ผู้เล่นเกมจำนวนมากเริ่มแชร์คลิปเปรียบเทียบ DLSS ที่ดูแทบไม่น่าเชื่อ พวกเขาปรับความละเอียดเกมลงไปเหลือแค่ประมาณ 240p หรือ 360p จากนั้นเปิด–ปิด DLSS เพื่อดูความแตกต่างของภาพ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือภาพกระโดดกลับมาดูเหมือนการจับภาพจากพีซีปกติในทันที
ในภาพนิ่ง ความเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดมาก เฟรมที่เบลอและแตกเป็นบล็อกเหมือนเล่น Doom ในยุค 90s กลายเป็นภาพที่มีขอบคมขึ้น ใบไม้ดูสะอาดขึ้น และมีรายละเอียดฉากเล็ก ๆ ที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากความละเอียดระดับ 240p หรือ 360p ได้
มันให้ความรู้สึกเหมือนเวทมนตร์ แต่จริง ๆ แล้ว DLSS ไม่ได้สร้างภาพใหม่จากเฟรมความละเอียดต่ำเพียงเฟรมเดียว เฟรมต้นทางเป็นแค่หนึ่งในข้อมูลที่ใช้เท่านั้น DLSS ยังอาศัย motion vectors, depth, exposure, jitter และประวัติเฟรมก่อนหน้า เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาฉายซ้อน (reproject) กับมุมมองปัจจุบัน วิธีนี้ทำให้ระบบสามารถ “เก็บตัวอย่าง” เพิ่มขึ้นตามเวลา และคาดเดาว่าส่วนใดควรคงอยู่ในภาพ
แม้โมเดลจะสามารถเติมรายละเอียดที่หายไปได้ แต่ก็ยังถูกจำกัดด้วยบัฟเฟอร์ของเกมและข้อมูลจากเฟรมก่อนหน้า ตัวอย่างเหล่านี้มักไม่แสดงให้เห็นว่า เส้นลวดบาง ๆ รั้ว ผม หรือผิวน้ำ สามารถแตกหรือพังในฉากที่มีการเคลื่อนไหวได้ง่าย และ UI หรือข้อความจะยังดูแย่อยู่ดี หากต้นทางเป็นแค่ 240p ไม่ว่าจะใช้ DLSS โปรไฟล์ไหนก็ตาม
การได้เห็นเทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากยุค DLSS 1 ที่ภาพเบลอหนักบน RTX 20 จนถึงความสามารถในปัจจุบันหลังผ่านไปเกือบแปดปี ถือว่าน่าสนใจมาก ที่สำคัญคือมันยังทำงานได้บนการ์ดรุ่นเก่าเหล่านั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม โมเดล DLSS รุ่นใหม่ ๆ ใช้ทรัพยากรมากขึ้น การ์ดอย่าง RTX 20 และ RTX 30 อาจโดนภาระประมวลผลหนักกว่าเดิม ทำให้ เฟรมเรตที่ได้จริงไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่ตัวเลขความละเอียดภายในดูเหมือนจะบอกไว้
ที่มา: VideoCardz



