ทดสอบ Windows 11 vs Linux เล่นเกมใครแรงกว่ากัน? ผลออกมา Windows ยังนำ แต่ Linux ได้ใจผู้ใช้เรื่องความเป็นส่วนตัว
การเปิดตัว Steam Deck ของ Valve ทำให้ระบบปฏิบัติการ Linux กลายเป็นที่จับตามองในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับเล่นเกมบนพีซี และเกิดการเปรียบเทียบกับ Windows อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดช่อง Meta PCs ได้ทดสอบประสิทธิภาพของ Windows 11 และ Fedora Linux 44 แบบตัวต่อตัว เพื่อหาคำตอบว่าปัจจุบันระบบปฏิบัติการใดเหมาะกับการเล่นเกมมากกว่ากัน
แม้ผลการทดสอบจะชี้ว่า Windows 11 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ส่วนใหญ่ แต่ Linux ก็แสดงศักยภาพที่น่าสนใจ โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพในการประมวลผลและเสียงตอบรับจากผู้ใช้งาน
ใช้ฮาร์ดแวร์ AMD ทั้งชุดเพื่อให้ Linux ได้เปรียบสูงสุด
การทดสอบดำเนินการบนเครื่องที่ใช้ฮาร์ดแวร์ AMD ทั้งระบบ ประกอบด้วย
- CPU: AMD Ryzen 7 9850X3D
- GPU: XFX Radeon RX 9070 XT 16GB
- RAM: 16GB
- ระบบปฏิบัติการ: Windows 11 และ Fedora Linux 44
- ใช้ไดรเวอร์ AMD เวอร์ชันล่าสุด
- เกมทุกเกมเป็นเวอร์ชัน Windows ที่รันผ่าน Valve Proton Compatibility Layer
- ทดสอบที่ความละเอียดและการตั้งค่าเดียวกัน พร้อมเฉลี่ยผลจากการรัน 3 รอบ
การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์ AMD ทั้งชุดถือเป็นสถานการณ์ที่เอื้อให้ Linux แสดงประสิทธิภาพได้ดีที่สุด เนื่องจากไดรเวอร์โอเพนซอร์สของ AMD บน Linux ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
งานประมวลผล Linux ทำได้ดีกว่า
ผลทดสอบในโปรแกรม Benchmark พบว่า Linux มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Windows อย่างต่อเนื่อง
-
Geekbench 6
- Linux เร็วกว่า Windows ประมาณ 3–4% ทั้ง Single-Core และ Multi-Core
-
Blender
- Linux ทำคะแนนได้ดีกว่าราว 4–10% แล้วแต่ฉากที่ใช้ทดสอบ
ผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Linux มีประสิทธิภาพในการจัดการงานประมวลผลและงานเรนเดอร์ที่ดี โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม AMD
แต่เมื่อเล่นเกม Windows ยังครองความได้เปรียบ
เมื่อเข้าสู่การทดสอบเกม ผลลัพธ์กลับเปลี่ยนไป โดย Windows 11 ยังทำเฟรมเรตได้สูงกว่าในหลายเกม
Cyberpunk 2077
-
ความละเอียด 1440p
- Windows นำประมาณ 9 FPS หรือราว 6%
-
ความละเอียด 4K (High Settings)
- Windows นำประมาณ 7%
Arc Raiders
- FPS เฉลี่ยสูงกว่า Linux ราว 9%
- ค่า 1% Low สูงกว่าอย่างชัดเจน ส่งผลให้ความลื่นไหลระหว่างเล่นเกมดีกว่า
Marvel Rivals
- Windows ทำเฟรมเรตได้สูงกว่าประมาณ 5%
แม้ตัวเลขความแตกต่างจะไม่ได้ห่างมาก แต่ก็เพียงพอให้ Windows ยังคงเป็นระบบปฏิบัติการที่เหมาะกับการเล่นเกมมากที่สุดในปัจจุบัน
ผู้ทดสอบยังเลือก Windows เป็นอันดับหนึ่ง
ผู้รีวิวสรุปว่า Windows 11 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ เนื่องจาก
- ประสิทธิภาพในเกมโดยรวมยังสูงกว่า
- รองรับระบบป้องกันการโกง (Anti-Cheat) ได้ดีกว่า
- นักพัฒนาเกมให้การสนับสนุน Windows มากที่สุด
- ความเข้ากันได้ของเกมและซอฟต์แวร์ยังเหนือกว่า Linux
แต่ชุมชน Linux กลับถกเถียงกันอย่างดุเดือด
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ผล Benchmark คือความคิดเห็นของผู้ชมใต้คลิปทดสอบ ซึ่งหลายคนมองว่าการใช้ Fedora Linux แบบมาตรฐาน อาจไม่ใช่ตัวแทนที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกม
มีผู้ใช้งานจำนวนมากเสนอให้ใช้ดิสโทรที่ออกแบบมาเพื่อเกมโดยเฉพาะ เช่น
- Bazzite
- CachyOS
- Nobara Linux
เนื่องจากดิสโทรเหล่านี้มาพร้อม Kernel เวอร์ชันใหม่กว่า รวมถึงมีการปรับแต่งระบบและ Scheduler เพื่อรีดประสิทธิภาพในการเล่นเกมโดยเฉพาะ
หลายคนยอมเสีย FPS แลกกับประสบการณ์ใช้งาน
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ หลายคนมองว่าการได้เฟรมเรตเพิ่มขึ้นเพียงไม่ถึง 10% ไม่คุ้มกับการต้องใช้งาน Windows โดยให้เหตุผลว่า Linux มีข้อดีหลายด้าน เช่น
- ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า
- ไม่มีฟีเจอร์ AI หรือบริการเบื้องหลังที่ผู้ใช้ไม่ต้องการ
- ไม่มีโฆษณาและองค์ประกอบของระบบที่หลายคนมองว่าเป็น Bloatware
- ควบคุมระบบได้อิสระกว่า
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า Linux อาจแสดงศักยภาพได้ดีกว่านี้หากใช้ฮาร์ดแวร์ระดับกลางหรือฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า เช่น GPU สถาปัตยกรรม RDNA 3 เนื่องจาก Linux ใช้ทรัพยากรระบบน้อยกว่า จึงเหลือทรัพยากรสำหรับเกมมากกว่า
ปัญหา Windows ยังเป็นข้อกังวลของผู้ใช้
อีกเหตุผลที่ผู้ใช้ Linux ยกขึ้นมาคือปัญหาการอัปเดตของ Windows ซึ่งในอดีตเคยมีกรณี
- อัปเดตแล้วทำให้ระบบมีปัญหา
- เกมหรือโปรแกรมบางตัวทำงานผิดปกติ
- ระบบไม่เสถียรหลังอัปเดต
- ในบางกรณีพบว่ามีผลกระทบต่อฮาร์ดแวร์ แม้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
สรุป
ผลการทดสอบครั้งนี้สะท้อนว่า Windows 11 ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประสิทธิภาพการเล่นเกมดีที่สุดในภาพรวม ทั้งในด้านเฟรมเรต ความเข้ากันได้ของเกม และการรองรับเทคโนโลยีต่าง ๆ จากผู้พัฒนาเกม
อย่างไรก็ตาม Linux ก็ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังความสำเร็จของ Steam Deck และ Proton ที่ทำให้การเล่นเกมบน Linux สะดวกขึ้นอย่างมาก หากการรองรับเกมและระบบป้องกันการโกงมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในอนาคต ช่องว่างระหว่าง Windows กับ Linux ก็อาจแคบลงกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา: TechPowerUp



