ASUS และ Galax ขึ้นราคา RTX 50 Series อีกระลอก! RTX 5070 แพงขึ้นสูงสุด 300 หยวน RTX 5080 โดนหนักสุด 500 หยวน เหตุ GDDR7 ยังขาดแคลน
ตลาดการ์ดจอกำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาอีกครั้ง หลัง ASUS และ Galax กลายเป็นผู้ผลิตการ์ดจอพันธมิตรของ NVIDIA รายล่าสุดที่ประกาศปรับขึ้นราคาการ์ดจอ GeForce RTX 50 Series โดยการปรับราคามีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2026
รายงานจาก Channel Gate ระบุว่า ASUS ปรับราคาการ์ดจอ RTX 5070 เพิ่มขึ้นประมาณ 150–300 หยวน หรือราว 700–1,400 บาท ขณะที่ Galax ปรับขึ้นในรุ่นเดียวกันอีก 200 หยวน หรือประมาณ 900 บาท
สำหรับ Galax ยังมีการปรับราคาในรุ่นที่สูงขึ้น โดย RTX 5070 Ti เพิ่มขึ้นประมาณ 300 หยวน หรือราว 1,400 บาท ส่วน RTX 5080 ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบนี้ โดยราคาปรับขึ้นถึง 500 หยวน หรือประมาณ 2,500 บาท
ในทางกลับกัน การ์ดระดับเริ่มต้นอย่าง RTX 5060 และ RTX 5050 รวมถึงรุ่นเรือธง RTX 5090 ยังไม่มีรายงานว่าถูกปรับราคาในรอบนี้
RTX 5070 กลายเป็นเป้าหมายหลักของการขึ้นราคา
การขึ้นราคาครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ผลกระทบส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่ม RTX 5070 Series
ASUS ปรับ RTX 5070 ขึ้นสูงสุด 300 หยวน ขณะที่ Galax ปรับขึ้น 200 หยวน ส่วน RTX 5070 Ti ของ Galax เพิ่มขึ้นอีก 300 หยวน
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะดูไม่มากเมื่อเทียบกับการขึ้นราคาครั้งใหญ่ในบางช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อรวมกับการปรับราคาหลายระลอกตลอดปี 2026 ราคาขายปลีกของ RTX 50 Series กำลังถูกผลักให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาการ์ดจอระดับกลางถึงระดับสูง โดยเฉพาะ RTX 5070 และ RTX 5070 Ti การปรับราคาครั้งนี้จึงมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์
GDDR7 ยังเป็นตัวการสำคัญ
สาเหตุสำคัญของการขึ้นราคายังคงวนกลับมาที่ ต้นทุน GDDR7
GeForce RTX 50 Series ใช้หน่วยความจำ GDDR7 ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า GDDR6 ที่ใช้ใน GPU รุ่นก่อนหน้า และตลาดยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้าน Supply จากความต้องการหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีรายงานก่อนหน้านี้ว่า NVIDIA ได้ปรับเพิ่มราคาชุด GPU Memory ที่จำหน่ายให้กับ Board Partners ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2026
เมื่อ NVIDIA เพิ่มต้นทุนให้กับพันธมิตร ผู้ผลิตการ์ดจอจึงมีแนวโน้มทยอยส่งต่อต้นทุนดังกล่าวมายังราคาขายปลีกทีละราย
กรณีของ ASUS และ Galax ในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นผลจากต้นทุน GDDR7 ที่กำลังไหลผ่าน Supply Chain ลงมายังผู้บริโภค
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ NVIDIA ปรับราคาในปีนี้
สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก
ตลาด RTX 50 Series เผชิญการปรับราคามาแล้วหลายครั้งในปี 2026 โดยนี่อาจถือเป็น การขึ้นราคาครั้งที่ 3 หรือ 4 ของปีสำหรับ Board Partners ของ NVIDIA
ก่อนหน้านี้ NVIDIA เองก็มีรายงานว่าปรับราคาของ RTX 5090 ขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เนื่องจากต้นทุน GDDR7 ที่เพิ่มสูงขึ้น
จากนั้นแรงกดดันด้านต้นทุนก็เริ่มทยอยกระจายมายัง Board Partners รายอื่น
รูปแบบที่เกิดขึ้นตลอดปีคือ ผู้ผลิตแต่ละรายไม่ได้ปรับราคาพร้อมกันทั้งหมด แต่ทยอยประกาศขึ้นราคาทีละบริษัท ทำให้ราคาการ์ดจอในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแทนที่จะเกิดการกระโดดขึ้นเพียงครั้งเดียว
MSI, GIGABYTE และ Colorful อาจเป็นรายต่อไป
หลังจาก ASUS และ Galax ปรับราคาแล้ว บริษัทอื่น ๆ เช่น MSI, GIGABYTE และ Colorful ก็มีโอกาสปรับราคาตามในอนาคตอันใกล้
เหตุผลสำคัญคือ Board Partners ต้องซื้อ GPU และ Memory จาก Supply Chain เดียวกัน หากต้นทุน GDDR7 เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ผู้ผลิตแต่ละรายย่อมเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่คล้ายกัน
ดังนั้นความแตกต่างอาจอยู่ที่ว่าแต่ละบริษัทจะเลือก
- ดูดซับต้นทุนไว้เอง
- ลด Margin
- ปรับราคาบางรุ่น
- หรือส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังผู้บริโภค
จากรูปแบบที่เกิดขึ้นมาตลอดปี มีความเป็นไปได้ว่าการขึ้นราคาจะทยอยเกิดขึ้นกับแบรนด์อื่นเช่นกัน
ทำไม RTX 5050 และ RTX 5060 ยังไม่โดนขึ้นราคา?
สิ่งที่น่าสนใจคือรอบนี้ RTX 5050 และ RTX 5060 ยังไม่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับ RTX 5090
หนึ่งในปัจจัยที่เป็นไปได้คือปริมาณและต้นทุน Memory ที่ใช้กับ GPU แต่ละรุ่นแตกต่างกัน โดยการ์ดระดับกลางอย่าง RTX 5070 และรุ่นสูงกว่าจะมีต้นทุน Memory และส่วนประกอบโดยรวมสูงกว่า ทำให้การเปลี่ยนแปลงของต้นทุน GDDR7 ส่งผลต่อราคาขายมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การที่ RTX 5050 และ RTX 5060 ยังไม่ขึ้นราคาในรอบนี้ ไม่ได้หมายความว่าราคาจะคงที่ตลอดไป หากต้นทุน Memory ยังคงเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตอาจจำเป็นต้องปรับราคาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในอนาคตเช่นกัน
ตลาด GPU กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน
การขึ้นราคาของ ASUS และ Galax เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด GPU โดยรวมกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย
นอกจากต้นทุน GDDR7 แล้ว ความต้องการหน่วยความจำจากตลาด AI และ Data Center ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิต Memory ต้องจัดสรรกำลังการผลิตให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง เช่น HBM และหน่วยความจำสำหรับ AI Accelerator
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาด Memory สำหรับ Consumer Hardware
เมื่อ Supply ของ Memory ตึงตัว ต้นทุน GPU ก็เพิ่มขึ้น และสุดท้ายต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มถูกส่งต่อไปยังราคาขายปลีก
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดการ์ดจอในปี 2026 จึงยังไม่สามารถกลับไปสู่ยุคที่ราคาขายจริงใกล้เคียงกับ MSRP ได้อย่างเต็มที่
MSRP กำลังกลายเป็นเพียงจุดอ้างอิง
ปัญหาที่ตามมาคือ ราคาที่ NVIDIA ประกาศตอนเปิดตัวอาจเริ่มมีความแตกต่างจากราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ NVIDIA จะกำหนด MSRP สำหรับแต่ละรุ่นไว้ แต่หากต้นทุน GPU และ GDDR7 เพิ่มขึ้น Board Partners ก็สามารถปรับราคาของรุ่น Custom ขึ้นได้
เมื่อเกิดการปรับราคาหลายครั้งติดต่อกัน MSRP จึงอาจกลายเป็นเพียง ราคาอ้างอิงทางทฤษฎี ขณะที่ราคาตลาดจริงถูกกำหนดโดย Supply, ต้นทุน Memory, Stock และความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อ RTX 5070 หรือ RTX 5070 Ti ในช่วงนี้ การปรับราคาอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณา เพราะส่วนต่างราคาเพียงไม่กี่ร้อยถึงหลักพันบาทอาจทำให้ความคุ้มค่าระหว่าง GPU แต่ละรุ่นเปลี่ยนไปได้
ยังมองไม่เห็นจุดจบของวิกฤต GDDR7
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าต้นทุน GDDR7 จะลดลงในเร็ว ๆ นี้
หาก NVIDIA ยังคงเผชิญต้นทุน Memory ที่สูง และ Board Partners ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาการ์ดจอเพิ่มเติมก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้
ASUS และ Galax จึงอาจเป็นเพียง สองรายล่าสุดของคลื่นการขึ้นราคา RTX 50 Series เท่านั้น
หากรูปแบบเดิมยังดำเนินต่อไป MSI, GIGABYTE, Colorful และผู้ผลิตรายอื่นอาจทยอยประกาศปรับราคาในช่วงต่อจากนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ GPU Die เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัญหาของ ทั้ง Supply Chain ตั้งแต่ GPU, GDDR7 ไปจนถึงต้นทุนการผลิตและการจัดสรร Memory ระหว่างตลาด Gaming กับ AI
และตราบใดที่ความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI ยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Supply ของ GDDR7 ยังไม่สามารถขยายได้ทัน การ์ดจอ GeForce RTX 50 Series ก็มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับ การขึ้นราคาซ้ำอีกระลอก แม้จะเปิดตัวมานานแล้วก็ตาม
ที่มา: TechPowerUp



