ไฟไหม้โรงงาน Panasonic ในไต้หวัน! หวั่นกระทบซัพพลาย CCL ระดับไฮเอนด์สำหรับ AI Server ทั่วโลกกว่า 4% เปิดโอกาสผู้ผลิตไต้หวันรับออร์เดอร์แทน
เกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่และเพลิงไหม้ที่โรงงาน Panasonic Industrial Devices Materials Taiwan (PIDMTW) ในเมืองหูโข่ว (Hukou) เขตซินจู๋ ประเทศไต้หวัน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และตลาดเซิร์ฟเวอร์ AI เนื่องจากโรงงานแห่งนี้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของวัสดุ Copper-Clad Laminate (CCL) ระดับไฮเอนด์ ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตแผงวงจร PCB สำหรับอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง
รายงานจาก Economic Daily News ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต CCL ระดับไฮเอนด์ทั่วโลกประมาณ 4% และอาจทำให้คำสั่งซื้อบางส่วนต้องเปลี่ยนไปยังผู้ผลิตรายอื่นในไต้หวัน เพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบ
ตัวเลข 4% ดังกล่าวมาจากข้อมูลในอุตสาหกรรมที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ CCL ตระกูล MEGTRON ของ Panasonic มีส่วนแบ่งตลาด CCL ระดับไฮเอนด์ทั่วโลกประมาณ 20% ขณะที่โรงงาน Hukou มีกำลังการผลิตคิดเป็นประมาณ 20% ของกำลังการผลิต MEGTRON ทั้งหมดทั่วโลก เมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาคำนวณ จึงเทียบเท่ากับกำลังการผลิตประมาณ 4% ของตลาด CCL ระดับไฮเอนด์ทั่วโลก
โรงงานแห่งนี้ถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของวัสดุ CCL ประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ Ultra-Low Loss ซึ่งช่วยลดการสูญเสียสัญญาณในการส่งข้อมูลความเร็วสูง เหมาะสำหรับแผงวงจรของ AI Server, Data Center และระบบประมวลผลสมรรถนะสูง
อย่างไรก็ตาม Commercial Times รายงานเพิ่มเติมว่า โรงงาน Hukou เน้นผลิตวัสดุระดับ M6 เป็นหลัก พร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่ โดย M8 อาจยังอยู่ในขั้นตอนทดลองผลิตและยังไม่ได้เริ่มเพิ่มกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ ดังนั้นจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์ M8 จะได้รับผลกระทบโดยตรงมากน้อยเพียงใด
หยุดผลิตนานหลายเดือน เสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลน CCL
สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้ คือระยะเวลาที่โรงงานจะสามารถกลับมาเดินสายการผลิตได้อีกครั้ง เพราะการผลิต CCL ระดับไฮเอนด์ต้องอาศัยห้องคลีนรูมที่มีสภาพแวดล้อมควบคุมอย่างเข้มงวด รวมถึงเครื่องจักรที่ต้องมีความแม่นยำสูง
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมที่ Economic Daily News อ้างถึงระบุว่า หากเครื่องจักรและอุปกรณ์สำคัญได้รับความเสียหาย การจัดหาอุปกรณ์ใหม่ การติดตั้งระบบ และการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าอีกครั้ง อาจทำให้ต้องใช้เวลาฟื้นฟูโรงงานหลายเดือนหรือยาวนานกว่านั้น
จังหวะเวลาของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตลาด CCL กำลังเผชิญความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ NVIDIA และผู้ให้บริการ Cloud Service Provider (CSP) รายใหญ่ 4 แห่งในสหรัฐฯ ส่งผลให้ระยะเวลารอรับสินค้าของวัสดุ CCL ยืดเยื้ออยู่แล้ว
หากโรงงาน Panasonic ต้องหยุดผลิตเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ตลาดวัสดุ Ultra-Low Loss ตึงตัวมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตแผงวงจรสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI
ผู้ผลิต CCL ไต้หวันอาจได้ประโยชน์จากการย้ายคำสั่งซื้อ
ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้อาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต CCL รายอื่นในไต้หวันเข้ามารับคำสั่งซื้อเพิ่มเติม โดยเฉพาะบริษัทที่มีเทคโนโลยีรองรับการผลิตแผงวงจรสำหรับ AI Server และระบบ High-Performance Computing (HPC)
บริษัทที่ถูกจับตามอง ได้แก่ Elite Material (EMC), Taiwan Union Technology (TUC), ITEQ และ Ventec ซึ่งต่างกำลังพัฒนาวัสดุ CCL รุ่นใหม่เพื่อรองรับความต้องการของตลาด AI
ตัวอย่างเช่น EMC กำลังพัฒนาวัสดุระดับ M10 รหัส EM-898K4 ขณะที่ TUC ได้เปิดตัววัสดุ TU-963Q ที่ใช้เส้นใยแก้วชนิด Quartz Glass Cloth รวมถึงเทคโนโลยี Resin-Coated Copper (RCC) ซึ่งเป็นวัสดุเรซินเคลือบทองแดงที่ไม่ใช้ผ้าใยแก้วเป็นส่วนประกอบ
เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเพื่อรองรับแผงวงจรความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นใหม่ ซึ่งต้องการวัสดุที่มีคุณสมบัติด้านการส่งสัญญาณที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
Panasonic เองก็เร่งขยายกำลังผลิต CCL
น่าสนใจว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ Panasonic เองก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตวัสดุ MEGTRON เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกอยู่แล้ว
โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2026 บริษัทประกาศแผนลงทุนประมาณ 7.5 พันล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,593 ล้านบาท (1.59 พันล้านบาท) ในโรงงาน Panasonic Industrial Devices Materials (Guangzhou) ประเทศจีน เพื่อเพิ่มสายการผลิตวัสดุ MEGTRON สำหรับแผงวงจรหลายชั้นโดยเฉพาะ
โครงการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มเดินสายการผลิตเบื้องต้นในเดือนเมษายน 2027 ก่อนเข้าสู่การผลิตจำนวนมากในช่วงปีงบประมาณเดียวกัน
เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ต้องจับตามองในห่วงโซ่อุปทาน AI Hardware เพราะแม้ CCL จะไม่ใช่ชิปประมวลผลโดยตรง แต่เป็นวัสดุพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการผลิตแผงวงจร PCB ประสิทธิภาพสูง หากกำลังการผลิตวัสดุระดับ Ultra-Low Loss ลดลง ก็อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงผู้ผลิตแผงวงจรและผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ได้เช่นกัน
ที่สำคัญ ตัวเลข 4% เป็นการประเมินสัดส่วนกำลังการผลิตที่เกี่ยวข้องกับโรงงานแห่งนี้ ไม่ได้หมายความว่าซัพพลายทั่วโลกหายไปแล้ว 4% จริง ๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับความเสียหายของโรงงานและระยะเวลาที่ต้องหยุดผลิตเป็นสำคัญ
ที่มา: TrendForce



