ท่ามกลางสัญญาณว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง Amazon ได้เริ่มประเมินความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอีกครั้ง
มีรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของ
Amazon Web Services (AWS) ใน
Bahrain และ
United Arab Emirates ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านหลายครั้ง ระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2026
หลาย Availability Zone ได้เข้าสู่ภาวะใช้งานไม่ได้ และคาดว่าการซ่อมแซมอาจใช้เวลาหลายเดือน
AWS ระบุว่าภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่
- ME-CENTRAL-1 (UAE)
- ME-SOUTH-1 (Bahrain)
ศูนย์ข้อมูลบางแห่งถูกโจมตีโดยตรง ทำให้เกิดแรงระเบิด ไฟไหม้ รวมถึงความเสียหายจากระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ทำให้น้ำท่วมภายในอาคาร
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และระบบภายในที่มีความละเอียดอ่อนสูง
บาง data center ยังเผชิญปัญหาเพิ่มเติม เช่น
- ระบบระบายความร้อนล้มเหลว
- ไฟฟ้าดับ
จนเข้าสู่สถานะ Hard Down หรือไม่สามารถเชื่อมต่อจากภายนอกได้โดยสมบูรณ์
Amazon ระบุว่า แม้บางพื้นที่ยังเปิดให้บริการได้แบบจำกัด แต่เสถียรภาพยังน่าเป็นห่วง และได้แนะนำลูกค้าอย่างหนักแน่นให้
- ย้าย workload ไปยัง region อื่น
- กู้คืนข้อมูลจาก remote backup โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูยังเผชิญอุปสรรคหลายด้าน
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะอยู่ระหว่างการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน ทำให้ทีมซ่อมบำรุงยังเข้าพื้นที่ได้ยากจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
นอกจากนี้ ปัญหาห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ต้นทุนเปลี่ยนอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายระดับสูงเพิ่มขึ้นมาก
สำหรับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยครั้งนี้ Amazon ประกาศระงับการเรียกเก็บค่าบริการใน region ที่ได้รับผลกระทบชั่วคราว เพื่อลดภาระให้ลูกค้า
เหตุการณ์นี้กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญเรื่อง geographic redundancy หรือการทำสำรองข้อมูลและระบบข้ามภูมิภาค
เมื่อ data center เริ่มกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ องค์กรข้ามชาติจำเป็นต้องวางแผน cloud architecture แบบ multi-region และ backup ข้ามประเทศอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงในอนาคต
ที่มา: HKEPC



