งานวิจัยแฉ Pearl Blockchain ใช้ GPU กว่า 320,000 ใบขุดเหรียญ แต่ไม่สร้าง AI ที่มีประโยชน์จริง
งานวิจัยฉบับ Preprint ใหม่กำลังสร้างข้อถกเถียงในวงการคริปโตและ AI หลังตั้งคำถามต่อ Pearl บล็อกเชน Layer-1 ที่โปรโมตตัวเองว่าเปลี่ยนพลังการขุดคริปโตให้กลายเป็นการประมวลผล AI ที่มีประโยชน์ แต่ผลการศึกษากลับระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวอาจไม่ได้สร้างงาน AI จริงเลยแม้แต่น้อย
นักวิจัยประเมินว่าเครือข่าย Pearl มีพลังประมวลผลรวมประมาณ 24 EH/s หรือเทียบเท่ากับการใช้การ์ดจอระดับ GeForce RTX 3090 มากถึง 320,000 ใบ พร้อมใช้พลังงานราว 112 เมกะวัตต์ แต่กลับไม่พบหลักฐานว่ามีการนำพลังประมวลผลเหล่านั้นไปใช้กับงาน AI ที่มีประโยชน์จริง
Pearl ใช้ระบบที่เรียกว่า cuPOW ซึ่งแตกต่างจากการขุด Bitcoin แบบ SHA-256 โดยให้ผู้ขุดคำนวณการคูณเมทริกซ์จำนวนเต็ม ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์พื้นฐานที่ใช้ในโมเดล AI และเครือข่ายประสาทเทียม
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่าระบบตรวจสอบของ Pearl เพียงแค่ยืนยันว่าการคูณเมทริกซ์ถูกต้องเท่านั้น แต่ไม่ได้ตรวจสอบว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากงาน AI จริง เช่น การเทรนโมเดลหรือการทำ Inference ให้ลูกค้า
เพื่อพิสูจน์ประเด็นดังกล่าว นักวิจัยได้สร้างโปรแกรมขุดที่ป้อนเมทริกซ์สุ่มแบบไร้ความหมายเข้าสู่เครือข่าย และยังสามารถส่งงานผ่าน Mining Pool ได้สำเร็จ รวมถึงได้รับรางวัลจากการขุดเช่นเดียวกับผู้ขุดทั่วไป
ผลลัพธ์นี้ทำให้เกิดข้อสรุปสำคัญว่า เครือข่าย Pearl ไม่สามารถแยกแยะได้ว่างานที่ส่งเข้ามาเป็นงาน AI จริง หรือเป็นเพียงการคำนวณตัวเลขสุ่มที่มีรูปแบบคล้ายงาน AI เท่านั้น
การวิเคราะห์เพิ่มเติมจากผู้ขุดกว่า 8,012 ราย ซึ่งคิดเป็นประมาณ 21% ของ Hashrate ทั้งเครือข่าย พบว่าทั้งหมดใช้ฮาร์ดแวร์ที่สามารถรัน AI ได้ แต่ไม่พบหลักฐานของเฟรมเวิร์ก AI ยอดนิยมอยู่ภายในซอฟต์แวร์ขุดหลัก ขณะที่รูปแบบการใช้ทรัพยากร GPU ก็สอดคล้องกับงานคำนวณเมทริกซ์ทั่วไป มากกว่าพฤติกรรมของโมเดล AI ขนาดใหญ่
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านเทคนิคเท่านั้น งานวิจัยยังพบว่าหลังซอฟต์แวร์ขุด Pearl เปิดให้ใช้งานเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาค่าเช่า GPU ระดับเริ่มต้นบนแพลตฟอร์ม Vast.ai พุ่งขึ้นราว 38% และอัตราการใช้งาน GPU เพิ่มจาก 57% เป็น 94%
นักวิจัยประเมินว่าสิ่งนี้สร้างต้นทุนเพิ่มเติมราว 600,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีให้กับนักวิจัย AI อิสระที่ต้องแข่งขันแย่งใช้ฮาร์ดแวร์ราคาประหยัดชุดเดียวกัน
นอกจากนี้ งานวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าการขุด Pearl ไม่ได้จำกัดเฉพาะ GPU ของ NVIDIA เท่านั้น โดยสามารถขุดบน AMD Instinct MI300X ได้เร็วกว่า RTX 3090 เสียอีก รวมถึงสามารถรันบนซีพียูเซิร์ฟเวอร์และ Apple Silicon ผ่าน Metal ได้เช่นกัน
แม้ทีมพัฒนา Pearl และพันธมิตรอย่าง Together AI จะระบุว่าเครือข่ายช่วยสนับสนุนต้นทุนการรัน AI จริง แต่ผู้วิจัยโต้แย้งว่า AI ดังกล่าวไม่ได้ทำงานบนเครือข่ายขุดของ Pearl โดยตรง และเป็นเพียงการนำรายได้จากเหรียญ PRL ไปอุดหนุนค่าบริการ AI เท่านั้น
บทสรุปของงานวิจัยไม่ได้ระบุว่าแนวคิด Proof-of-Useful-Work เป็นไปไม่ได้ แต่ชี้ว่า Pearl ในปัจจุบันยังมีช่องโหว่สำคัญ เพราะแม้ระบบจะสามารถรองรับงานที่มีประโยชน์ได้ในทางทฤษฎี แต่ก็ไม่มีวิธีพิสูจน์ว่างานที่ถูกส่งเข้ามาเป็นงาน AI จริงหรือเป็นเพียง "การขุดคริปโตด้วยคณิตศาสตร์หน้าตาเหมือน AI"
ที่มา: Tom's Hardware



