กระแสขุดเหรียญ AI "Pearl" แผ่วแรง รายได้ RTX 5090 ร่วงเกือบ 50% ภายในเวลาเพียง 1 เดือน
เหรียญคริปโตสำหรับงาน AI ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Pearl (PRL) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการเหมืองขุด หลังมาพร้อมแนวคิดใหม่ที่นำพลังประมวลผลจากการขุดมาใช้กับงาน AI จริง
ในช่วงแรก กระแสตอบรับที่ร้อนแรงส่งผลให้การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 5090 สามารถสร้างรายได้จากการขุดได้สูงถึง 33.80 ดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 1,100 บาทต่อวัน ทำให้มีนักขุดจำนวนมากแห่เข้าร่วมเครือข่ายอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม หลังจากเปิดตัวได้เพียงหนึ่งเดือน รายได้จากการขุดกลับลดลงอย่างหนัก โดยข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ติดตามผลตอบแทนการขุดระบุว่า RTX 5090 สามารถสร้างรายได้เหลือเพียง 17.19 ดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 560 บาทต่อวัน ลดลงราว 49% จากจุดสูงสุด
Pearl แตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปด้วยการใช้กลไกฉันทามติแบบใหม่ที่เรียกว่า Proof-of-Useful-Work (PoUW) หรือ "การพิสูจน์งานที่มีประโยชน์"
แทนที่จะใช้พลังงานไปกับการคำนวณแฮชแบบไม่มีประโยชน์เหมือน Bitcoin เครือข่าย Pearl จะนำพลังประมวลผลของนักขุดไปใช้กับงาน AI จริง โดยเฉพาะการคำนวณ Matrix Multiplication ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกและรันโมเดล AI ขนาดใหญ่
แนวคิดดังกล่าวได้รับความสนใจจากอุตสาหกรรม AI อย่างรวดเร็ว โดย Together AI ผู้ให้บริการคลาวด์ด้าน AI ได้ประกาศความร่วมมือแบบพิเศษกับ Pearl เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ทั้งสองฝ่ายได้เปิดให้บริการโมเดล AI "Gemma-4-31B-it-pearl" ในราคาที่ต่ำกว่าปกติกว่า 25% โดยส่วนต่างของต้นทุนจะได้รับการอุดหนุนผ่านรางวัลเหรียญ Pearl ที่จะถูกแจกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของ Pearl จะดูน่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติ พลังประมวลผลจำนวนมากที่ถูกนำเข้ามาในเครือข่ายปัจจุบันกลับยังไม่ได้ถูกใช้งานจริง
รายงานระบุว่าเครื่องขุดส่วนใหญ่กำลังประมวลผลงาน AI ที่ไม่มีผู้เช่าหรือไม่มีลูกค้าจ่ายค่าบริการ ส่งผลให้เกิดการคำนวณจำนวนมากที่ไม่ได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยตรง
เดิมทีทีมพัฒนา Pearl ออกแบบระบบมาเพื่อใช้งานกับ GPU ระดับดาต้าเซ็นเตอร์อย่าง NVIDIA H100 และ H200 แต่หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน ชุมชนผู้ใช้งานก็สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ที่รองรับการ์ดจอเกมมิ่งทั่วไปได้สำเร็จ
ผลลัพธ์คือมีนักขุดจำนวนมหาศาลนำ RTX 5090 และการ์ด NVIDIA รุ่นอื่น ๆ เข้าสู่เครือข่ายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่า Network Difficulty พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้ผลตอบแทนต่อการ์ดลดลงตามกลไกของระบบ
ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์มองว่า แม้ Pearl จะสร้างกระแสการขุดรอบใหม่ขึ้นมาได้ แต่โอกาสที่จะเกิดวิกฤตการ์ดจอขาดตลาดเหมือนยุค Bitcoin และ Ethereum นั้นมีค่อนข้างน้อย
สาเหตุสำคัญคือกำลังประมวลผลส่วนใหญ่ในปัจจุบันมาจากการเช่า GPU บนคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ มากกว่าการกว้านซื้อการ์ดจอจากตลาดผู้บริโภคทั่วไป อีกทั้งสถาปัตยกรรมของ Pearl ยังถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ GPU ระดับเซิร์ฟเวอร์มากกว่าการ์ดจอสำหรับเกมเมอร์
ด้วยเหตุนี้ แม้จะเกิดกระแสขุดเหรียญ AI รอบใหม่ แต่โอกาสที่ตลาดการ์ดจอสำหรับผู้บริโภคจะเผชิญปัญหาสินค้าขาดแคลนและราคาพุ่งสูงเหมือนในอดีตจึงยังถือว่ามีไม่มากนัก
ที่มา: HKEPC



