุ่ง
รายงานล่าสุดจากบริษัทวิจัยตลาด Counterpoint Research ระบุว่าตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยคาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ตโฟนในปี 2026 จะลดลงถึง 13.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 1.08 พันล้านเครื่อง ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013
ปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤตอุปทานหน่วยความจำและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดสมาร์ตโฟนระดับเริ่มต้นและรุ่นราคาประหยัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
ราคาหน่วยความจำพุ่ง 3 เท่า
Counterpoint ระบุว่า ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของหน่วยความจำ LPDDR4 และ LPDDR5 ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์พกพาในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2025
ขณะเดียวกัน ปริมาณการผลิต LPDDR4 รุ่นเก่าถูกคาดการณ์ว่าจะลดลงมากกว่า 40% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มือถือราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์เริ่มหายจากตลาด
รายงานชี้ว่าผู้ผลิตสมาร์ตโฟนระดับล่างและระดับกลางกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่สามารถรองรับการปรับขึ้นราคาได้มากนัก
ผู้ผลิตบางรายจึงเลือกย้อนกลับไปใช้สเปกที่ต่ำลง เช่น ลด RAM จากระดับมาตรฐานในปัจจุบันกลับไปเหลือเพียง 4GB เพื่อควบคุมต้นทุน แต่แนวทางดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างจำกัด
ผลกระทบดังกล่าวทำให้สมาร์ตโฟนราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐเริ่มหายไปจากตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
Apple และ Samsung ได้ประโยชน์
ในช่วงวิกฤตครั้งนี้ ผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์สูงอย่าง Apple และ Samsung Electronics ถูกมองว่าจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
ในทางกลับกัน แบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าและการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีน เช่น OPPO และ Xiaomi อาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อจุดขายหลักของสินค้า
ผู้บริโภคเปลี่ยนมือถือช้าลง
Counterpoint คาดว่าการปรับขึ้นราคาสมาร์ตโฟนและการลดสเปกในบางรุ่นจะทำให้ผู้บริโภคยืดระยะเวลาการใช้งานสมาร์ตโฟนเครื่องเดิมออกไป ส่งผลให้รอบการเปลี่ยนเครื่องยาวนานขึ้นกว่าที่เคย
หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ตลาดสมาร์ตโฟนอาจเผชิญกับหนึ่งในปีที่ยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมมือถือ
ที่มา: HKEPC



