CXMT เร่งขยายโรงงานผลิตแรม ตั้งเป้า 600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในปี 2028 หลังคว้าดีล ByteDance-Tencent มูลค่ารวมกว่า 3.3 แสนล้านบาท
อุตสาหกรรมหน่วยความจำกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนจากความต้องการฮาร์ดแวร์ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหน่วยความจำ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งกำลังดึงกำลังการผลิตจากตลาดพีซีและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ล่าสุด ChangXin Memory Technologies (CXMT) ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่สุดของจีน กำลังเร่งขยายโรงงานหลายแห่ง พร้อมทำสัญญาจัดหาหน่วยความจำระยะยาวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและชิงส่วนแบ่งตลาดจาก Samsung, SK hynix และ Micron
ข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า CXMT ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตจากประมาณ 320,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปัจจุบัน ไปสู่ระดับ 500,000–600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในสิ้นปี 2028 โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 100,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในช่วงหนึ่งปีข้างหน้า
ระดมทุน IPO เกือบ 2.9 แสนล้านบาท เร่งสร้างโรงงานใหม่
CXMT เพิ่งระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาด STAR Market ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ โดยระดมทุนได้ประมาณ 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 289,000 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณที่ 33.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เงินทุนดังกล่าวจะนำไปสนับสนุนการขยายสายการผลิต การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหน่วยความจำ รวมถึงเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากความต้องการ DRAM สำหรับระบบ AI และคลาวด์
ปัจจุบัน CXMT มีแผนขยายกำลังการผลิตผ่านโรงงานในปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเหอเฝย์ โดยคาดว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มเป็นประมาณ 420,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในปี 2027 ก่อนขยับขึ้นสู่ระดับ 500,000–600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนในช่วงปลายปี 2028
หากทำได้ตามแผน กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากระดับปัจจุบัน ซึ่งอาจช่วยให้ CXMT รองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหญ่ในจีนได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนเวเฟอร์ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าปริมาณชิปที่ผลิตได้จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันเสมอไป เพราะยังขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีการผลิต ชนิดของหน่วยความจำ และอัตราการผลิตชิปที่ผ่านมาตรฐานคุณภาพด้วย
คว้าสัญญา Tencent เกือบ 1 แสนล้านบาท พร้อมดีล ByteDance กว่า 2.3 แสนล้านบาท
นอกเหนือจากการสร้างโรงงานใหม่ CXMT ยังได้รับประโยชน์จากความต้องการหน่วยความจำในตลาดจีน โดยมีรายงานถึงสัญญาจัดหาหน่วยความจำระยะยาวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่สองแห่ง ได้แก่ Tencent และ ByteDance เจ้าของแพลตฟอร์ม TikTok
|
ลูกค้า |
มูลค่าสัญญาที่มีรายงาน |
คิดเป็นเงินบาทโดยประมาณ |
|---|---|---|
|
Tencent |
2.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
98,900 ล้านบาท |
|
ByteDance |
มากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
มากกว่า 235,400 ล้านบาท |
|
รวม |
มากกว่า 9.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
มากกว่า 334,000 ล้านบาท |
Reuters รายงานว่า Tencent ทำข้อตกลงจัดหาหน่วยความจำกับ CXMT มูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 2.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสัญญามีระยะเวลาราว 3–5 ปี ขณะที่ ByteDance มีรายงานว่าทำสัญญาระยะเวลา 5 ปี มูลค่ามากกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สัญญาเหล่านี้ช่วยให้ CXMT มีฐานความต้องการจากลูกค้ารายใหญ่ที่ชัดเจนขึ้น โดยหน่วยความจำจะถูกนำไปใช้กับเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งต้องการทั้งความจุสูงและปริมาณการจัดส่งที่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ มูลค่ารวมข้างต้นเป็นการคำนวณจากมูลค่าสัญญาที่มีรายงาน ไม่ใช่รายได้ที่ CXMT ได้รับทั้งหมดแล้วในปัจจุบัน
แม้แต่ Apple ยังเจรจาซื้อแรมจากจีน แต่ CXMT ไม่ยอมลดราคา
ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำยังเปลี่ยนอำนาจต่อรองในตลาดอย่างเห็นได้ชัด รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า Apple เคยพิจารณาจัดซื้อหน่วยความจำจาก CXMT สำหรับอุปกรณ์ที่ผลิตและจำหน่ายภายในประเทศจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านซัพพลายเชนในช่วงที่ราคา DRAM ปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า CXMT ปฏิเสธคำขอส่วนลดจาก Apple และเสนอราคาในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Samsung และ SK hynix แทน
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า CXMT ไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวเหมือนภาพจำของผู้ผลิตจีนในอดีต แต่กำลังใช้ประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวและฐานลูกค้าในประเทศที่ขยายตัวขึ้น
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือหน่วยความจำเซิร์ฟเวอร์ DDR5 RDIMM ความจุ 64GB โดยมีรายงานว่าราคาของโมดูล Samsung อยู่ที่ประมาณ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41,700 บาท ขณะที่ CXMT เคยเสนอราคาสำหรับโมดูลบางรุ่นสูงกว่าระดับดังกล่าวด้วย แต่ไม่มีการเปิดเผยราคาที่แน่นอนของผลิตภัณฑ์ CXMT
สำหรับผู้ใช้พีซีทั่วไป นี่เป็นสัญญาณว่าการมีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่าราคาแรมจะลดลงทันที หากความต้องการจากตลาด AI ยังคงสูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่
เปิดแผน DRAM สถาปัตยกรรม 4F² ลดพื้นที่เซลล์หน่วยความจำลงประมาณหนึ่งในสาม
อีกประเด็นสำคัญคือเทคโนโลยี DRAM รุ่นถัดไปของ CXMT โดย Cao Kanyu ประธานบริษัท เปิดเผยแผนเปิดตัวหน่วยความจำเซิร์ฟเวอร์ DDR5 RDIMM ที่ใช้สถาปัตยกรรมเซลล์ 4F² ภายในสิ้นปี 2026
แนวทางนี้ออกแบบให้เซลล์หน่วยความจำมีพื้นที่เล็กลงเมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรม 6F² ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม โดยในเชิงโครงสร้าง เซลล์แบบ 4F² มีพื้นที่ลดลงประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งมีโอกาสช่วยเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลต่อพื้นที่ของชิปได้
แนวทางดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้ทรานซิสเตอร์แนวตั้งและเทคนิคการเชื่อมต่อชั้นวงจร เพื่อจัดวางองค์ประกอบของเซลล์หน่วยความจำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การประกาศดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดหน่วยความจำ เพราะ Samsung และ SK hynix ต่างพัฒนาเทคโนโลยี 4F² ของตนเองเช่นกัน แต่ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการผลิตในปริมาณมากด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้
การทำต้นแบบให้ทำงานได้จริงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผู้ผลิตยังต้องพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถรักษาอัตราการผลิตชิปที่ผ่านมาตรฐาน หรือ Yield ได้สูงพอ โดยไม่ทำให้ต้นทุนต่อชิปเพิ่มขึ้นมากเกินไป
ณ เวลานี้ CXMT ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญของผลิตภัณฑ์ 4F² รุ่นใหม่อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการส่งข้อมูล ความจุ อัตราการผลิตที่ผ่านมาตรฐาน หรือปริมาณสินค้าที่จะส่งมอบได้จริงในช่วงเปิดตัว
CXMT อาจเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดแรมในปี 2028–2029
การขยายกำลังการผลิตของ CXMT อาจช่วยเพิ่มอุปทาน DRAM ในระยะยาว โดยเฉพาะตลาด DDR5 สำหรับเซิร์ฟเวอร์ พีซี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป หากโรงงานใหม่เดินเครื่องได้ตามแผนและสามารถผลิตชิปที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดภาวะแรมล้นตลาดในปี 2029 เพราะความต้องการจาก AI อาจขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการผลิตบางส่วนอาจถูกจัดสรรให้กับหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์และผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
สิ่งที่ต้องจับตาจึงมีทั้งความเร็วในการเพิ่มกำลังผลิตของ CXMT ความสำเร็จของเทคโนโลยี 4F² และทิศทางการลงทุน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลก
สรุป: CXMT กำลังเร่งขยายธุรกิจจากผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ของจีนไปสู่คู่แข่งที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลก ด้วยเงินทุนจาก IPO เกือบ 289,000 ล้านบาท สัญญาจัดหาหน่วยความจำกับ Tencent และ ByteDance รวมมูลค่าที่มีรายงานมากกว่า 334,000 ล้านบาท และแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 600,000 เวเฟอร์ต่อเดือนภายในปี 2028 แต่ผลต่อราคาแรมที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริงยังขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะเปลี่ยนกำลังผลิตใหม่ให้กลายเป็นชิปที่ผลิตได้จำนวนมากและแข่งขันด้านต้นทุนได้สำเร็จหรือไม่
ที่มา: Android Headlines



