TSMC เพิ่งรายงานผลประกอบการเดือนมกราคม 2026 โดยมีรายได้สุทธิ 401.26 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 12.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 19.8% จากเดือนธันวาคม 2025 และเพิ่มขึ้น 36.8% เมื่อเทียบกับมกราคม 2025
แม้ตัวเลขรายได้จะออกมาแข็งแกร่งมาก แต่ TSMC จำเป็นต้องเร่งลงทุนต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทำให้คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติงบลงทุน (CapEx) มูลค่า 44.962 พันล้านดอลลาร์ สำหรับการขยายและอัปเกรดโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นงบลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท สะท้อนว่า กระแส AI และความต้องการชิปจากอุตสาหกรรมมือถือ ยังเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องเพิ่มการลงทุนทุกปี
เดิมทีแผนการลงทุนบางส่วนถูกวางไว้ในปี 2025 ได้แก่
-
ไตรมาส 1: 17.141 พันล้านดอลลาร์
-
ไตรมาส 2: 15.247 พันล้านดอลลาร์
-
ไตรมาส 3: 20.657 พันล้านดอลลาร์
-
ไตรมาส 4: 14.981 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปใช้จริงในปี 2026 ทำให้เป้าหมาย CapEx ใหม่เกือบ 45 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นระดับที่สูงที่สุดเท่าที่ TSMC เคยใช้ ขณะที่ยอดใช้จ่ายจริงในปี 2025 ต่ำกว่าตัวเลขใหม่นี้อย่างชัดเจน
แผนการใช้เงินลงทุนก้อนมหึมา
TSMC มีแผนจะใช้เงินดังกล่าวเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตระดับ หลายแสนเวเฟอร์ต่อเดือน ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีโหนดรุ่นเก่า รุ่นปัจจุบัน และโหนดขั้นสูงในอนาคต โดยโหนดรุ่นเก่ายังคงสำคัญมาก เพราะอุตสาหกรรมอย่าง ยานยนต์ ยังต้องพึ่งการผลิตเหล่านี้ควบคู่กับเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งขั้นสูง
สัดส่วนการลงทุนแบ่งออกเป็น
-
70–80% สำหรับโหนดขั้นสูง (Advanced Nodes) เช่น 3nm และเทคโนโลยีรุ่นถัดไป
-
10–20% สำหรับ Advanced Packaging และการผลิตมาสก์
-
ที่เหลือประมาณ 10% ใช้ขยายเทคโนโลยีเฉพาะทาง เช่น Silicon Photonics และเทคโนโลยีใหม่อื่น ๆ
การปรับโครงสร้างบุคลากรเพื่อเร่งเทคโนโลยีระดับ Angstrom
TSMC ยังประกาศเลื่อนตำแหน่ง S.S. Lin ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยและพัฒนา ขึ้นเป็น รองประธานบริษัท (Vice President) โดยเขาเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนาเทคโนโลยีระดับ 1 นาโนเมตร (Angstrom Era) ภายใต้โครงสร้างชื่อ A10-class
การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดว่า เทคโนโลยีรุ่นใหม่อย่าง A18 และ A16 กำลังคืบหน้าได้ดี และบริษัทต้องการดันนักวิจัยหลักให้มีบทบาทมากขึ้นเพื่อเร่งนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด
สรุป: การลงทุนระดับเกือบ 45,000 ล้านดอลลาร์ของ TSMC ไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังผลิต แต่คือการ “ล็อกอนาคต” ของอุตสาหกรรมชิปในยุค AI และ Angstrom ที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีเริ่มดุเดือดมากกว่าที่เคย.
ที่มา: Tom's Hardware



