ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2003 เป็นต้นมา Microsoft กำหนดให้การปล่อยอัปเดตรวมรายเดือนของ Windows อยู่ในวัน “Patch Tuesday” (อังคารแห่งแพตช์) แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็นวันอังคาร ไม่ใช่วันอื่น?
จากข้อมูลที่มีอยู่ เหตุผลที่ Microsoft เลือกวันอังคารเป็นเพราะ ธรรมเนียมของวงการไอที ที่มักจะไม่ปล่อยอัปเดตในวันจันทร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลระบบจัดการปัญหาที่ค้างมาจากช่วงสุดสัปดาห์ก่อน ดังนั้นการปล่อยแพตช์ในวันอังคารจึงค่อย ๆ กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไปโดยปริยาย
ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา Microsoft จะปล่อยอัปเดตใน วันอังคารที่สองของทุกเดือน ตรงเวลา 10:00 น. ตามเวลาแปซิฟิก และด้วยเหตุนี้เอง วันดังกล่าวจึงกลายเป็น “วันอังคารที่น่ากลัวที่สุด” ในสายตาของผู้ใช้ Windows จำนวนไม่น้อย
ปัญหาคือ Windows Update มักจะแก้บั๊กหนึ่งได้ แต่กลับไปกระตุ้นบั๊กอื่นขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ หลายคนจึงตั้งข้อสังเกตว่า Microsoft ใช้ AI ในการควบคุมคุณภาพมากเกินไป และลดการทดสอบบนเครื่องจริง จนทำให้ทุกการอัปเดตมีโอกาสพังอยู่เสมอ แล้วคำถามคือ Microsoft เริ่มนำ AI มาใช้ช่วยในการทดสอบอัปเดตตั้งแต่เมื่อไร?
เมื่อย้อนดูเอกสารของ Microsoft พบว่า ตั้งแต่ปี 2018 บริษัทได้เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการ Windows Update แล้ว โดย John Cable ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ Windows Service & Delivery ได้กล่าวไว้ว่า
“เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลประสบการณ์การอัปเดตอย่างต่อเนื่อง และนำมาฝึกโมเดล AI ใหม่ เพื่อทำความเข้าใจว่าอุปกรณ์แบบใดจะได้รับประสบการณ์อัปเดตที่ดี และอุปกรณ์แบบใดควรรอไปก่อนจนกว่าเราจะแน่ใจมากขึ้น เป้าหมายสูงสุดของเราคือการอัปเดตที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ซึ่งหมายความว่าเราจะเร่งความเร็วการอัปเดตก็ต่อเมื่อมั่นใจในความปลอดภัยเท่านั้น”
นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้ Windows บางส่วนตั้งคำถามว่า ปัญหาอัปเดตที่พังบ่อยนั้นเกี่ยวข้องกับการที่ Microsoft ใช้วิศวกรชาวอินเดียจำนวนมากหรือไม่? ต้องบอกตามตรงว่า ไม่มีหลักฐานยืนยัน ว่าอัตราความผิดพลาดของ Windows Update เกี่ยวข้องกับวิศวกรอินเดียโดยตรง แต่ก็เป็นความจริงที่ว่า สัดส่วนพนักงาน Microsoft ในอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากประมาณ 5.2% ในปี 2016 เป็นราว 9% ในปี 2026 และหากนับรวมพนักงานเอาต์ซอร์ส จำนวนก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
ในความเป็นจริง คุณภาพของ Microsoft Update ที่ถดถอยลงนั้นมีหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ การพึ่งพา AI มากเกินไปแทนการทดสอบบนเครื่องจริง รวมถึงโครงสร้างการดูแลระบบที่กระจัดกระจาย ปัจจุบันทีมพัฒนา Windows ใช้ระบบที่เรียกว่า “Feature Team” ซึ่งแต่ละฟีเจอร์จะถูกดูแลโดยทีมที่อยู่คนละเขตเวลา เช่น บังกาลอร์ เรดมอนด์ และโตเกียว ทำงานสลับกะกันตลอด 24 ชั่วโมง
แม้การพัฒนาแบบ “ส่งไม้ต่อ” นี้จะช่วยให้ตอบสนองได้ตลอดเวลา แต่ก็มักทำให้ การทดสอบความเข้ากันได้ในระดับระบบไม่รอบคอบ ตัวอย่างเช่น เมื่อทีมที่บังกาลอร์แก้ไขโค้ด ทีมในเขตเวลาอื่นอาจติดวันหยุดหรือสื่อสารไม่ทันเพราะความต่างของเวลา ส่งผลให้การประสานงานไม่สมบูรณ์ และสุดท้ายเกิดปัญหาโค้ดชนกัน
ในขณะที่ Windows กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่ง ทั้งระบบนิเวศ Linux ที่เติบโตเต็มที่ และ macOS ที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเริ่มย้ายแพลตฟอร์ม หาก Microsoft ยังไม่สามารถแก้ปัญหา “Patch Tuesday ที่น่ากลัว” ได้ ส่วนแบ่งตลาดของ Windows ก็มีแต่จะลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ที่มา: HKEPC



