ชิปเซ็ตเมนบอร์ด Intel 440BX ของ Intel ถูกยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในชิปเซ็ตที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ไม่มีอะไรอยู่ได้ตลอดไป และในเคอร์เนลเวอร์ชันถัดไปอย่าง Linux 7.0 กำลังจะยุติการรองรับไดรเวอร์ EDAC ของชิปเซ็ตรุ่นนี้แล้ว
จริง ๆ แล้ว โค้ดส่วนนี้ใช้งานไม่ได้มาตั้งแต่ปี 2007 เนื่องจากเกิดความไม่เข้ากันกับไดรเวอร์ Intel AGP ที่ถูกใช้งานแพร่หลายกว่า การไม่มี EDAC ทำให้เครื่องที่ใช้ 440BX พร้อมแรมแบบ ECC ยังสามารถแก้ไขบิตข้อมูลที่ผิดพลาดได้ตามปกติ แต่จะไม่มีการแจ้งเตือนจากฝั่งซอฟต์แวร์ ขณะที่ไดรเวอร์ Intel AGP ยังจำเป็นต้องใช้กับชิปเซ็ตเก่าอีกหลายสิบรุ่น ดังนั้นตอนนี้การรองรับ EDAC ของ 440BX จึงถูก “ลบออกอย่างเป็นทางการ” ไม่ใช่แค่ปิดการใช้งาน
ถ้าอ่านแล้วรู้สึกเหมือนหลุดไปอ่านบทความโบราณ ก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะในอดีตซีพียูยังต้องพึ่งเมนบอร์ดในการจัดการการเชื่อมต่อหน่วยความจำผ่านชิป Northbridge ควบคู่กับ Southbridge ที่ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยุคนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการออกแบบแปลก ๆ งอแง ใช้งานยาก หรือบางครั้งก็แย่แบบสุดขั้ว จนช่างเทคนิคต้องปวดหัว และเจ้าของเครื่องก็ต้องเสียเงินแก้ปัญหากันเป็นประจำ
ความเข้ากันได้ที่ประหลาดและพฤติกรรมไม่คาดคิดถือเป็นเรื่องปกติ ถึงขั้นที่มาตรฐานฮาร์ดแวร์ใหม่ในเวลานั้นอย่าง “Plug and Play” ถูกล้อเลียนว่าเป็น “Plug and Pray” (เสียบแล้วภาวนาให้ใช้ได้) อีกทั้งประสิทธิภาพของเมนบอร์ดก็มีผลอย่างมาก การเลือกชิปเซ็ตอาจเป็นตัวตัดสินว่าเครื่องจะลื่นไหลหรือช้าจนน่าหงุดหงิด มาตรฐานต่าง ๆ ในยุคนั้นจึงเหมือนเป็นเพียง “คำแนะนำ” มากกว่ากฎตายตัว
การมาของ 440BX เปรียบเสมือนลมหายใจใหม่ เพราะมันแก้ปัญหาทั้งเรื่องเสถียรภาพและความเข้ากันได้ในคราวเดียว แถมยังทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ มันมีความเสถียรสูงมาก ปัญหาความเข้ากันได้ก็น้อย รองรับฮาร์ดแวร์นอกสเปกได้อย่างน่าทึ่ง และยังเร็วจัด ๆ จนได้ครองตำแหน่งราชาแห่งชิปเซ็ตในทันที แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น—มันยังเป็นขวัญใจสายโอเวอร์คล็อกอีกด้วย
ในยุคที่การโอเวอร์คล็อกเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทั่วไปก็ทำได้ และ “คุ้มค่าที่จะทำ” 440BX สามารถทำงานนอกสเปกได้แบบสบาย ๆ บางครั้งโอเวอร์คล็อกเกินความเร็วที่กำหนดถึง 50% โดยไม่มีปัญหา (และแทบไม่ต้องมีฮีตซิงก์ด้วยซ้ำ) ทำให้เหล่าผู้ใช้สามารถซื้อซีพียูราคาประหยัดอย่าง Celeron 300A แล้วดันจาก 300 MHz ไปถึงอย่างน้อย 450 MHz ได้ง่าย ๆ แค่ปรับสวิตช์ ซึ่งให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่า 50% และมีอัตราสำเร็จเกือบ 100% เมื่อเทียบกับการต้องจ่ายเงินซื้อ Pentium II-450 ราคาแพงกว่า ตัวเลือกไหนจะคุ้มกว่าก็เดาได้ไม่ยาก
ด้วยความเสถียรและความเข้ากันได้ที่กว้างขวาง ทำให้มีเครื่องจำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม 440BX รวมถึงเมนบอร์ดเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก มันจึงถูกเปรียบว่าเป็น “Toyota Hilux แห่งวงการคอมพิวเตอร์” ที่ไม่ว่าจะใช้งานหนักแค่ไหนก็ยังไม่พังง่าย ๆ และที่น่าขันก็คือ มันยังทำผลงานได้ดีกว่าชิปเซ็ตรุ่นถัดไปเสียอีก ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้มันมีอายุการใช้งานยาวนานผิดปกติในโลกเทคโนโลยี
ที่มา: Tom's Hardware



