สื่อต่างประเทศรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ Microsoft ได้ประกาศเพิ่ม การรองรับ NVMe SSD แบบเนทีฟ (Native) ให้กับ Windows ซึ่งเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของการจำลองผ่าน SCSI อย่างที่ใช้มาโดยตลอด ส่งผลให้ทั้งอัตราการรับส่งข้อมูลและประสิทธิภาพการใช้ CPU ดีขึ้นอย่างชัดเจน ผู้ใช้ที่ติดตั้ง อัปเดตสะสมเดือนตุลาคม 2025 สามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ด้วยการแก้ไข Registry
แม้ Microsoft จะระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวออกแบบมาสำหรับ Windows Server 2025 เป็นหลัก แต่ในทางปฏิบัติ Windows 11 ก็สามารถเปิดใช้งานได้เช่นกัน หลังจากปรับแต่ง Registry อย่างไรก็ตาม สื่อเตือนว่ามีผลข้างเคียง และผู้ใช้ต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเอง
ตามรายงานของสื่อเยอรมนี ComputerBase หลายคนอาจไม่ทราบว่า ที่ผ่านมา Windows ยังไม่รองรับ NVMe SSD แบบเนทีฟจริง ๆ ระบบจะต้องแปลงคำสั่ง I/O ทั้งหมดให้เป็นคำสั่งบนบัส SCSI ก่อนจึงจะอ่าน–เขียนข้อมูลได้ ซึ่งทำให้สูญเสียประสิทธิภาพไปไม่น้อย
ล่าสุด ทีมวิศวกรของ Microsoft ได้ประกาศว่าจะเพิ่มการรองรับ NVMe SSD แบบเนทีฟ โดยออกแบบกระบวนการ I/O ใหม่ทั้งหมด เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดของการจำลอง SCSI ส่งผลให้ทั้ง Throughput และประสิทธิภาพการใช้ CPU ดีขึ้นอย่างชัดเจน
Microsoft ระบุว่า การรองรับ NVMe แบบเนทีฟมีความสำคัญอย่างมากต่อ Windows เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงของระบบยุคใหม่ (รวมถึง DDR5) ออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้โปรโตคอล SCSI จำกัดจำนวนคำสั่งต่อคิวไว้ที่เพียง 32 คำสั่ง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ I/O แบบ NVMe เนทีฟ จะรองรับได้สูงสุดถึง 64,000 คิว ซึ่งเท่ากับรองรับการดำเนินการได้มากกว่า 4 พันล้านครั้ง
วิธีเปิดใช้งาน Native NVMe บน Windows 11
เงื่อนไข:
-
Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 ขึ้นไป
-
ติดตั้ง อัปเดตสะสมเดือนตุลาคม 2025
ขั้นตอน:
-
กด Win + R พิมพ์
regeditแล้วกด Enter -
ไปที่
KEY_LOCAL_MACHINE > SYSTEM > CurrentControlSet > Policies > Microsoft > FeatureManagement > Overrides
(หากไม่มีคีย์นี้ ให้คลิกขวาเลือก New > Key แล้วตั้งชื่อเอง) -
ภายใต้ Overrides ให้สร้างค่าใหม่ชนิด DWORD (32-bit) ตั้งชื่อว่า
1176759950 -
ดับเบิลคลิกค่า
1176759950-
Value data =
1 -
Base = Hexadecimal
-
-
รีสตาร์ตเครื่องเพื่อให้มีผล
จากการทดสอบของ ComputerBase พบว่า หลังเปิดใช้งาน Native NVMe I/O แล้ว Windows 11 มี Latency ต่ำลงและความเร็วรับส่งข้อมูลสูงขึ้น โดยประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นราว 10–15% แต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นกัน
เนื่องจาก Windows เคยมองอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดเป็น SCSI มาโดยตลอด เครื่องมือจัดการบางตัวอาจ ไม่สามารถตรวจพบ NVMe SSD ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ การแก้ไข Registry อาจทำให้ Disk ID เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บางโปรแกรม (เช่น ซอฟต์แวร์สำรองข้อมูล) ไม่สามารถตรวจจับไดรฟ์ได้
ดังนั้นจึงแนะนำอย่างยิ่งว่า ควรสำรองข้อมูลและสำรอง Registry ก่อนทำการแก้ไข เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบไม่เสถียรหรือบูตไม่ขึ้น
ที่มา: HKEPC



