AMD เผย FSR 4.1 บน RDNA 3 คุณภาพเทียบเท่า RDNA 4 เตรียมรองรับเดือนกรกฎาคมนี้ ส่วน RDNA 2 ต้องรอถึงปี 2027
ภายในงาน Computex 2026 ทีมงาน TechPowerUp ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ Andrej Zdravkovic ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายซอฟต์แวร์ของ AMD และ Terry Makedon ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายซอฟต์แวร์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ของบริษัท โดยหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเทคโนโลยีอัปสเกลภาพ FSR 4.1 Upscaling
ปัจจุบัน FSR 4.1 ถูกจำกัดให้ใช้งานเฉพาะบนการ์ดจอ Radeon RX 9000 Series ที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA 4 เท่านั้น แต่ AMD ยืนยันว่ากำลังเตรียมนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาสู่ Radeon RX 7000 Series ที่ใช้ RDNA 3 ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
FSR 4.1 บน RDNA 3 ใช้โมเดลต่างกันเล็กน้อย แต่คุณภาพเทียบเท่าเดิม
ทีมงาน TechPowerUp ได้สอบถามว่าโมเดล FSR 4.1 ที่จะทำงานบน RDNA 3 จะเป็นโมเดลเดียวกับที่ใช้งานบน RDNA 4 หรือไม่ ซึ่ง AMD อธิบายว่าตัวโมเดลพื้นฐานมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์สุดท้ายด้านคุณภาพภาพจะอยู่ในระดับเดียวกัน
สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ของ RDNA 3 ที่ไม่รองรับการประมวลผลแบบ FP8 (8-bit Floating Point) เหมือน RDNA 4 โดย RDNA 4 เป็นสถาปัตยกรรมรุ่นแรกของ AMD ที่รองรับ FP8 ในฮาร์ดแวร์โดยตรง
ดังนั้น AMD จำเป็นต้องปรับโมเดล FSR 4.1 ให้สามารถทำงานบนข้อมูลแบบ INT8 (8-bit Integer) แทน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการแปลงและปรับแต่งโมเดลใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้คุณภาพภาพเทียบเท่ากับเวอร์ชันที่ทำงานบน RDNA 4 โดยไม่เกิดการสูญเสียคุณภาพ
AMD ระบุว่าทีมวิศวกรได้ทำงานอย่างหนักในส่วนนี้มาเป็นเวลานาน และจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเปิดเผยในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ FSR 4.1 สำหรับ RDNA 3
RDNA 2 ยังได้ไปต่อ แต่ต้องรอนานกว่า
สำหรับผู้ใช้ Radeon RX 6000 Series ที่ใช้สถาปัตยกรรม RDNA 2 ข่าวดีก็คือ AMD ยังไม่ทอดทิ้งผู้ใช้งานกลุ่มนี้ แต่การนำ FSR 4.1 มาสู่ RDNA 2 ถือเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนกว่ามาก
ปัญหาหลักคือ RDNA 2 ไม่มีฮาร์ดแวร์ AI Accelerator แบบเฉพาะทางอยู่ภายใน GPU ต่างจาก RDNA 3 และ RDNA 4 ส่งผลให้การประมวลผลโมเดล FSR 4.1 ต้องพึ่งพาหน่วย Shader หรือ Stream Processor เป็นหลัก
นั่นหมายความว่ากำลังประมวลผลกราฟิกปกติของ GPU จะต้องถูกแบ่งมาใช้กับงานอัปสเกลภาพด้วย ทำให้ AMD จำเป็นต้องปรับแต่งโมเดลอย่างหนักเพื่อลดการใช้ Shader Cycles ให้มากที่สุด และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการเล่นเกม
AMD เปิดเผยว่าการลดภาระการทำงานของ Shader สำหรับ FSR 4.1 เป็นงานที่ยากมาก และยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร โดยบริษัทตั้งเป้าจะนำ FSR 4.1 มาสู่ RDNA 2 ภายในปี 2027 แม้ว่าจะยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนก็ตาม
AMD พัฒนาและทดสอบ FSR 4.1 อย่างไร
AMD ยังได้อธิบายกระบวนการพัฒนา FSR 4.1 ซึ่งใช้ระบบการทำงานหลายขั้นตอน
ในขั้นแรก โมเดลจะถูกฝึกสอนบนกลุ่มตัวเร่งประสิทธิภาพ AI ตระกูล Instinct MI Series โดย AMD ระบุว่า FSR ไม่ได้เป็นโมเดลขนาดใหญ่เทียบเท่า AI ระดับ LLM อย่าง ChatGPT, Claude, Gemini หรือ Grok ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ในการฝึกสอน
หลังจากนั้น AMD จะนำโมเดลไปปรับแต่งเพิ่มเติมบนเวิร์กสเตชันที่ใช้การ์ดจอ Radeon Pro Series ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนขัดเกลาขั้นสุดท้ายผ่านแพลตฟอร์ม ROCm ซึ่งปัจจุบันรองรับทั้ง Radeon, Radeon Pro และ Instinct MI ทำให้นักพัฒนาสามารถทำงานบนเฟรมเวิร์กเดียวกันได้ง่ายขึ้น
ก่อนเปิดตัวสู่ผู้ใช้งานจริง AMD ยังทำการทดสอบกับเครื่องพีซีหลากหลายรูปแบบนับแสนชุด ครอบคลุมการใช้งานร่วมกับซีพียู แรม เมนบอร์ด เพาเวอร์ซัพพลาย และองค์ประกอบฮาร์ดแวร์อื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า FSR 4.1 จะสามารถทำงานได้อย่างเสถียรในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
สรุป
AMD ยืนยันว่า FSR 4.1 สำหรับ RDNA 3 จะมอบคุณภาพภาพเทียบเท่าเวอร์ชันบน RDNA 4 แม้ว่าจะต้องใช้โมเดลที่ปรับแต่งใหม่ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ ขณะที่ผู้ใช้ RDNA 2 ยังมีโอกาสได้รับฟีเจอร์ดังกล่าวเช่นกัน แต่ต้องรอการปรับแต่งเพิ่มเติมจนถึงปี 2027 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AMD ยังคงพยายามขยายอายุการใช้งานให้กับการ์ดจอรุ่นเก่า แม้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางสถาปัตยกรรมก็ตาม
ที่มา: TechPowerUp



