แม้ตลาดหน่วยความจำ DDR4 จะยังคงมีสินค้าเหลืออยู่ในปริมาณมาก และราคาถือว่าเข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นใหม่อย่าง DDR5 อย่างชัดเจน แต่สถานการณ์ของ เมนบอร์ดที่รองรับ DDR4 โดยเฉพาะรุ่นที่มีสล็อตแรม 4 ช่อง กลับเริ่มสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เมนบอร์ด DDR4 แบบ 4 สล็อตแทบจะหายไปจากตลาดหลัก เหลือเพียงบางรุ่นในสต็อกเก่าหรือในตลาดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ขณะที่เมนบอร์ด DDR4 รุ่นใหม่ที่ยังวางขายอยู่ ส่วนใหญ่ถูกลดสเปกลงมาเหลือเพียง 2 สล็อตแรม เป็นหลัก
สาเหตุสำคัญมาจากทิศทางของผู้ผลิตเมนบอร์ดที่เริ่มปรับไลน์สินค้าไปโฟกัส DDR5 อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มรุ่นใหม่ของทั้ง Intel และ AMD ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ DDR5 เป็นหลัก เมนบอร์ด DDR4 ที่ยังผลิตต่อจึงมักถูกวางตำแหน่งเป็นรุ่นเริ่มต้นหรือรุ่นราคาประหยัด เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการลดต้นทุน ส่งผลให้ฟีเจอร์อย่างสล็อตแรม 4 ช่อง ซึ่งเหมาะกับการอัปเกรดในระยะยาว ถูกตัดออกไปโดยปริยาย
ผลกระทบของสถานการณ์นี้ทำให้ผู้ใช้จำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังต้องการใช้ DDR4 เดิม หรือมีแรม 16GB x2 อยู่แล้ว เริ่มเจอข้อจำกัดในการอัปเกรด หากต้องการเพิ่มแรมในอนาคตอาจต้อง “เปลี่ยนยกชุด” มากกว่าการเติมเพิ่มเหมือนในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า DDR4 แม้จะยังไม่ตายจากตลาด แต่กำลังถูกบีบให้เป็นเทคโนโลยีช่วงปลายอายุการใช้งานอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ฝั่งการ์ดจอระดับเรือธงอย่าง GeForce RTX 5090 ก็ยังคงเผชิญกับปัญหา ขาดตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม โดยถึงแม้บางร้านหรือบางดีลเลอร์จะเริ่มมีสินค้าล็อตใหม่เข้ามาเป็นระยะ แต่ผู้บริโภคทั่วไปกลับยังเข้าถึงได้ยาก เนื่องจากหลายบริษัทมี นโยบายภายในกำหนดให้ RTX 5090 จำหน่ายเฉพาะในรูปแบบเครื่องประกอบ (Prebuilt) ระดับท็อปเท่านั้น
นโยบายดังกล่าวทำให้การ์ดจอรุ่นนี้ถูกผูกกับชุดสเปกที่มีราคาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นซีพียูระดับสูงสุด แรมความจุสูง หรือระบบระบายความร้อนระดับเวิร์กสเตชัน ส่งผลให้ต้นทุนรวมพุ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ใช้ที่ต้องการซื้อการ์ดจอแยกไปอัปเกรดเครื่องเดิมแทบไม่มีทางเลือก นอกจากรอของหลุดตลาดหรือยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าปกติอย่างมาก
เมื่อมองภาพรวม ทั้งสถานการณ์ของ DDR4 และ RTX 5090 สะท้อนแนวโน้มเดียวกันคือ ตลาดฮาร์ดแวร์กำลังถูกผลักไปสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้ทั่วไปกลับต้องเผชิญกับช่องว่างในการอัปเกรดที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ การตั้งไลน์สินค้า หรือเงื่อนไขทางธุรกิจของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย
สุดท้ายแล้ว ผู้บริโภคอาจต้องตัดสินใจยากขึ้นกว่าเดิม ระหว่างการ “อยู่ต่อ” กับแพลตฟอร์มเดิมที่เริ่มถูกลดทางเลือกลงเรื่อย ๆ หรือ “ก้าวข้าม” ไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ที่มีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่า แต่เปิดโอกาสในการอัปเกรดระยะยาวได้มากกว่าในอนาคต
ที่มา: Gamer.com.tw



