Microsoft รายได้พุ่ง 3.11 ล้านล้านบาท แต่ Windows OEM และ Surface ร่วง 22%! Xbox ก็ลดลง ท่ามกลางตลาดพีซีซบเซาและต้นทุนฮาร์ดแวร์แพงขึ้น
Microsoft รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ด้วยรายได้รวมสูงถึง 92,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.11 ล้านล้านบาท เติบโต 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจ Cloud และ AI กลับมีธุรกิจฝั่งผู้บริโภคที่กำลังเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะ Windows OEM และ Devices ซึ่งมีรายได้ลดลงถึง 22%
ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2026 หรือไตรมาส 3 ตามปีปฏิทิน แต่ในระบบปีงบประมาณของ Microsoft ถือเป็น ไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (Q1 FY2027)
นอกจากธุรกิจ Windows และอุปกรณ์ Surface แล้ว รายได้จาก Xbox ก็ลดลงเช่นกัน แม้จะไม่ได้รุนแรงเท่าฝั่งพีซี โดยสะท้อนว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคกำลังเผชิญความท้าทาย ท่ามกลางการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจ AI และคลาวด์
รายได้รวมโต 19% แต่ Windows OEM และ Devices กลับสวนทาง
Microsoft ทำรายได้รวมในไตรมาสนี้ 92,279 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.11 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จาก 77,673 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 45,900 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.55 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%
แรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากธุรกิจ Agents and Infra ซึ่งสร้างรายได้ 76,800 ล้านดอลลาร์ เติบโต 25% โดย Microsoft Cloud มีรายได้ 63,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 30% และบริการ Azure เติบโตถึง 48%
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจ Devices and Consumer กลับมีรายได้ 15,500 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน
หนึ่งในตัวเลขที่น่ากังวลที่สุดคือรายได้หมวด Windows OEM and Devices ซึ่งรวมการขายลิขสิทธิ์ Windows ผ่านผู้ผลิตพีซี รวมถึงอุปกรณ์ของ Microsoft เอง เช่น Surface และอุปกรณ์เสริม โดยมีตัวเลขดังนี้
| รายการ | ไตรมาสล่าสุด | ปีก่อน |
|---|---|---|
| Windows OEM and Devices | 3,551 ล้านดอลลาร์ | 4,551 ล้านดอลลาร์ |
| คิดเป็นเงินบาท | ประมาณ 119,700 ล้านบาท | ประมาณ 153,500 ล้านบาท |
| การเปลี่ยนแปลง | ลดลง 22% | — |
เท่ากับว่า Microsoft มีรายได้ในหมวดนี้ลดลงประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 33,700 ล้านบาทภายในหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 3,551 ล้านดอลลาร์นี้เป็นรายได้รวมของ Windows OEM และอุปกรณ์ ไม่ใช่รายได้จากการขายลิขสิทธิ์ Windows เพียงอย่างเดียว และ Microsoft ไม่ได้แยกตัวเลขรายได้ Surface ออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในรายงานชุดนี้
ตลาดพีซีอ่อนแรง ผู้ผลิตลดสต็อก ไม่รีบสั่งลิขสิทธิ์ Windows เพิ่ม
Amy Hood ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Microsoft อธิบายในการประชุมผลประกอบการว่า รายได้จาก Windows OEM ลดลงถึง 27% โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 ในเดือนตุลาคม 2025
ในช่วงก่อนสิ้นสุดการสนับสนุน Windows 10 ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และช่องทางจำหน่ายเร่งเตรียมสินค้าเพื่อรองรับความต้องการเปลี่ยนเครื่อง ส่งผลให้ยอดจัดส่งพีซีและการจำหน่ายลิขสิทธิ์ Windows ในช่วงเวลาดังกล่าวสูงขึ้น
แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ความต้องการเริ่มกลับสู่ระดับปกติ ขณะที่ผู้ผลิตพีซีและตัวแทนจำหน่ายยังมีสินค้าคงคลังอยู่ในระดับสูง จึงลดการสั่งซื้อและระบายสต็อกเดิมก่อน
Microsoft ยังระบุถึงความต้องการซื้อพีซีที่อ่อนแอลงว่าเป็นอีกปัจจัยสำคัญ ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ASUS, HP, Dell และ Lenovo อาจต้องระมัดระวังการวางแผนผลิตและสั่งซื้อสินค้า ซึ่งส่งผลต่อจำนวนลิขสิทธิ์ Windows OEM ที่ Microsoft จำหน่ายได้
นอกจากนี้ ต้นทุนหน่วยความจำและอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อราคาคอมพิวเตอร์ โดย Microsoft เคยระบุในแนวโน้มธุรกิจ FY2027 ว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาขายอุปกรณ์สูงขึ้น และส่งผลต่อความต้องการซื้อจากผู้บริโภค
Surface ก็เผชิญแรงกดดันจากต้นทุน RAM และ SSD
Surface เป็นอีกส่วนหนึ่งที่รวมอยู่ในหมวด Windows OEM and Devices แม้ Microsoft จะไม่ได้เปิดเผยรายได้หรือจำนวนเครื่องที่จัดส่งแยกออกมาในรายงานไตรมาสนี้
ผลิตภัณฑ์ Surface หลายรุ่นวางตำแหน่งอยู่ในตลาดระดับกลางถึงพรีเมียม โดยมีราคาสูงกว่าพีซีทั่วไป ทำให้ผู้ซื้อจำเป็นต้องพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจซื้อ
ในช่วงที่ RAM และ SSD มีต้นทุนสูงขึ้น ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนส่วนประกอบเพิ่มเติม และอาจต้องปรับราคาขายตามสถานการณ์ ขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนเลือกชะลอการซื้อเครื่องใหม่ออกไปก่อน
สถานการณ์นี้ทำให้ Surface ต้องแข่งขันกับโน้ตบุ๊กจากผู้ผลิตรายอื่นในตลาดที่ผู้ซื้อมีความอ่อนไหวต่อราคามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะระบุว่ารายได้ Surface ลดลงเท่าใด หรือเป็นสัดส่วนหลักที่ทำให้หมวด Windows OEM and Devices หดตัว 22%
Xbox รายได้ลดลงเหลือประมาณ 181,400 ล้านบาท
อีกธุรกิจที่มีรายได้ลดลงคือ Xbox โดย Microsoft รายงานรายได้ในหมวดผลิตภัณฑ์และบริการ Xbox อยู่ที่ 5,379 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 181,400 ล้านบาท ลดลงจาก 5,508 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 185,700 ล้านบาทในปีก่อน
คิดเป็นการลดลงประมาณ 2.3% หรือราว 4,400 ล้านบาท
สำหรับรายได้จาก Xbox Content and Services ซึ่งประกอบด้วยเกม คอนเทนต์เพิ่มเติม Game Pass และบริการอื่น ๆ ลดลง 2% โดย Microsoft ระบุว่าได้รับผลกระทบจากรายได้เกมจากผู้พัฒนาภายนอกและ Xbox Game Pass ที่ลดลง แม้รายได้จากเกมของสตูดิโอภายใน Microsoft จะช่วยชดเชยได้บางส่วน
ส่วนตลาดฮาร์ดแวร์ Xbox ก็ยังเผชิญแรงกดดัน โดยมีรายงานว่ายอดขายเครื่องคอนโซลลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่าธุรกิจเกมของ Microsoft ยังต้องปรับตัวทั้งด้านฮาร์ดแวร์และบริการ
Xbox กำลังปรับองค์กรครั้งใหญ่ หลัง COO คนแรกลาออกเพียง 3 เดือน
การลดลงของรายได้เกิดขึ้นในช่วงที่ Xbox กำลังปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้การบริหารของ Asha Sharma ซึ่งเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอของ Xbox และผลักดันแผนปรับทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือ Helen Chiang ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) คนแรกของ Xbox เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 แต่กลับลาออกจาก Microsoft เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 หรือหลังรับตำแหน่งได้เพียงประมาณ 3 เดือน
Chiang ทำงานกับ Microsoft มานานกว่า 21 ปี และเคยเป็นผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจ Minecraft โดยหน้าที่ของเธอในตำแหน่ง COO ครอบคลุมการดูแลธุรกิจคอนเทนต์ ฮาร์ดแวร์ แพลตฟอร์ม และบริการของ Xbox
หลังการลาออก Microsoft ระบุว่าหน้าที่ของเธอจะถูกแบ่งให้ผู้บริหาร Xbox คนอื่นรับผิดชอบไปก่อน ระหว่างที่บริษัทกำหนดแนวทางการบริหารตำแหน่งดังกล่าวต่อไป
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวคือการเปิดตัวแผนก XP เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เพื่อขยายธุรกิจจากเกมไปสู่ความบันเทิงรูปแบบอื่น โดยครอบคลุมภาพยนตร์และโทรทัศน์ สินค้าลิขสิทธิ์ ความร่วมมือกับแบรนด์ และกิจกรรมหรือสถานที่ให้ประสบการณ์แก่แฟนเกม เช่น อีเวนต์และสวนสนุก
การปรับโครงสร้างดังกล่าวสะท้อนความพยายามของ Xbox ในการสร้างรายได้จากแฟรนไชส์เกมให้กว้างกว่าการขายเกมและบริการสมัครสมาชิก แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด
Microsoft กำลังเติบโตจาก AI แต่ธุรกิจพีซียังต้องฝ่าความท้าทาย
ผลประกอบการครั้งนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างของธุรกิจ Microsoft อย่างชัดเจน ฝั่ง AI และคลาวด์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Azure เพิ่มขึ้น 48% และ Microsoft Cloud มีรายได้เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ธุรกิจ Windows OEM and Devices ลดลง 22% และ Xbox ลดลงประมาณ 2%
สำหรับ Microsoft การเติบโตของ AI ช่วยสร้างรายได้มหาศาล แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจพีซีและเกมจะเติบโตตามไปด้วย เพราะตลาดทั้งสองกลุ่มมีปัจจัยขับเคลื่อนแตกต่างกัน
ในระยะถัดไป สิ่งที่ต้องจับตาคือความต้องการพีซีหลังจากผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน Windows 10 เริ่มหมดไป รวมถึงต้นทุน RAM และ SSD ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีก ขณะเดียวกัน Xbox ก็ต้องพิสูจน์ว่าแผนปรับโครงสร้างและการขยายธุรกิจความบันเทิงจะช่วยให้รายได้กลับมาเติบโตได้หรือไม่
สรุป: Microsoft ทำรายได้รวมกว่า 3.11 ล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 เติบโต 19% จากแรงหนุนของ AI และ Cloud แต่รายได้ Windows OEM และ Devices กลับลดลง 22% เหลือประมาณ 119,700 ล้านบาท ส่วน Xbox ลดลงราว 2% สะท้อนว่าตลาดพีซีและเกมยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากความต้องการซื้อที่อ่อนตัว การปรับลดสินค้าคงคลัง และต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้น
ที่มา: TechPowerUp



