เกิดกระแสถกเถียงอย่างหนักเกี่ยวกับ DLSS 5 นับตั้งแต่ที่ NVIDIA พรีวิวเทคโนโลยี AI ตัวใหม่นี้ในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกมเมอร์บางส่วนวิจารณ์ว่าเป็น “AI ที่มั่วซั่ว” ขณะที่ซีอีโอของ NVIDIA ก็ออกมาตอบโต้แบบไม่ใส่ใจมากนัก และแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ NVIDIA เองก็ดูเหมือนจะทำให้หลายคนตั้งคำถามต่อคำกล่าวอ้างก่อนหน้าของบริษัทเกี่ยวกับความสามารถของเทคโนโลยีนี้
ล่าสุด Chloe Appleby ภัณฑารักษ์โครงการจาก Powerhouse Museum ในนครซิดนีย์ ได้แสดงความเห็นในบทสัมภาษณ์กับ GadgetGuy โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบด้าน “ความสามารถในการทำซ้ำ” และ “สภาพความเป็นต้นฉบับ” ของเกม เมื่อเทคโนโลยีอย่าง DLSS 5 เข้ามามีบทบาท
หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของการอนุรักษ์เกม คือการเปิดโอกาสให้เกมเมอร์และนักวิจัยสามารถย้อนกลับไปสัมผัสประสบการณ์เกมในแต่ละยุคสมัยได้ แต่เทคโนโลยีอย่าง DLSS 5 อาจทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น โดย Appleby อธิบายว่า:
“หากเทคโนโลยี AI รูปแบบใหม่นี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างและการเล่นเกม มันอาจไม่เพียงเพิ่มความซับซ้อนด้านลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดคำถามว่าเราควรเก็บรักษาเกมเวอร์ชันไหนไว้
เราควรเก็บทั้งแบบเปิด DLSS และปิด DLSS หรือไม่?
เวอร์ชัน DLSS 5 ให้ประสบการณ์เหมือนกันในผู้เล่นทุกคนหรือเปล่า?
ถ้าไม่ แล้วเวอร์ชันไหนที่สะท้อนประสบการณ์ร่วมของผู้เล่นส่วนใหญ่ได้ดีที่สุด?”
เธอยังสะท้อนข้อสงสัยที่เกมเมอร์จำนวนมากตั้งคำถามเกี่ยวกับ “เจตนาทางศิลปะดั้งเดิม” ของผู้สร้างเกม โดยกล่าวว่า:
“ประสบการณ์และเจตนาของทั้งผู้สร้างและผู้เล่นเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อใช้เทคโนโลยีนี้ ซึ่งส่งผลต่อเหตุผลเชิงภัณฑารักษ์และการตีความผลงาน
ในบริบทของนิทรรศการ เราจะนำเสนอเทคโนโลยีนี้ร่วมกับเกมอย่างไร?
หากต้องจัดแสดงจริง เจตนาของผู้สร้างหรือความทรงจำร่วมของผู้เล่นกำลังถูกบิดเบือนหรือไม่?”
แม้ข้อถกเถียงลักษณะนี้อาจนำไปใช้กับเทคโนโลยีเกมในอดีตได้เช่นกัน เช่น เอฟเฟกต์ฟิสิกส์หรือการตั้งค่าคุณภาพกราฟิก (เช่น ควรเก็บรักษาเกมในระดับ Ultra หรือระดับกลางที่เป็นตัวแทนผู้เล่นส่วนใหญ่) แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นมักให้ผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้มากกว่า
ในทางกลับกัน เทคโนโลยีที่ใช้แมชชีนเลิร์นนิงและโมเดลเชิงกำเนิด (Generative Models) มักมีปัญหาเรื่อง “ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์” ตัวอย่างหนึ่งคือคำวิจารณ์ที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DLSS 5 ว่า ในตัวอย่างบางส่วนของ NVIDIA ระบบได้สร้างพื้นผิววัตถุและรายละเอียดใบหน้าที่ไม่เคยมีอยู่จริงขึ้นมาเอง
ที่มา: TechPowerUp



