แรมแพงจนมือถือจีนอาจต้องใช้ชิปมือสอง! หันรื้อหน่วยความจำจากมือถือเก่ามาใส่เครื่องใหม่ ต้นทุนพุ่งสูงสุด 2,500 บาทต่อชิป
วิกฤตราคา RAM และหน่วยความจำที่ขาดแคลนจากความต้องการของตลาด AI กำลังสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนในจีนอย่างหนัก โดยมีรายงานว่า ผู้ผลิตบางรายเริ่มหันไปจัดหาชิปหน่วยความจำที่ถอดออกจากโทรศัพท์มือถือเก่า ผ่านเครือข่ายผู้ค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหัวเฉียงเป่ย (Huaqiangbei) เมืองเซินเจิ้น ซึ่งอาจรวมถึงชิปที่นำมาจาก iPhone มือสองด้วย
รายงานจาก TechNews เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ต้นทุนจัดซื้อหน่วยความจำของผู้ผลิตบางรายเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยชิปบางประเภทมีต้นทุนเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 500 หยวนต่อหน่วย หรือประมาณ 2,500 บาท ขณะที่มีข่าวลือว่ารัฐบาลท้องถิ่นเซินเจิ้นอาจให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตสมาร์ตโฟนประมาณ 300 หยวน หรือราว 1,500 บาทต่อเครื่อง
แม้จะได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว หากข้อมูลนี้เป็นจริง ผู้ผลิตก็ยังต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกราว 200 หยวน หรือประมาณ 1,000 บาทต่อเครื่อง ซึ่งเป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่ไม่น้อยสำหรับมือถือระดับเริ่มต้นที่มีราคาขายค่อนข้างต่ำ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และการนำชิปมือสองมาใช้ในสมาร์ตโฟนยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ จากรัฐบาลจีนหรือบริษัทผู้ผลิตที่ถูกกล่าวถึงในรายงาน
ตลาดหัวเฉียงเป่ยกลับมาคึกคัก ธุรกิจรื้อมือถือเก่าเอาชิป RAM เติบโต
หัวเฉียงเป่ยเป็นหนึ่งในตลาดค้าส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของจีน ปัจจุบันธุรกิจรับซื้อโทรศัพท์เก่าเพื่อนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังราคาหน่วยความจำใหม่ปรับตัวสูงขึ้นและสินค้าบางประเภทเริ่มหาซื้อได้ยาก
รายงานสืบสวนของนิตยสาร Caijing เมื่อเดือนเมษายน 2026 เปิดเผยว่า ผู้รับซื้อโทรศัพท์เก่าเริ่มรวบรวมเครื่องที่ถูกทิ้งหรือหมดอายุการใช้งาน เพื่อนำมาแยกชิ้นส่วนและถอดชิปหน่วยความจำออกจากเมนบอร์ด ก่อนนำไปผ่านกระบวนการทำความสะอาด กำจัดเศษตะกั่วบัดกรี ปรับสภาพ และบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อในตลาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
มีตัวอย่างผู้รับซื้อรายหนึ่งในมณฑลซานตงที่รวบรวมโทรศัพท์เก่าประมาณ 1,000 เครื่องในเดือนมีนาคม โดยนำมากกว่า 600 เครื่องมาแยกชิ้นส่วนเพื่อเตรียมจำหน่ายชิป ขณะเดียวกัน โทรศัพท์เก่าบางเครื่องที่ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ยังมีราคารับซื้อเกิน 100 หยวน หรือประมาณ 500 บาท เพราะชิ้นส่วนหน่วยความจำภายในมีมูลค่าสูงขึ้น
ที่น่าสนใจคือ รายงานแต่ละแหล่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับโทรศัพท์ที่ถูกนำมารื้อแตกต่างกัน โดย Caijing ระบุว่าผู้รับซื้อบางรายให้ความสนใจกับมือถือ Android จาก OPPO, vivo และ Huawei ขณะที่แหล่งข่าวที่ TechNews อ้างถึงระบุว่า ผู้ค้าในหัวเฉียงเป่ยให้ความสนใจกับ iPhone มือสองเป็นหลัก จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโทรศัพท์ยี่ห้อใดเป็นแหล่งชิปสำคัญที่สุดในตลาดนี้
ชิปแกะใช้ใหม่อาจช่วยลดต้นทุน แต่ไม่ได้หมายความว่ามือถือแบรนด์ใหญ่จะนำไปใช้
แม้ชิปหน่วยความจำที่ถอดออกจากโทรศัพท์เก่าจะสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ แต่กระบวนการนี้มีข้อจำกัดทั้งด้านคุณภาพ ความเข้ากันได้กับอุปกรณ์ และอายุการใช้งาน
ชิปที่ผ่านการใช้งานมาแล้วอาจมีความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ รวมถึงอัตราชิปที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อนำกลับมาใช้งานได้จริง นอกจากนี้ การถอดและปรับสภาพยังต้องใช้แรงงานและขั้นตอนหลายอย่าง ทำให้ต้นทุนไม่ได้ต่ำกว่าชิปใหม่เสมอไป
รายงานของ STAR Market Daily ในเดือนกันยายนระบุว่า ชิปที่นำมาปรับสภาพใหม่ยังมีโอกาสนำไปใช้กับอุปกรณ์ระดับล่าง เช่น อุปกรณ์เสริมในรถยนต์ อุปกรณ์ IoT และโทรศัพท์ที่ผ่านการปรับสภาพเพื่อนำไปขายในต่างประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนถึงความเสี่ยงด้านอัตราผลผลิตและความเข้ากันได้ของชิป
สำหรับสมาร์ตโฟนระดับเรือธง ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้ผลิตรายใหญ่หันมาใช้ชิปหน่วยความจำที่แกะจากเครื่องเก่า โดยรายงานของ TechNews ระบุว่าการใช้งานลักษณะนี้มีแนวโน้มจำกัดอยู่ในกลุ่มมือถือราคาต่ำมากและผลิตภัณฑ์แบบไม่ติดแบรนด์ มากกว่าจะเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม
AI แย่งกำลังผลิตหน่วยความจำ กระทบตลาดมือถือไปถึงปี 2027
แรงกดดันดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมอุตสาหกรรมหน่วยความจำที่กำลังเผชิญความต้องการสูงจากเซิร์ฟเวอร์ AI โดยผู้ผลิตชิปหน่วยความจำต้องจัดสรรกำลังการผลิตให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูง เช่น หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ส่งผลให้ตลาด DRAM สำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปยังเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานและต้นทุน
TrendForce ประเมินว่า การผลิตสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 1.07 พันล้านเครื่อง ลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะปรับประมาณการดีขึ้นจากเดิม หลังผู้บริโภคบางส่วนเร่งซื้อเครื่องก่อนราคาปรับเพิ่ม และผู้ผลิตบางรายกลับมาฟื้นแผนการผลิตที่เคยลดลงไปก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม TrendForce เตือนว่า การฟื้นตัวระยะสั้นดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตลาดกลับมาแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพราะเมื่อแรงซื้อที่เกิดขึ้นก่อนกำหนดเริ่มลดลง ขณะที่ต้นทุนหน่วยความจำยังมีแนวโน้มกดดันตลาดต่อเนื่องในปี 2027 ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอาจต้องปรับราคา ลดสเปก หรือจำกัดจำนวนรุ่นเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร
สำหรับตลาดมือถือราคาประหยัด ผู้ผลิตมีทางเลือกน้อยกว่าแบรนด์ที่จำหน่ายเครื่องระดับพรีเมียม เพราะผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การขึ้นราคาจึงอาจทำได้ยาก การเลือกใช้หน่วยความจำสเปกต่ำลงหรือชิ้นส่วนที่ผ่านการปรับสภาพจึงกลายเป็นทางเลือกที่บางรายอาจพิจารณา
ท้ายที่สุด ต้องแยกให้ออกระหว่างการนำชิปมือสองมาใช้ในตลาดอุปกรณ์ราคาต่ำกับการนำไปใช้ในสมาร์ตโฟนแบรนด์ใหญ่ เพราะขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในวงกว้าง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อ AI ดึงทรัพยากรหน่วยความจำไปใช้มากขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคา RAM สำหรับคอมพิวเตอร์เท่านั้น หากยังอาจลามไปถึงต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟน และทำให้มือถือราคาประหยัดในอนาคตต้องเผชิญทั้งราคาที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านสเปกมากกว่าเดิม
ที่มา: TrendForce



