Morgan Stanley เตือนวิกฤต DRAM หนักขึ้น DDR4 อาจพุ่ง 50% ในไตรมาส 3 ปี 2026
ตลาดหน่วยความจำกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ หลัง Morgan Stanley ออกรายงานวิจัยล่าสุดเตือนว่า ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำ DRAM รุ่นเก่าและ NAND Flash อาจรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่กำลังโยกกำลังการผลิตจากผลิตภัณฑ์แบบดั้งเดิมไปสู่ตลาดที่มีความต้องการสูงกว่าอย่าง HBM, DDR5 และ NAND ความจุสูง
รายงานระบุว่า การลดกำลังการผลิตของ DRAM รุ่นเก่าอาจทำให้ราคา DDR4 เพิ่มขึ้นถึง 50% ในไตรมาส 3 ปี 2026 และยังมีโอกาสปรับขึ้นอีกมากกว่า 10% ในไตรมาส 4
ตัวเลข 50% ในรายงานต้นฉบับไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็นการเพิ่มขึ้นแบบ Year-on-Year หรือ Quarter-on-Quarter แต่จากบริบทของรายงาน มีแนวโน้มว่าหมายถึงการเพิ่มขึ้นแบบ ไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ)
SLC NAND อาจเจอหนักกว่า DDR4
สถานการณ์ของ SLC NAND อาจรุนแรงยิ่งกว่า โดย Morgan Stanley คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ทั้งในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2026
สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป ผู้ผลิตหน่วยความจำยังคงโยกกำลังการผลิต Wafer ไปยังผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น
- HBM สำหรับระบบ AI และ Data Center
- DDR5 สำหรับเซิร์ฟเวอร์และพีซีรุ่นใหม่
- NAND แบบหลาย Layer และความจุสูง
ผลที่ตามมาคือกำลังการผลิตที่เหลือสำหรับ DDR4 และ SLC NAND ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ความต้องการสินค้าทั้งสองประเภทจะยังคงมีอยู่ก็ตาม
นี่ทำให้ตลาดหน่วยความจำรุ่นเก่าเกิดสถานการณ์ที่น่าสนใจ เพราะแม้เทคโนโลยีจะเริ่มเก่าและถูกแทนที่ด้วยรุ่นใหม่ แต่การลดกำลังผลิตเร็วกว่าการลดลงของความต้องการกลับสามารถผลักดันราคาให้สูงขึ้นได้
HBM กำลังดูดกำลังการผลิต Wafer อย่างมหาศาล
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ตึงตัวคือความต้องการ HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการขยายตัวของตลาด AI
HBM มีโครงสร้างแบบ 3D Vertical Stacking ที่ต้องใช้กระบวนการผลิตและจำนวน Wafer ต่อความจุสูงกว่า DRAM แบบทั่วไป โดย Morgan Stanley ระบุว่า HBM สามารถใช้ Wafer มากกว่า DRAM แบบดั้งเดิมประมาณ 3 เท่า
ขณะที่ UBS ประเมินว่าเพียง NVIDIA รายเดียว อาจต้องใช้ HBM มากถึงประมาณ 25.1 พันล้าน Gb ในปี 2027
เมื่อเทียบกับความต้องการ HBM ของอุตสาหกรรมทั้งหมดที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 61.5 พันล้าน Gb จะเห็นได้ว่าความต้องการจาก NVIDIA เพียงรายเดียวอาจคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของตลาด HBM ทั้งหมดในเวลานั้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของ AI Data Center ไม่ได้สร้างเพียงความต้องการ GPU ที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังดึงทรัพยากรการผลิตหน่วยความจำออกจากตลาด Consumer อย่างมีนัยสำคัญด้วย
DDR5 เองก็ยังขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง
แม้ DDR5 จะเป็นมาตรฐานหน่วยความจำรุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ได้รอดพ้นจากแรงกดดันด้านราคา
ข้อมูลจาก Bank of America ระบุว่า ราคาสปอตของหน่วยความจำ DDR5-5600/6400 ความจุ 24GB เพิ่มขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าในเดือนสิงหาคม 2026
ที่น่าตกใจกว่าคือ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 483%
หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ต้นทุนหน่วยความจำจะกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาของ PC, โน้ตบุ๊ก, สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในวงกว้าง
ผู้ใช้ PC อาจต้องเจอ RAM แพงขึ้นอีก
สิ่งที่ Morgan Stanley เตือนครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาด DDR4 หรือผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหน่วยความจำทั้งหมด
ผู้ผลิตกำลังให้ความสำคัญกับตลาดที่มีอัตรากำไรและความต้องการสูงกว่าอย่าง HBM และ DDR5 เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center ขณะที่กำลังผลิตสำหรับตลาด Consumer และหน่วยความจำรุ่นเก่าถูกลดลง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับ RAM และ SSD ที่มีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากความต้องการจากตลาด AI ยังเติบโตเร็วกว่าการเพิ่มกำลังการผลิตของผู้ผลิต
และหากการคาดการณ์ของ Morgan Stanley ถูกต้อง ราคา DDR4 อาจพุ่งขึ้นอีกถึง 50% ภายในไตรมาส 3 ปี 2026 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นต่ออีกในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งอาจทำให้ปี 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดหน่วยความจำสร้างแรงกดดันต่อผู้ซื้อ PC อย่างหนัก
ที่มา: IT Home



