สหรัฐฯ กำลังผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดการเข้าถึงอุปกรณ์ผลิตชิปของจีน โดยตามรายงานของ South China Morning Post สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐได้เสนอร่างกฎหมาย Multilateral Alignment of Technology Controls in Hardware (MATCH) Act ซึ่งมีเป้าหมายปิดช่องโหว่ของมาตรการเดิม โดยกำหนดให้ประเทศพันธมิตรต้องปรับนโยบายควบคุมการส่งออกให้สอดคล้องกับสหรัฐภายใน 150 วัน
หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะห้ามการส่งออกอุปกรณ์สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน รวมถึงเครื่องลิโทกราฟีแบบ DUV immersion และอุปกรณ์กัดลายแบบอุณหภูมิต่ำ (cryogenic etching)
ผู้ผลิตชิปชั้นนำของจีนอย่าง SMIC และ Hua Hong ยังคงพึ่งพาเครื่อง DUV ของ ASML สำหรับการผลิตชิประดับไม่ล้ำสมัย โดยปัจจุบันยังไม่มีทางเลือกภายในประเทศสำหรับเครื่อง EUV และแม้แต่ DUV เองก็ยังมีตัวเลือกในตลาดโลกจำกัด
ร่างกฎหมาย MATCH Act ยังเสนอให้เปลี่ยนรูปแบบการควบคุมจากการยึดตามโรงงานผลิต (fab-based) ไปสู่โมเดลแบบผสมที่พิจารณาจากบริษัทและความเกี่ยวข้อง ซึ่งจะทำให้บริษัทอย่าง SMIC ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ขั้นสูงสำหรับโรงงานระดับล่าง แล้วนำไปใช้กับโรงงานที่สามารถผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตรได้
ในเชิงกลยุทธ์ สหรัฐกำลังเล็งเป้าไปที่อุปกรณ์สำคัญสองประเภทคือ ลิโทกราฟี และการกัดลาย ซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการผลิตชิป โดย DUV immersion มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจากโหนดเก่าไปสู่โหนดที่ล้ำสมัย ขณะที่ cryogenic etching จำเป็นต่อกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น 3D NAND และ advanced packaging
นอกจากนี้ กฎหมายยังอาจครอบคลุมถึงการจำกัดบริการซ่อมบำรุงและการสนับสนุนทางเทคนิค ซึ่งอาจกระทบต่อการใช้งานเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบรุนแรงกว่าการห้ามขายอุปกรณ์ใหม่เพียงอย่างเดียว
ในระยะสั้น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนอาจเผชิญข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และความไม่แน่นอนในการดูแลเครื่องจักร ขณะที่ในระยะยาว อาจยิ่งผลักดันให้จีนเร่งพัฒนาความพึ่งพาตนเองในห่วงโซ่อุปทาน
ด้านผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเครื่องของ ASML และอุปกรณ์ของ Tokyo Electron จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใหม่ รายงานระบุว่าสัดส่วนยอดขายของ ASML ในจีนลดลงจาก 41% ในปี 2024 เหลือ 33% ในปี 2025 และคาดว่าจะลดลงเหลือราว 20% ในปี 2026
นักวิเคราะห์ยังประเมินว่ามาตรการนี้อาจกระทบยอดขายเครื่องลิโทกราฟีรุ่นเก่าซึ่งคิดเป็น 10–15% ของรายได้ทั้งหมด โดยในส่วนนั้นตลาดจีนมีสัดส่วนถึงประมาณ 50% หรือคิดเป็นผลกระทบรวมราว 5% ของรายได้
ที่มา: TrendForce



