ผู้ใช้แพลตฟอร์ม X ชื่อ InstLatX64 ค้นพบจากเอกสารทางการของ AMD เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (31 มกราคม) ว่าโปรเซสเซอร์สถาปัตยกรรม Zen 6 จะนำเทคโนโลยีชุดคำสั่ง Intel FRED มาใช้งาน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการยุติมาตรฐาน IDT ที่มีมาตั้งแต่ยุคทศวรรษ 1980 พร้อมทั้งเพิ่มชุดคำสั่งใหม่สำหรับ การคูณเมทริกซ์ และ การกลับค่าบิต (bit inversion)
เป็นที่ทราบกันว่า Intel และ AMD ได้จัดตั้ง x86 ecosystem advisory group ร่วมกันตั้งแต่ปี 2023 เพื่อผลักดันการนำชุดคำสั่งรุ่นใหม่มาใช้งานร่วมกัน และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา AMD ก็ได้ตกลงที่จะผนวกเทคโนโลยี FRED เข้ากับโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ของตน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีซีพียูที่วางจำหน่ายจริงจากทั้ง Intel หรือ AMD ที่รองรับ FRED แต่สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่า สถาปัตยกรรม Panther Lake, Nova Lake และ Zen 6 จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่รองรับเทคโนโลยีนี้
สำหรับข้อมูลอ้างอิง มาตรฐาน IDT (Interrupt Descriptor Table) ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ยุค Intel 80286 เมื่อกว่า 40 ปีก่อน และยังคงเป็นกลไกหลักในการจัดการเหตุการณ์ของระบบ เช่น แพ็กเก็ตเครือข่ายหรืออินพุตจากเมาส์ โดยมีหน้าที่ส่งต่อข้อมูลไปยังไดรเวอร์หรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ
เนื่องจากมาตรฐานนี้ถูกออกแบบมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ โปรแกรมเมอร์ในปัจจุบันจำนวนมากจึงมองว่า IDT นั้น “ยุ่งยากและไม่เป็นระเบียบ” เพราะมันสามารถสลับการทำงานได้เพียงระหว่างโค้ดเคอร์เนลที่ไม่สมบูรณ์กับโค้ดแอปพลิเคชัน ทำให้นักพัฒนาต้องจัดการขั้นตอนเพิ่มเติมด้วยตนเองจำนวนมาก ระมัดระวังเคสขอบ (edge cases) หลากหลายรูปแบบ คำนึงถึงโดเมนการป้องกันหลายระดับ และหลีกเลี่ยงปัญหาที่เหตุการณ์ของระบบสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันหรือรบกวนกัน
FRED เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้คำสั่งแบบ “ครั้งเดียวจบ” เพื่อให้การสลับระหว่างเคอร์เนลกับแอปพลิเคชันเป็นไปอย่างราบรื่น ใช้โครงสร้างสแตกที่สอดคล้องกัน และที่สำคัญคือคำสั่งหลักของ FRED เป็นแบบ อะตอมมิก (atomic) หมายความว่าโค้ดจะทำงานสำเร็จครบถ้วนในครั้งเดียว หรือไม่ทำงานเลย นักพัฒนาจึงไม่ต้องกังวลกับสถานะอินเทอร์รัปต์ที่ไม่สอดคล้องกันอีกต่อไป ขณะเดียวกัน ระบบลำดับชั้นการป้องกันแบบเดิมก็ถูกลดทอนเหลือเพียงระดับ 0 (เคอร์เนล) และ 3 (ผู้ใช้)
โดยรวมแล้ว สำหรับนักพัฒนา การเรียกใช้งาน FRED ช่วยให้สามารถจัดการทุกอย่างที่จำเป็นได้ในครั้งเดียว ลดความจำเป็นในการเขียนโค้ดแก้ไขปัญหาสำหรับเคสพิเศษและประเด็นเชิงทฤษฎีจำนวนมาก ส่งผลให้การพัฒนา เคอร์เนล ไดรเวอร์ระบบ บูตโหลดเดอร์ และซอฟต์แวร์ระดับล่าง มีความเสถียรและเรียบง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ FRED ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ด้วยการใช้รอบการทำงานของซีพียูน้อยลง ส่งผลให้ เวลาแฝงของเหตุการณ์ (event latency) ลดลง ซึ่งเมื่อสะสมภายใต้โหลดสูง อาจส่งผลไปถึงประสบการณ์ใช้งานจริง เช่น การเล่นเกมที่มีรีเฟรชเรตสูง หรือ งานประมวลผลเสียง ได้อีกด้วย
ที่มา: IT Home



