Intel ระบุว่า “ช่องว่างด้านประสิทธิภาพในการเล่นเกมไม่ได้เกิดจากฮาร์ดแวร์ CPU เพียงอย่างเดียว” โดย Robert Hallock ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า การปรับแต่งซอฟต์แวร์มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพเกมมากกว่าที่ผู้ใช้ PC หลายคนคิด
ความคิดเห็นนี้เกิดขึ้นในบริบทของซีพียูแบบ Hybrid ของ Intel ที่มีทั้ง P-core และ E-core ซึ่งผู้ใช้บางส่วนเลือกปิด E-core เพื่อหวังเพิ่มเฟรมเรต
E-core ไม่ใช่ตัวปัญหาหลัก
Hallock ระบุว่า มีรีวิวบางส่วนที่พบว่าปิด E-core แล้วแรงขึ้น แต่ในความเป็นจริง
- ความแตกต่างแทบไม่มีนัยสำคัญ
- อยู่เพียงประมาณ 1% เท่านั้น
เขาชี้ว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ แต่เป็น “วิธีที่ซอฟต์แวร์ใช้งาน CPU” มากกว่า
ปัจจัยที่มีผลต่อเฟรมเรต
Hallock อธิบายว่า ประสิทธิภาพเกมขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบร่วมกัน เช่น
- ตัวเกม
- ระบบปฏิบัติการ
- ไดรเวอร์
- เฟิร์มแวร์
- ระบบจัดการเธรด (scheduling)
ก่อนหน้านี้ Intel ก็เคยยอมรับว่ามีปัญหาหลายจุดในระดับ OS และ BIOS ที่กระทบประสิทธิภาพช่วงเปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่
ประสิทธิภาพที่ “ถูกซ่อนไว้”
Hallock ระบุว่า เกมจำนวนมากยังไม่ได้ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับ CPU สมัยใหม่ ทำให้มีประสิทธิภาพที่ยังไม่ถูกดึงออกมาใช้งานอยู่มาก
- อาจมีประสิทธิภาพที่สูญเปล่าถึง 10–30%
เทคโนโลยีอย่าง Thread Director และการปรับแต่งระดับไบนารี เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหานี้
มุมมองของ Intel
Hallock กล่าวว่าผู้ใช้บางคนอยากให้บริษัทโฟกัสแค่ฮาร์ดแวร์ให้แรงขึ้น แต่ในมุมของ Intel นั่นเท่ากับ “ยอมทิ้งประสิทธิภาพไป 20%” ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่บริษัทต้องการ
สถานการณ์ในตลาด
แม้แนวคิดนี้จะมีเหตุผล แต่ในปัจจุบัน
- ซีพียู AMD ตระกูล Ryzen X3D ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับเกม
- Intel ยังคงปรับปรุงประสิทธิภาพผ่าน BIOS, OS และไดรเวอร์อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Intel ยังมีแผนเปิดตัวซีพียูรุ่นใหม่ในอนาคตเพื่อต่อกรกับคู่แข่งโดยตรง
โดยสรุป Intel มองว่า “ซอฟต์แวร์” คือกุญแจสำคัญที่สามารถปลดล็อกประสิทธิภาพที่ซ่อนอยู่ของ CPU ได้ ไม่ใช่แค่การอัปเกรดฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว
ที่มา: VideoCardz



