อดีตผู้จัดการ EVGA เผยเบื้องหลังบริษัทถอนตัวจากตลาดการ์ดจอ NVIDIA แข่งกับพาร์ตเนอร์ตัวเอง
อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ EVGA ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่าง EVGA กับ NVIDIA ที่อาจช่วยอธิบายได้ว่าทำไมความร่วมมือระหว่างสองบริษัทจึงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ EVGA จะตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดการ์ดจอในปี 2022
Brendon Ray Hedrick อดีต Product Manager ของ EVGA เล่าผ่านบล็อกส่วนตัวว่า ความกังวลภายในบริษัทเริ่มชัดเจนตั้งแต่ NVIDIA เปิดตัวการ์ด GeForce GTX 1080 Founders Edition ในยุคสถาปัตยกรรม Pascal เมื่อปี 2016
ในมุมมองของเขา ปัญหาไม่ได้อยู่แค่เรื่องการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างความสัมพันธ์ เมื่อ NVIDIA ซึ่งเป็นผู้จัดหา GPU ให้ EVGA กลับลงมาแข่งขันกับคู่ค้าของตัวเองโดยตรง ด้วยการนำเสนอการ์ดจอในชื่อของ NVIDIA ให้กับผู้บริโภค
ที่ผ่านมา EVGA คุ้นเคยกับการนำ Reference Design ของ NVIDIA มาปรับใช้และขายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง แต่การที่ NVIDIA ผลักดัน Founders Edition มากขึ้น ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ทั้งสองบริษัทต้องขายสินค้าให้กับ ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน
Hedrick ระบุว่า ตอนเปิดตัว GTX 1080 Founders Edition ในปี 2016 NVIDIA ยังตั้งราคา Founders Edition สูงกว่าราคาเริ่มต้นที่ประกาศไว้สำหรับการ์ดจากพาร์ตเนอร์เสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ทำให้คนใน EVGA กังวลจริง ๆ คือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต GPU กับคู่ค้าเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น
NVIDIA คุมข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด
อดีต Product Manager รายนี้ยังเล่าว่า NVIDIA มีแนวทางควบคุมข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด โดยในหลายกรณี สเปกของ GPU จะถูกเปิดเผยให้พาร์ตเนอร์รับทราบในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ข้อมูลถูกเปิดเผยต่อลูกค้า
ในขณะเดียวกัน NVIDIA ให้ความสำคัญกับการป้องกันข้อมูลหลุดเป็นอย่างมาก โดย Hedrick ยกตัวอย่างช่วงเปิดตัว GPU ที่มาพร้อมเทคโนโลยี RTX และ Ray Tracing ซึ่ง NVIDIA ใช้วิธีติดตามต้นตอของภาพผลิตภัณฑ์ที่หลุดออกมา
แนวคิดหนึ่งคือการส่งภาพสินค้าให้ร้านค้าปลีกแต่ละราย โดยใส่ จุดสีที่แตกต่างกัน เอาไว้ในภาพแต่ละชุด หากภาพดังกล่าวหลุดออกสู่สาธารณะ NVIDIA ก็สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าภาพนั้นถูกส่งมาจากร้านค้ารายใด
วิธีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการควบคุมข้อมูลก่อนเปิดตัวมีความสำคัญกับ NVIDIA มาก และคู่ค้าก็จำเป็นต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าว
กำไรการ์ดจอไม่ได้มากอย่างที่คิด
อีกประเด็นที่ Hedrick เปิดเผยคือเรื่อง Margin ของการ์ดจอ ซึ่งเขาระบุว่าในบางช่วงกำไรจากการขายการ์ดจอค่อนข้างบางมาก
เขาอ้างว่า EVGA จำเป็นต้องมีการ์ดบางรุ่นที่วางขายในระดับราคาเริ่มต้นที่ NVIDIA กำหนดไว้ เพื่อให้ยังสามารถรักษาการจัดสรร GPU จาก NVIDIA ได้ หากราคาสินค้าไม่อยู่ในระดับที่กำหนด อาจส่งผลต่อ Allocation ของ GPU ที่ EVGA ได้รับ
ปัญหาคือการ์ดระดับราคาดังกล่าวอาจแทบไม่มีพื้นที่ให้บริษัททำกำไร หรือในบางกรณีอาจต้องขายในลักษณะ Loss Leader หรือยอมขาดทุนจากตัวสินค้า
ในทางกลับกัน รุ่นที่ EVGA สามารถสร้าง Margin ได้มากกว่า มักเป็นรุ่นที่ใช้ PCB แบบ Custom, ภาคจ่ายไฟที่ดีขึ้น และระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
แต่สิ่งนี้ก็มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น และทำให้การ์ดรุ่น Premium มีราคาห่างจาก MSRP ของรุ่นเริ่มต้นค่อนข้างมาก
มองจากมุมของผู้บริโภคจึงอาจเกิดภาพว่า EVGA กำลังขายการ์ดรุ่นแพงด้วยราคาที่สูงมาก ทั้งที่ความแตกต่างของประสิทธิภาพอาจไม่ได้มากเท่ากับส่วนต่างราคา
GPU Boost ทำให้การ์ด Custom แตกต่างน้อยลง
อีกปัจจัยที่ Hedrick มองว่าทำให้โมเดลธุรกิจของ EVGA ยากขึ้น คือการพัฒนาระบบจัดการความเร็ว GPU ของ NVIDIA
เขายกตัวอย่าง GPU Boost 3.0 ซึ่งสามารถปรับความถี่ของ GPU โดยอัตโนมัติตามอุณหภูมิและข้อจำกัดด้านพลังงาน
ในอดีต การลงทุนกับ PCB และระบบระบายความร้อนที่ดีกว่าอาจช่วยให้การ์ด Custom สามารถโอเวอร์คล็อกได้สูงขึ้นอย่างชัดเจน และผู้บริโภคสามารถสัมผัสความแตกต่างด้านประสิทธิภาพได้ง่าย
แต่เมื่อระบบ GPU สามารถจัดการ Clock, Power และ Temperature ได้อัตโนมัติมากขึ้น ความได้เปรียบจากการออกแบบฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียมก็อาจลดลงในมุมของประสิทธิภาพการเล่นเกมทั่วไป
Hedrick อธิบายว่า ฮาร์ดแวร์ Custom ยังคงมีต้นทุนในการออกแบบและผลิตสูงกว่า แต่สิ่งที่ผู้ซื้อได้รับกลับมาอาจเป็นเพียงประสิทธิภาพเพิ่มเติมที่ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานมากนัก
นั่นทำให้ EVGA ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ คือจะอธิบายอย่างไรให้ลูกค้ายอมจ่าย Premium สำหรับ PCB และระบบระบายความร้อนที่มีต้นทุนสูงกว่า หากประสิทธิภาพในการเล่นเกมจริงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
จากสิ่งที่ Hedrick เล่า ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เดียวที่ทำให้ EVGA ตัดสินใจออกจากตลาด GPU แต่เป็นแรงกดดันที่สะสมต่อเนื่องหลายปี
ด้านหนึ่ง EVGA ต้องพึ่งพา NVIDIA ในฐานะผู้จัดหา GPU ขณะเดียวกัน NVIDIA ก็เริ่มนำผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับการ์ดจาก EVGA
อีกด้านหนึ่ง การแข่งขันด้านราคาทำให้ Margin ของการ์ดรุ่นทั่วไปอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่รุ่นที่ EVGA สามารถสร้างกำไรได้มากกว่า จำเป็นต้องลงทุนกับ PCB และระบบระบายความร้อนที่มีต้นทุนสูง ส่งผลให้ราคาขายเพิ่มขึ้นอีก
เมื่อรวมกับการพัฒนาของ GPU Boost และการออกแบบ Reference Board จาก NVIDIA ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่องว่างระหว่างการ์ด Reference กับการ์ด Custom ในแง่ของประสิทธิภาพการใช้งานจริงก็อาจแคบลง
สุดท้าย EVGA ประกาศถอนตัวจากธุรกิจการ์ดจอในปี 2022 และจะไม่ผลิตการ์ด GeForce รุ่นใหม่อีกต่อไป
สิ่งที่น่าสนใจจากคำบอกเล่าครั้งนี้คือ มันทำให้เห็นภาพจากฝั่งผู้ผลิตคู่ค้าว่า การทำตลาด GPU ที่ต้องพึ่งพาเจ้าของชิป พร้อมกับต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของเจ้าของชิปโดยตรง สามารถสร้างแรงกดดันทางธุรกิจได้มากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดเป็นคำอธิบายจาก Hedrick ในฐานะอดีตพนักงาน EVGA และไม่ใช่คำชี้แจงใหม่จาก NVIDIA หรือ EVGA ดังนั้นประเด็นเกี่ยวกับ Allocation, ราคา และเงื่อนไขทางธุรกิจควรถือเป็นมุมมองจากประสบการณ์ภายในของเขาเป็นหลัก
แต่หากเรื่องที่เขาเล่าสะท้อนสถานการณ์ภายใน EVGA ได้ใกล้เคียงความจริง ก็อาจช่วยอธิบายได้มากขึ้นว่าเหตุใดหนึ่งในแบรนด์การ์ดจอที่เคยมีชื่อเสียงที่สุดในตลาด จึงเลือกยุติธุรกิจ GPU แทนที่จะเดินหน้าต่อในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างมาก
ที่มา: TechPowerUp



