DLSS 5 เปิดตัวโมเดล Neural Rendering แบบเรียลไทม์ ที่เติมเต็มพิกเซลด้วยแสงและวัสดุระดับสมจริง เสมือนภาพถ่าย ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่าง “การเรนเดอร์” กับ “โลกความจริง” ทำให้นักพัฒนาเกมสามารถยกระดับกราฟิกสู่ความสมจริงในระดับที่ก่อนหน้านี้พบได้เฉพาะงานวิชวลเอฟเฟกต์ของภาพยนตร์ฮอลลีวูดเท่านั้น
DLSS เปิดตัวครั้งแรกในปี 2018 ในฐานะเทคโนโลยี AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกม เริ่มจากการอัปสเกลความละเอียดภาพ และต่อยอดสู่การสร้างเฟรมใหม่ด้วย AI ปัจจุบัน DLSS ถูกนำไปใช้แล้วในเกมมากกว่า 750 เกม จนกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของอุตสาหกรรม และภายในงาน CES ปีนี้ NVIDIA ได้เปิดตัว DLSS 4.5 ซึ่งใช้ AI สร้างพิกเซลบนหน้าจอถึง 23 จากทุก ๆ 24 พิกเซล
วันนี้ DLSS กำลังก้าวข้ามจากเทคโนโลยีเพิ่มเฟรมเรต สู่การยกระดับคุณภาพกราฟิกอย่างเต็มรูปแบบ
DLSS 5 จะรับข้อมูลสีและ motion vectors ของแต่ละเฟรมเป็นอินพุต แล้วใช้โมเดล AI เติมแสงและวัสดุแบบสมจริงให้กับฉาก โดยยึดโยงกับข้อมูลต้นฉบับจากคอนเทนต์ 3D และคงความสอดคล้องของภาพในทุกเฟรม สามารถทำงานแบบเรียลไทม์ได้ที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 4K เพื่อประสบการณ์เล่นเกมที่ลื่นไหลและโต้ตอบได้ทันที
DLSS 5 มีกำหนดเปิดตัวช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ และจะได้รับการสนับสนุนจากผู้จัดจำหน่ายและสตูดิโอเกมชั้นนำของอุตสาหกรรม ได้แก่ Bethesda, CAPCOM, Hotta Studio, NetEase, NCSOFT, S-GAME, Tencent, Ubisoft และ Warner Bros. Games
เกมที่เตรียมรองรับ DLSS 5 ได้แก่
AION 2, Assassin’s Creed Shadows, Black State, CINDER CITY, Delta Force, Hogwarts Legacy, Justice, NARAKA: BLADEPOINT, NTE: Neverness to Everness, Phantom Blade Zero, Resident Evil Requiem, Sea of Remnants, Starfield, The Elder Scrolls IV: Oblivion Remastered, Where Winds Meet และอื่น ๆ อีกมากมาย



