AMD เปิดตัว FSR for PRO เทคโนโลยีอัปสเกลภาพสำหรับงานมืออาชีพ พร้อมยืนยัน FSR 4.1 สำหรับ Radeon RX 7000 เริ่มรองรับกรกฎาคม 2026
AMD เปิดเผยรายละเอียดของ FSR for PRO หรือ FidelityFX Super Resolution for PRO เทคโนโลยีอัปสเกลภาพเวอร์ชันใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับซอฟต์แวร์งานมืออาชีพโดยเฉพาะ แตกต่างจาก FSR ที่คุ้นเคยกันในวงการเกม
FSR for PRO ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในซอฟต์แวร์ด้านการออกแบบ วิศวกรรม และงาน Visualization โดยเฉพาะการเรนเดอร์ภาพแบบเรียลไทม์สำหรับงานสถาปัตยกรรม ซึ่งมักต้องจัดการกับโมเดลขนาดใหญ่ ฉากที่ซับซ้อน และการประมวลผล Ray Tracing ที่ใช้ทรัพยากรสูง
หลักการทำงานของ FSR for PRO ยังคงคล้ายกับเวอร์ชันสำหรับเกม โดยเรนเดอร์ภาพที่ความละเอียดภายในต่ำกว่าความละเอียดจริง จากนั้นใช้เทคนิคอัปสเกลเพื่อสร้างภาพความละเอียดสูงขึ้น ช่วยเพิ่มเฟรมเรตและความลื่นไหลในการทำงาน
AMD ระบุว่า FSR for PRO มีโหมดคุณภาพให้เลือก 4 ระดับสำหรับการแสดงผลที่ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล ได้แก่
• Ultra Quality
• Quality
• Balanced
• Performance
จากตัวอย่างการทดสอบของ AMD บนการ์ดจอ Radeon PRO W6800 ในซอฟต์แวร์ ACCA Edificius ที่เปิดใช้งาน Ray Tracing พบว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจาก 7 FPS ที่ความละเอียด Native เป็น 24.8 FPS ในโหมด Performance หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
AMD ยังชูจุดเด่นว่า FSR for PRO เป็นเทคโนโลยีแบบ Open Source รองรับการทำงานข้ามแพลตฟอร์ม และไม่จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะทางเหมือนโซลูชันบางค่าย
เทคโนโลยีดังกล่าวรองรับ API ยอดนิยมอย่าง
• DirectX 11
• DirectX 12
• Vulkan
รวมถึงสามารถนำไปใช้งานร่วมกับ Unreal Engine 4 และ Unity ได้
อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาซอฟต์แวร์ยังคงต้องนำ FSR for PRO ไปผสานเข้ากับโปรแกรมของตนเองก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้ ซึ่งแนวทางการทำงานมีลักษณะใกล้เคียงกับ FSR รุ่นแรกและ FSR 2 ในฝั่งเกม
ในอีกด้านหนึ่ง AMD ยังยืนยันแผนการขยายการรองรับ FSR Upscaling 4.1 ให้กับการ์ดจอ Radeon รุ่นเก่าเพิ่มเติม
โดยการ์ดจอสถาปัตยกรรม RDNA 3 หรือซีรีส์ Radeon RX 7000 จะเริ่มได้รับการรองรับ FSR 4.1 อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2026 ครอบคลุมเกมมากกว่า 300 เกม
ขณะที่ผู้ใช้งาน Radeon RX 6000 ซึ่งใช้สถาปัตยกรรม RDNA 2 จะได้รับการรองรับในช่วงต้นปี 2027
การเปิดตัว FSR for PRO สะท้อนให้เห็นว่า AMD กำลังขยายเทคโนโลยีอัปสเกลภาพจากตลาดเกมเข้าสู่กลุ่มงานมืออาชีพมากขึ้น โดยมุ่งตอบโจทย์ผู้ใช้งานด้านการออกแบบ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และงาน Visualization ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องอัปเกรดฮาร์ดแวร์ราคาแพง
ที่มา: VideoCardz



