Intel เปิดรายละเอียด Wildcat Lake! Core Series 3 รุ่นประหยัด ใช้ Intel 18A + TSMC N6 ลดขนาดชิป 38% แต่ยังให้ AI สูงสุด 40 TOPS
Intel เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมของ Wildcat Lake ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ในตระกูล Intel Core Series 3 ภายในงาน Hot Chips 2026 โดยชิปรุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งสำหรับ โน้ตบุ๊กและพีซีระดับเริ่มต้น เน้นลดต้นทุนแพลตฟอร์ม แต่ยังคงความสามารถด้าน AI และประสิทธิภาพการทำงานในระดับที่สูงกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน
Wildcat Lake ใช้แนวคิดพื้นฐานจาก Panther Lake แต่ Intel ปรับลดส่วนประกอบหลายอย่าง ทั้งขนาด Die, จำนวนคอร์, I/O และระบบ Packaging เพื่อให้เหมาะกับตลาดที่ต้องการความคุ้มค่า
AI สูงสุด 40 TOPS แรงกว่า Raptor Lake U Refresh สูงสุด 2.7 เท่า
แม้จะเป็นชิปกลุ่ม Entry-level แต่ Wildcat Lake ยังคงรองรับงาน AI โดย Intel ระบุว่ามีประสิทธิภาพ AI ของแพลตฟอร์มสูงสุดถึง
40 TOPS
หรือสูงสุดประมาณ 2.7 เท่าเมื่อเทียบกับ Raptor Lake U Refresh ในตระกูล Core 100 Series
ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพด้าน Content Creation และ Productivity เพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 2.1 เท่า
Intel ยังระบุว่าสามารถลดการใช้พลังงานของตัวโปรเซสเซอร์ลงได้สูงสุดถึง 64% เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอ้างอิงเดิม
แนวทางนี้ทำให้ Wildcat Lake เหมาะกับโน้ตบุ๊กที่ต้องการแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน แต่ยังสามารถรองรับฟีเจอร์ AI รุ่นใหม่ได้
เปลี่ยนจาก Foveros มาใช้ Organic MCP + UCIe
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ Wildcat Lake คือ Intel ไม่ได้ใช้ Foveros แบบเดียวกับ Panther Lake
เหตุผลหลักคือการลดต้นทุน Packaging และลดความสูญเสียจาก Yield
Wildcat Lake เปลี่ยนมาใช้ Organic Multi-Chip Package (MCP) พร้อมเทคโนโลยีเชื่อมต่อ UCIe (Universal Chiplet Interconnect Express) แทน
แนวคิดของ Organic MCP คือการนำชิปหลายตัวที่ทำหน้าที่แตกต่างกันมาจัดวางบน Organic Substrate เดียวกัน ก่อนประกอบเป็นแพ็กเกจเดียว
ส่วน UCIe ทำหน้าที่เป็นมาตรฐานสำหรับเชื่อมต่อ Chiplet ภายในแพ็กเกจ ทำให้ Intel สามารถเลือกใช้ Die จากกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันได้
และ Wildcat Lake ก็ใช้แนวทางนี้อย่างชัดเจน
Compute Die → Intel 18A
I/O Die → TSMC N6
ทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันผ่าน UCIe
นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำกระบวนการผลิตจาก Intel และ TSMC มาใช้ร่วมกันในโปรเซสเซอร์เดียว
แต่ UCIe มีข้อแลกเปลี่ยน
การเปลี่ยนจาก Foveros มาเป็น UCIe ช่วยลดต้นทุน แต่ก็มีข้อเสียด้านพื้นที่
UCIe ของ Wildcat Lake มี Bump Pitch ประมาณ 110 ไมโครเมตร
ขณะที่ Foveros ใช้ Pitch เพียงประมาณ 36 ไมโครเมตร
ด้วยระยะที่กว้างกว่า UCIe จึงต้องใช้ความเร็ว GT/s สูงขึ้น รวมถึงต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับ I/O และ Controller
Intel ระบุว่าพื้นที่ Interface ระหว่าง Die ของ Wildcat Lake จึงมีขนาดใหญ่กว่า Foveros ประมาณ 70%
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองภาพรวม Wildcat Lake ยังสามารถลดขนาด Die ที่คำนวณได้ประมาณ 38% เมื่อเทียบกับ Panther Lake
ลดจำนวน Xe Core ลงเหลือสูงสุด 2 คอร์
หนึ่งในวิธีที่ Intel ใช้ลดต้นทุนคือการตัดความสามารถบางส่วนของ GPU ออก
Wildcat Lake มี Xe Graphics สูงสุด 2 Graphics Cores
ขณะที่ Panther Lake มีสูงสุด 4 Graphics Cores
อย่างไรก็ตาม Intel ยังคงเก็บ XMX Engine เอาไว้ เพื่อรองรับการประมวลผล AI
แต่มีการตัด Ray Tracing ออก
ดังนั้น Wildcat Lake จึงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นชิปสำหรับการเล่นเกมระดับสูง แต่เน้นไปที่การใช้งานทั่วไป, Multimedia และ AI มากกว่า
P-Core ลดจาก 4 เหลือ 2 คอร์
ด้าน CPU ก็มีการลดขนาดเช่นกัน
Wildcat Lake มี P-Core สูงสุด 2 คอร์
จากเดิมที่ Panther Lake สามารถมี P-Core สูงสุด 4 คอร์
อย่างไรก็ตาม Intel ระบุว่าสามารถรักษาประสิทธิภาพแบบ Single-threaded เอาไว้ในระดับเดียวกัน
นอกจากนี้ Last-Level Cache ยังถูกลดจาก
12MB → 6MB
เพื่อช่วยลดพื้นที่ Die และต้นทุนการผลิต
แนวทางนี้สะท้อนว่า Intel ต้องการรักษาประสิทธิภาพของงานทั่วไป แต่ลดทรัพยากรที่ไม่จำเป็นสำหรับเครื่องระดับ Entry-level
NPU ลดเหลือ 1 ตัว ให้ 17 TOPS
ด้าน AI Accelerator ภายในตัวชิปก็ถูกลดขนาดลงเช่นกัน
Wildcat Lake มี NPU สูงสุดเพียง 1 ตัว
ให้ประสิทธิภาพประมาณ 17 TOPS
เมื่อรวมกับส่วนอื่นของแพลตฟอร์ม จะได้ประสิทธิภาพ AI รวมสูงสุดประมาณ 40 TOPS
ขณะที่ Panther Lake มี NPU สูงสุด 3 ตัว และมีประสิทธิภาพแพลตฟอร์มสูงสุดประมาณ 53 TOPS
ดังนั้น Wildcat Lake จึงยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่รองรับ AI ได้ แต่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่งาน AI หนักเท่ากับ Core Ultra รุ่นที่สูงกว่า
ตัด IP หลายส่วนเพื่อประหยัดต้นทุน
นอกจาก CPU และ GPU แล้ว Intel ยังลดส่วนประกอบอื่น ๆ ภายในแพลตฟอร์มอีกหลายจุด ได้แก่
- ตัด IPU (Image Processing Unit)
- ตัด USB 2 ISP สำหรับกล้อง
- ตัดฟีเจอร์ Professional Media
- ลด System Cache จาก 4MB เหลือ 2MB
- ลด LPDDR5 Memory Bus จาก 128-bit เหลือ 64-bit
- ลด Display Pipeline จากสูงสุด 4 ชุด เหลือ 3 ชุด
อย่างไรก็ตาม ระบบ Display ยังคงรองรับความละเอียด 4K 60Hz และมาตรฐาน UHBR20
จึงยังเพียงพอสำหรับโน้ตบุ๊กและพีซีทั่วไป รวมถึงการต่อจอความละเอียดสูง
Intel ต้องการสร้าง Core Series 3 ที่ "คุ้มค่า" มากกว่า "แรงที่สุด"
Wildcat Lake จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Intel กำลังปรับแนวทางการออกแบบโปรเซสเซอร์สำหรับตลาดราคาประหยัด
แทนที่จะนำ Panther Lake มาลดความเร็วหรือปิดคอร์บางส่วน Intel เลือก ออกแบบแพลตฟอร์มใหม่ให้เล็กลงตั้งแต่ต้น
ผลที่ได้คือ Die Area ลดลงประมาณ 38%
พร้อมเปลี่ยน Packaging จาก Foveros มาเป็น Organic MCP + UCIe และเลือกใช้ Intel 18A สำหรับ Compute Die กับ TSMC N6 สำหรับ I/O Die
ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาฟีเจอร์สำคัญอย่าง AI, XMX, 4K Display และ UCIe เอาไว้ได้
ทั้งหมดนี้ทำให้ Wildcat Lake หรือ Core Series 3 กลายเป็นชิปที่น่าสนใจสำหรับตลาดโน้ตบุ๊กและพีซีราคาประหยัด เพราะ Intel กำลังพยายามหาสมดุลระหว่าง ต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพ และความสามารถด้าน AI แทนที่จะเน้นประสิทธิภาพสูงสุดเพียงอย่างเดียว
และที่น่าจับตาคือการใช้ Intel 18A + TSMC N6 + UCIe ในชิประดับ Entry-level อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการออกแบบ Chiplet ที่จะมีบทบาทมากขึ้นในผลิตภัณฑ์ Intel รุ่นต่อ ๆ ไป
ที่มา: IT Home



